Racewalking กีฬาเดินเร็วที่ไม่ถึงขั้นวิ่งสามารถทำความเร็วได้

Racewalking กีฬาเดินเร็วที่ไม่ถึงขั้นวิ่งสามารถทำความเร็วได้

Racewalking กีฬาเดินเร็วที่ไม่ถึงขั้นวิ่งสามารถทำความเร็วได้

Racewalking กีฬาเดินเร็วที่ไม่ถึงขั้นวิ่งสามารถทำความเร็วได้

Racewalking กีฬาเดินเร็วที่ไม่ถึงขั้นวิ่งสามารถทำความเร็วได้

 

กีฬาเดินเร็ว อาจดูเป็นกีฬาที่คนธรรมดาอย่างเรา สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ เพราะใคร ๆ ก็สามารถเดินได้ไม่ใช่ หรือ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กีฬาดังกล่าว นั้น เป็นอย่างไร แตกต่างจากการเดินปกติหรือไม่ และ ทำไมแค่การเดิน ถึงนับว่าเป็นกีฬาระดับโอลิมปิกกันได้ มาตามหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand ได้ในบทความนี้

 

กีฬาแห่งการพนันของชนชั้นสูง

 

จุดเริ่มต้นของกีฬา Racewalking ที่แท้จริงนั้นต้องย้อนไปถึงประมาณ 4 ล้านปี ก่อนคริสตกาล ที่ Australopithecus afarensis ได้เริ่มต้นวิวัฒนา การสู่การก้าวเดินแบบสองขา เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของกีฬาชนิดนี้ และ การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ในปัจจุบัน แต่ถ้านับช่วงที่มีการแข่งขันกันแบบจริง ๆ ก็ต้องย้อนไปช่วง 2500 ปี ก่อนคริสตกาล ที่ นักโบราณคดีได้ค้นพบบันทึกจาก ยุคอียิปต์โบราณ ที่กล่าวถึงการเดินแข่งขันของผู้คนในสมัยก่อน ที่ไม่ได้มีกฎระเบียบมากมาย แค่เดินสลับวิ่งไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่กำหนด

 

นอกจากการพบในอียิปต์แล้ว ยังมีการพบหลักฐานถึงการแข่งวิ่งในสมัยกรีกโบราณด้วยเช่นกัน

ว่าการแข่งขันดังกล่าว ก็ไม่ได้ถูกบรรจุเข้าไว้ในกีฬาของโอลิมปิกบุคโบราณแต่อย่างไร เมื่อเวลา

ผ่านเลยไป โรเบิร์ต คาเรย์ ชนชั้นสูงชาวอังกฤษ ได้ท้าพนันว่าเขาสามารถเดินอย่างต่อเนื่องได้

ไกลกว่า 300 ไมล์ (482 กิโลเมตร) ก่อนที่จะชนะการพนันดังกล่าวในปี 1589 หลังออก เดินจาก

ลอนดอน ไป เบอร์วิคได้สำเร็จ แม้แต่กษัตริย์ผู้สูงส่ง ก็เคยเข้าร่วมแข่งขันเดิน โดยกษัตริย์ชาร์ลส์

ที่สอง (King Charles II) ผู้ทรงโปรดปรานการเดินตั้งแต่วัยเยาว์ เคยเดินจากไวท์ฮอลล์ไปสู่

แฮมพ์ตัน คอร์ท อันเป็นระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร ตั้งแต่ยุค 1600s มาแล้ว ซึ่งจากการเดิน

ในระยะทางไกลแบบนั้น ก็ทำให้พระองค์ประชวรด้วยโรคเกาต์อย่างรุนแรงในช่วงบั้นปลายชีวิต

 

ถัดมาในยุควิคตอเรียน หรือระหว่างปี 1837-1901 บรรดาชนชั้นสูงในสมัยนั้น จะเดิมพันว่าใครสามารถเดินได้เร็วกว่ากัน โดยจะส่งคนรับใช้ของตน เข้าเป็นตัวแทนในการแข่งขันดังกล่าวนั่นเพราะเหล่าคนรับใช้ จะต้องเดินควบคู่ไปกับรถม้าของเจ้านายด้วยระยะทางไกล ซึ่งบางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องเดินให้เร็วกว่ารถม้า เพื่อล่วงหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง และจัดแจงสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมรับการเดินทางมาถึงของเจ้านายพวกเขา กีฬาดังกล่าวจึงเป็นที่เริ่มรู้จักกันในชื่อ Pedestrianism ซึ่งหมายถึงผู้เดินทาง โดยเริ่มจากการแข่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร ในทุก ๆ สุดสัปดาห์ จนในช่วงปลายของ ศตวรรษ ที่ 18 มัน ได้กลายเป็นกีฬาของเหล่าวัยรุ่นสร้างตัว ที่ต้องการทั้งชื่อเสียง และ เงินทอง จากความสำเร็จ ใน การแข่งขันดังกล่าว

 

สู่เวทีโอลิมปิก

 

Pedestrianism เริ่มถูกส่งออกไปทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มันได้กลายเป็นสวรรค์แห่งนักพนัน ที่เข้ามาแทงว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ในการแข่งขันเดินเกือบ 1,000 กิโลเมตร แบบ 6 วันติดต่อกัน โดยมีวงดนตรีเข้ามาเล่นเพื่อเอนเตอร์เทนคนดู พร้อมกับมีร้านขายอาหารต่าง ๆ อยู่ภายในสนามแข่งขันแบบในร่ม นั่นจึงทำให้เมื่อโอลิมปิกสมัยใหม่ ได้ฤกษ์มาจัดแข่งขันกันที่เมืองเซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1904 การแข่งขัน Pedestrianism จึงได้ถูกบรรจุรวมเป็นส่วนหนึ่งของรายการกรีฑาแบบ All-Around ที่ยำรวมทั้งการแข่งประเภทลู่ และ ลานเข้าด้วยกัน หรือก็คือ การแข่งทศกรีฑา ใน ยุคปัจจุบันนั่นเอง

การแข่งเดินเร็วในครั้งแรกนั้น ถูกกำหนดไว้ที่ระยะทาง 800 หลา หรือประมาณ 730 เมตรเท่านั้น โดยมี ทอม เคียลีย์ และ จห์น ฮอลโลเวย์ เป็นสองผู้ชนะในการแข่งขันครั้งแรก ด้วยเวลา 3:59 นาทีเท่ากัน และนับตั้งแต่โอลิมปิกปี 1908 เป็นต้นมา การเดินเร็ว หรือ Racewalking ก็ได้เป็นส่วนหนึ่ง ใน การแข่งขันโอลิมปิกมาโดยตลอด โดยเริ่มจากระยะทาง 3.5 กิโลเมตร และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10 และ 50 กิโลเมตร ตามลำดับ ก่อนที่จะมาสิ้นสุดที่สองระยะในปัจจุบัน คือ 20 และ 50 กิโลเมตร โดยจนถึงในปัจจุบัน ประเภท 50 กิโลเมตรในโอลิมปิก เกมส์ ยังเปิดให้แข่งขันสำหรับผู้ชายเพียงอย่างเดียวอยู่ ด้วยเวลาสถิติโลกในปัจจุบัน ที่ระยะ 20 กิโลเมตรชาย เป็นของ ซูซูกิ ยูซาเกะ Suzuki Yusuke ที่ทำไว้ได้ 1 ชั่วโมง 16 นาที 36 วินาที หรือ มีความเร็วเฉลี่ยถึง 15.66 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งความเร็วนี้มากกว่าความเร็ว ที่ หลายคนใช้ในการวิ่งเสียอีก จนกลายมาเป็นข้อสงสัยในลำดับถัดไปว่า แล้วเดินเร็วแค่ไหนถึงยังเป็นการเดิน ไม่ใช่การวิ่งล่ะ

 

กฎแห่งการเดิน

 

คุณอาจเคยได้เห็นท่าทางการเดิน ของ นักวิ่งเหล่านี้กันมาแล้ว ที่ ดูแปลกตา ๆ ราวกับเป็นลูกผสมระหว่างการเดิน และ วิ่ง ซึ่งก็เป็นเพราะกฎใน การแข่งขัน นี่แหละ ที่กำหนดท่าทางการวิ่งของนักกีฬา Racewalking ไว้ กฎเหล็กที่สำคัญข้อแรกนั้นคือ จะต้องมีขาอย่างน้อย 1 ข้าง ที่สัมผัสกับพื้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะมีกรรมการคอยตัดสินด้วยตาเปล่า อยู่ตลอดทั้งการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม บรรดานักเดินเร็วก็ทราบถึงช่องโหว่ของการตัดสินแบบนี้เป็นอย่างดี  ตาของคุณจะมองเห็นอะไรที่ช้ากว่า 0.6 วินาที ผู้เขียน: จริงๆ แล้วคือ 0.4 วินาที ดังนั้นหากคุณยกขาขึ้นมาได้เร็วและสั้นพอ มันก็ยังพอเอาตัวรอดไปได้ เพราะเราต้องพยายามหาข้อจำกัดของกฎเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา คือคำพูดของ อินากี้ โกเมซ Inaki Gomez นักเดินเร็วชาวแคนาดา ที่ถูกทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของโอลิมปิก นำคำพูดของเธอมาขึ้นในหน้าเว็บเลยด้วย

ทีนี้ ถ้าอิงตามหลักฟิสิกส์แล้ว ร่างกายของเรานั้น ไม่สามารถสัมผัสกับอะไรได้เลยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมือคุณที่กำลังจับมือถือเพื่ออ่านบทความนี้ หรือเวลาที่ล้มตัวลงบนที่นอน เพราะแม้เราจะรู้สึกว่าเราสัมผัสกับสิ่งนั้น ๆ แต่เมื่อมองลงไปในระดับอะตอมแล้ว มันยังมีช่องว่างระหว่างแต่ละวัตถุ ที่ทำให้เราไม่มีวันได้สัมผัสกับอะไรได้เลยตลอดทั้งชีวิต และ มีเพียงแค่ความรู้สึกว่าเรากำลังสัมผัสมันอยู่เท่านั้น

นั่นจึงทำให้กฎการแข่งขัน ถึงต้องมีการระบุไว้ว่า ตามที่ตามองเห็น เพื่ออนุโลมในกรณี ที่ นักกีฬาสามารถหลบหลีกความไว ขอ งสายตากรรมการได้ และ ป้องกันไม่ให้ทุกคน โดนตัดสิทธิ์จากหลักฟิสิกส์ควอนตัมไปนั่นเอง

อีกหนึ่งข้อที่เป็นกฎเพื่อป้องกันการวิ่ง คือหัวเข่าของขาข้างที่ก้าวไปข้างหน้า จะต้องยืดตรงจนกว่าร่างกายจะผ่านพ้นไป ซึ่งก็จะมีกรรมการมาตัดสินด้วยตาเปล่าในกฎข้อนี้ด้วยเช่นกัน หากมีใครที่ทำผิดกฎขึ้นมา กรรมการจะชูป้ายสีเหลือง ที่มีสัญลักษณ์ ที่หมายถึงขาลอยขึ้นมาจากพื้น และ ที่แปลว่าหัวเข่างอระหว่างเดิน ซึ่งหากโดนป้ายเหลืองเกิน 3 ครั้งขึ้นไป ก็จะถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขันโดยทันที

จริงอยู่ ที่กีฬาเดินเร็ว อาจยังไม่ได้รับความนิยมมากมายนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เสน่ห์ของมันยังคงอยู่มาอย่างต่อเนื่องคือ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครจะเป็นผู้ชนะ เพราะทุกคนมีโอกาสโดนตัดสิทธิ์ หรือ เดินไปไม่ถึงเส้นชัยกันได้หมด หากไม่นับ โรเบิร์ต คอร์เซนิวสกี้ ยอดนักเดินระยะ 50 กิโลเมตร ที่คว้าเหรียญทอง ได้ 3 ครั้งติดต่อกันแล้ว ก็ไม่เคยมีใครกลับมาป้องกันแชมป์ เดินเร็วในโอลิมปิกได้อีกเลย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo