X-Treme Free Running

X-Treme Free Running

X-Treme Free Running

X-Treme Free Running

X-Treme Free Running

 

ถ้าคุณเคยเห็นคลิป “วัยรุ่นรวมตัวกันทำคลิปป่วนเมือง วิ่งข้ามรถ-สไลด์ลงบันได” แล้วคิดว่านั่นเป็นแค่เกมอันตรายของวัยรุ่นเกรียน ๆ ขอบอกว่า คุณอาจต้องคิดใหม่

เพราะการละเล่นที่ว่า เป็นการเลียนแบบกีฬาผาดโผนอย่าง “Free Running” เท่านั้น พอได้ยินชื่อ Free Running หลาย ๆ คนคงสงสัยว่า กีฬา ประเภทนี้มีอยู่จริงหรือ ? เพื่อคลายข้อสงสัยของทุกคน วันนี้ Tonkit360 ขอพาไปทำความรู้จัก “Free Running” แบบฉบับย่อ ๆ กันค่ะ

รู้จัก Free running

การเล่นกีฬาทุกชนิดล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น เพราะนอกจากทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยในเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น ความสามัคคีในการเล่น มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงเรื่องของทักษะการเล่นต่างๆ มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย และอื่นๆ ซึ่งกีฬาประเภท Free running หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความสามารถสูง แต่ในความเป็นจริงหากคนมีความตั้งใจก็สามารถฝึกฝนได้ทั้งสิ้น มาทำความรู้จักกับกีฬา Free running ว่ามันคืออะไรแล้วพิจารณาดูว่าตนเองพอเล่นได้หรือไม่

Free running มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า Parkour ซึ่งจุดเริ่มต้นของ Free running ก็มาจากกีฬาชนิดนี้ Parkour เป็นภาษาฝรั่งเศสมีจุดมุ่งเน้นคือการใช้ร่างกายของตนเองในการย้ายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งเน้นการเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนของร่างกายเท่านั้น ความสนุกก็คือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในบริเวณที่กำลังเล่นอยู่อาจมีอุปสรรคเพื่อสร้างความท้าทายต่างๆ หรือสิ่งกีดขวางที่ทำให้เกิดความตื่นเต้นระหว่างการ Free running ซึ่งการดัดแปลงจากกีฬาประเภทนี้ก็มาสู่สิ่งที่เรียกว่า Free running ที่คนทั่วไปรู้จักมากกว่า Free running จะเน้นไปในส่วนของความสวยงามพร้อมการเคลื่อนไหวด้วยวิธีการต่างๆ ที่มีความสร้างสรรค์ อาจบอกได้ว่ากีฬาทั้งสองประเภทนี้มีความเหมือนและแตกต่างในคราวเดียวกัน บางคนก็บอกว่ามันเป็นกีฬาคนละชนิดก็สุดแท้แต่ความเข้าใจ ซึ่งจะให้แยกอออกถึงความชัดเจนเราอาจมองได้ว่า Free running มีลีลาของการตีลังกาเยอะกว่า

เป็นหนึ่งในกีฬา X-Treme ที่ต้องวิ่งผสานไปกับการเคลื่อนไหวแบบอิสระทั้งกระโดด หรือตีลังกาไปในทุก ๆ ที่ ทำให้ผู้เล่นกีฬา Free Running มักนิยมไปเล่น หรือฝึกฝนตามอาคาร, สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวางต่าง ๆ (ม้านั่ง, กำแพง) เพื่อฝึกการใช้ความสามารถทางด้านร่างกายในการหลบสิ่งกีดขวางของตนเองให้คล่องแคล้ว และที่สำคัญเป็นการวัดใจกันไปเลยว่า ตนเองเหมาะกับกีฬาประเภทนี้หรือไม่ ?

หากคุณใจไม่กล้า และบ้าบิ่นพอ ต่อให้มีร่างกายแข็งแรงและยืดหยุ่นเพียงใด ก็ไม่เหมาะที่จะเล่นกีฬา Free Running อย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่กระโดดหรือตีลังกา เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ในแบบฉบับของตนเอง หากคุณลังเลเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจเกิดอันตรายได้

หากตีความหมายให้เข้าใจชัดเจนมากยิ่งขึ้น Free running เป็นลักษณะของการวิ่งแบบ Running with style หรือการวิ่งในลักษณะของการมีท่วงท่าทำนองอันสวยงาม พร้อมด้วยท่าทางอันน่าตื่นเต้นเร้าใจ เช่น การปีนป่ายขึ้นไปบนกำแพง การกระโดดจากที่สูงลงมาด้วยการตีลังกา รวมไปถึงท่าทางต่างๆ เพื่อให้เกิดเป็นความพลิ้วไหว โดดเด่น เน้นสถานที่ที่ใช้เฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่งเท่านั้น พื้นที่สำหรับการเล่นกีฬา Free running ต้องเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยเพื่อให้สามารถแสดงท่วงท่าลีลาออกมาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามการเล่นกีฬาชนิดนี้ก็จำเป็นต้องใช้เรื่องของความสามารถด้านกายภาพ ความสมดุลของร่างกาย รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์สำหรับการเล่นด้วย

จากลีลาการเล่นอันน่าตื่นเต้นนี้เองทำให้ Free running กลายเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากกว่าการเล่นแบบ Parkour อย่างไรก็ตามหากมองในภาพรวมกีฬาทั้งสองชนิดก็ยังคงถูกเรียกในพื้นเพเดียวกันคือการเล่นกีฬาเน้นความสมดุล ความสามารถของร่างกายในการแสดงท่วงท่าต่างๆ ออกมาให้เกิดความงดงาม น่าประหลาดใจ จนกลายเป็นความนิยมของคน

ใคร ใคร ก็เล่นได้

การเล่นปาร์กัวร์ไม่มีการแบ่งระดับของผู้เล่น แต่อายุก็ถือว่าสำคัญ จะแบ่งระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เป็นกีฬาที่ไม่ได้จำกัดอายุหรือเพศในการเล่น หากแต่อาศัยใจ ใจในที่นี้ไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นใจรักในการเล่น เล่นแล้วสนุกไปกับมัน จะทำให้เราพัฒนาได้เร็วยิ่งขึ้นนอกจากการฝึกซ้อมซ้ำไปซ้ำมา

“ตอนนี้มีเล็กสุด 3-5 ขวบ แต่เราไม่ได้เอาความเป็นปาร์กัวร์หรือฟรีรันนิงใส่เข้าไป จริงๆ แล้วปาร์กัวร์มันคือทุกอย่าง ไม่ใช่เป็นแค่การกระโดดวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง หรือการทำอะไรแบบนินจา แต่มันคือการฝึกสติสัมปชัญญะ การ reaction การรู้เท่าทันตัวเอง การสังเกตสิ่งรอบตัว เพราะฉะนั้นเวลาที่เราฝึกเด็ก 3-5 ขวบเขาจะไม่สามารถมาทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิเหมือนผู้ใหญ่ได้ เขาจะรู้สึกเบื่อขึ้นมาทันที เราก็เลยใส่เกมเข้าไป

“อายุ 6-8 ขวบ โตขึ้นมาหน่อยก็จะมีการใส่เทคนิคเข้าไปเล็กน้อย อย่างเช่นการปีนกล่อง ส่วนใหญ่เราไม่รู้ก็จะเอาเข่าขึ้นใช่ไหม การเอาเข่าขึ้นมันเจ็บและมันจะทำให้ร่างกายบาดเจ็บตลอดเวลา เราก็สอนเขาว่าห้ามใช้เข่า ให้ใช้เท้าเหยียบขึ้น อาจจะต้องละทิ้งความขี้เกียจกันหน่อย แต่มันก็จะติดเป็นนิสัย เขาไปข้างนอกเขาก็จะรู้แล้วว่าควรทำยังไง

“แล้วก็จะมี 9-11 ขวบ เริ่มเป็นวัยรุ่นแล้ว พวกนี้ก็จะใส่ความเป็นเทคนิคเข้าไปได้ เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจ มีสิ่งที่เขาอยากจะทำ ในแต่ละวันเขาอยากจะทำท่านี้ได้ เขามีความคิดที่เขาอยากจะเป็นแบบนี้ เราก็จะค่อยๆ ผลักดันเขาขึ้นไป”

สิ่งที่โค้ชแชมป์มักจะพูดกับเด็กๆ หรือคนที่มาเรียนด้วยเสมอคือ to be strong to be useful ฝึกให้แข็งแรงเพื่อจะได้ไปช่วยเหลือและเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ในใจก็แอบคิดว่าขนาดนั้นเชียวหรือ

“แต่ก่อนผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะแข็งแรงไปทำไม แต่จริงๆ แล้วการฝึกพวกนี้ช่วยได้เยอะมาก มันไม่ใช่แค่แข็งแรงแค่ตัวเอง ถ้าคุณแข็งแรงแค่ตัวเองแล้วเอาตัวรอดได้คนเดียวคุณก็เป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง มันก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณแข็งแรงคุณรู้ว่าสามารถทำอย่างนี้ได้ ถ้าเกิดคุณสามารถไปช่วยเหลือคนอื่นได้ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นต้องเป็นฮีโร่หรอกนะ มันทำให้เราเรียนรู้ตัวเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้มากน้อยขนาดไหน แล้วเราก็ไม่รีรอที่จะทำทันที”

“ฟังดูแล้วคล้ายๆ กับศิลปะการต่อสู้เลย”

“ถ้าให้พูด ปาร์กัวร์มันเป็นวิถีหรือเป็นแนวเดียวกันกับศิลปะการต่อสู้ นอกจากสอนศิลปะการต่อสู้เขาก็สอนคุณธรรมให้เด็กด้วยไม่อย่างนั้นเด็กก็เอาสิ่งพวกนี้ไปทำร้ายคนอื่น หรือไม่ก็เอาไปทำในสิ่งที่ไม่ดี ปาร์กัวร์ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะไปกระโดดขึ้นรถ จะทำบ้าบออะไรก็ได้ อยากจะเก่งอยากจะดังอยากจะกระโดดปีนป่ายมันไม่ใช่ เขาก็จะสอนว่าคุณฝึกเพื่ออะไร

“ตอนที่เราเล่นปาร์กัวร์เราได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเราไม่ได้เก่ง เราอาจจะคิดว่ากระโดดข้ามตึกนี้ได้ง่ายๆ แต่พอขึ้นไปอยู่ตรงนั้นแล้วมัน 10 ชั้น แล้วคุณจะรู้เลยว่าคุณก็แค่คนคนหนึ่งที่ตายได้ตลอดเวลาเมื่อคุณกระโดดพลาด หากเรารวบรวมสมาธิจนสุดท้ายเราทำได้จะรู้ว่าความกลัวมันหลอกเราเอง พวกนี้คือเรื่องเดียวกันกับศิลปะการต่อสู้ ผมกล้าพูดเลยว่า 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าไม่ได้สอนให้เราไปสู้กับใครปะทะกับใคร มันคือการใช้ชีวิตรอด”

แตกต่างเหมือนกัน

อย่างที่โค้ชแชมป์บอก ปาร์กัวร์เป็นกีฬาที่ไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับคนเล่นปาร์กัวร์ที่ต้องมีคือรองเท้าคู่ใจดีๆ สักคู่ เพราะมันเป็นสิ่งที่จะพาคุณไปยังจุดหมายปลายทาง

“ถามว่ารองเท้ามีส่วนช่วยไหม ก็มีส่วน แต่พอมาเล่นจริงๆ แล้วการเล่นแบบแบร์ฟีตคือถอดรองเท้าเล่นกันเลย ซึ่งมันดีมาก ดีมากในการฝึกนะ ไม่ใช่ดีมากในการออกไปเล่นข้างนอก เพราะจะทำให้คุณรู้จัก soft กับเท้าตัวเอง ทำให้เรารู้จักการถ่ายน้ำหนักเป็น รองเท้าที่ใส่แน่นอนต้องไม่ใช่รองเท้าแตะ เพราะคุณมีสะดุดล้มแน่นอน ต้องไม่ใส่ถุงเท้าอย่างเดียวเพราะจะทำให้ลื่น เป็นรองเท้าพละที่มีเชือกผูกก็จะดี”

หากถามว่าปาร์กัวร์และฟรีรันนิงนั้นแตกต่างกันอย่างไร มาถึงตรงนี้คงจะบอกไม่ได้แน่ชัด เพราะการที่จะเลือกเล่นปาร์กัวร์หรือเลือกเล่นฟรีรันนิงมันเป็นสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคน บางคนอาจจะเล่นทั้งฟรีรันนิงทั้งปาร์กัวร์ ฉะนั้นความแตกต่างจึงอยู่ที่ตัวผู้เล่น

“บ่อยครั้งที่คนจะชอบมาบอกให้โค้ชสอนกระโดดตีลังกา ผมก็บอกว่าเราไม่สอนเพราะว่ามันไม่ใช่หัวใจของปาร์กัวร์ มันอยู่ที่คนว่าเป้าหมายของเขาคืออะไร ถ้าคุณอยากจะเรียนกระโดดตีลังกา คุณไปเรียนยิมนาสติกดีกว่า แต่ถ้าเขาอยากจะมาเรียนวิธีการเอาตัวรอด ผมว่าปาร์กัวร์มันคือตรงนั้น”

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฟรีรันนิงในไทยเป็นที่นิยมมาก อาจเป็นเพราะกระแสจากโซเชียลมีเดีย แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็เริ่มจางหายไป ปาร์กัวร์เองก็ไม่ต่างกัน ในประเทศไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไรนัก อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาเหมือนกับที่ฝรั่งเศสตอนเริ่มต้น ที่เป็นเพียงกลุ่มคนห้าคนออกมากระโดดปีนป่ายตามอาคารบ้านเรือน หรืออาจจะเป็นเพราะจำกัดการเล่นเฉพาะคนเมือง โค้ชแชมป์จึงได้แย้งขึ้นมาว่า

“ผมว่ามันใช่นะ ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราเห็นภาพในเมือง แต่ผมว่า 100 เปอร์เซ็นต์คือเรื่องของการ adaptation มันคือการปรับตัวมากกว่าให้เราเล่นได้กับทุกอย่าง มีแค่รั้วอันนี้เราก็เล่นได้แล้ว แค่เก้าอี้ตัวนี้เราก็เล่นได้แล้ว มันจะมีไอเดียใหม่ๆ ตลอดเวลาในการเล่นว่าเราจะทำยังไง เล่นยังไงฝึกตัวเองไปเรื่อยๆ ส่วนการใช้จริงมันคือเป็นผลพลอยได้ แต่ก็ไม่ได้เล่นได้แค่ในเมือง ในป่าก็เล่นได้ สมมุติเราไปน้ำตกมีก้อนหิน เราก็ฝึกกระโดดได้ จริงๆ คือธรรมชาติมนุษย์เลยดีกว่า ร่างกายเราถูกสร้างมาให้ทำแบบนี้เพราะเราวิวัฒนาการมาจากลิง แต่ก่อนเราไม่ได้ยืนกันอย่างนี้ เราวิ่งหนีสัตว์ป่ามาด้วยซ้ำ บางทีเราต้องล่า แต่ทุกวันนี้เราไม่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว เราก็เลยไม่มีการเคลื่อนไหวแบบนั้น”

ปาร์กัวร์ในต่างประเทศถือว่าเป็นที่นิยมมาก เมื่อไม่นานมานี้มีการจัดการแข่งขันในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีการแข่งหลายรูปแบบ ทั้งความเร็ว ท่าทาง ในการแข่งความเร็วจะมีจุดต่างๆ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งไปแตะตามจุดนั้นๆ จนถึงจุดสุดท้ายให้เร็วที่สุดแล้ววัดเวลา และที่สำคัญต้องเน้นความปลอดภัย ส่วนการแข่งทางลีลาก็จะเป็นการกระโดดไปมา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกรรมการจะตัดสินอย่างไร และเกม Chase Tag เป็นการผสมผสานระหว่างปาร์กัวร์กับการวิ่งไล่จับ หากจะถามว่าจริงๆ แล้วหัวใจสำคัญของปาร์กัวร์คืออะไร โค้ชแชมป์คงตอบได้ดีที่สุด

“อย่างที่ผมบอกไป ผมชอบคำนี้มากเลย แล้วก็อยากให้คำนี้อยู่ต่อไป เป็นคำพูดของคนที่ฝึกปาร์กัวร์รุ่นแรกๆ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ to be strong to be useful ที่ว่าเป้าหมายสูงสุดของปาร์กัวร์ก็คือการที่เราแข็งแรงเพื่อจะได้ไปช่วยเหลือและเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดสำหรับผมนะ”

ประโยชน์ของกีฬา Free Running

ทำให้ร่างกายของผู้เล่นนั้นมีความแข็งแรงกล้ามเนื้อยืดหยุ่นขึ้น เพราะในบางท่าของกีฬาชนิดนี้จะมีส่วนช่วยเรื่องยืดกล้ามเนื้อ

ท่าพื้นฐานของกีฬา Free Running

  • ท่า Front Flip เป็นการตีลังกาไปข้างหน้า
  • ท่า Palm Spin มีลักษณะคล้ายท่ากลับตัว
  • ท่า Wall Run ท่าจะเหมือนเป็นการปีนกำแพง แต่เป็นการวิ่งขึ้นไปแทน
  • ท่า Wall Spin วิธีเล่นก็เหมือนกับ Palm Spin เพียงแต่เล่นกับกำแพงเฉย ๆ
  • ท่า Palm Flip เป็นการกระโดดใช้มือยันกับกำแพงแล้วก็ตีลังกากลับหลัง

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo