Paavo Nurmi นักวิ่งระยะไกล

Paavo Nurmi นักวิ่งระยะไกล

Paavo Nurmi นักวิ่งระยะไกล

 Paavo Nurmi นักวิ่งระยะไกล

Paavo Nurmi นักวิ่งระยะไกล

 

พาโว นูร์มี่ ตำนานโอลิมปิก “นักวิ่งระยะไกล”

แรงบันดาลใจจาก ฟลายอิ้ง ฟินน์ คนแรก

พาโว นูร์มี่ เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนปี 1897 ใน ตูร์คู เมืองท่าทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของฟินแลนด์ พอโตขึ้นมาถึงอายุ 15 ปี

เขาก็ได้แรงบันดาลในการวิ่งจากการคว้า 3 เหรียญทองโอลิมปิกของ โกเลห์ไมเน่น ที่กรุงสต็อกโฮลม์ ในปี 1912

ถัดจากนั้นไม่นานหนุ่มน้อยพาโวก็ได้รองเท้าวิ่งคู่แรก และเริ่มต้นฝึกซ้อมอย่างจริงจัง

ด้วยส่วนสูง 174 เซนติเมตร และน้ำหนัก 65 กิโลกรัม นูร์มี่จัดว่ามีรูปร่างที่เหมาะสมสำหรับการเป็นนักวิ่งระยะไกล

และด้วยการที่มีความรู้พื้นฐานในการซ้อม นูร์มี่จึงฝึกฝนด้วยตัวเอง

เขาเป็นหนึ่งในนักกีฬาชั้นนำคนแรก ๆ ที่มีการซ้อมอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน, การวิ่ง และการกายบริหารต่างเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบการซ้อมที่หนักหน่วงของเขา นูร์มี่เรียนรู้ที่จะวัดระดับความเร็วของตัวเองโดยใช้นาฬิกาจับเวลาเป็นตัวช่วย ดังนั้นเขาจึงไม่เคยลงแข่งโดยไม่ถือมันเอาไว้ในมือ

ในปี 1914 นูร์มี่เข้าร่วมสังกัด Turun Urheiluliitto สโมสรกีฬาในท้องถิ่นที่เจ้าตัวอยู่ด้วยไปตลอดอาชีพ และ 6 ปีต่อมา เขาก็ทำลายสถิติของประเทศในระยะ 3,000 เมตรได้สำเร็จ

 

ฉายแสงที่อันท์เวิร์ป

โอลิมปิก เกมส์ ที่อันท์เวิร์ปของเบลเยียมในปี 1920 ทำให้ นูร์มี่ กลายเป็นดาวเด่นของฟินแลนด์ และถูกยกให้เป็นทายาทสานต่อความยิ่งใหญ่ของ โกเลห์ไมเน่น

นูร์มี่ลงแข่ง 5,000 เมตรเป็นรายการแรก ก่อนจะจบด้วยความพ่ายแพ้ต่อ โจเซฟ กีเยโมต์ จาก ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่เจ้าตัวแพ้ต่อนักวิ่งต่างชาติในการลงแข่งรอบชิงฯ ของ โอลิมปิก

อย่างไรก็ตาม อีกไม่กี่วันต่อมาเขาก็คว้าเหรียญทองจากประเภท 10,000 เมตร และ ครอสคันทรี ก่อนจะได้เพิ่มอีกหนึ่งเหรียญทองจากครอสคันทรีประเภททีมในภายหลัง

 

สร้างตำนานที่ปารีส

ใน โอลิมปิก ที่กรุงปารีส 4 ปีต่อมา นูร์มี่ ได้รับการคาดหมายว่าจะลงแข่ง 1,500 เมตร และ 5,000 เมตรด้วย

แต่ปัญหาคือรอบชิงชนะเลิศของทั้ง 2 รายการ มีโปรแกรมแข่งวันเดียวกัน และมีช่วงให้พักไม่ถึง 2 ชั่วโมง

ที่แย่ไปกว่านั้น นูร์มี่มีอาการเจ็บบริเวณเข่าไม่กี่เดือนก่อนถึง โอลิมปิก เกมส์ อย่างไรตามไม่มีอุปสรรคใดมาขัดขวางความมุ่งมั่นของเขาได้

และในการลงแข่งที่กรุงเฮลซิงกิ 1 เดือนก่อนโอลิมปิก นูร์มี่โชว์ฟอร์มทำลายสถิติโลกทั้ง 1,500 เมตร และ 5,000 เมตร ในวันเดียวกัน

โดยเว้นช่องว่าเพียงชั่วโมงเดียว เหมือนเป็นการประกาศกลาย ๆ ว่า การแข่งที่ปารีสไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

ในปารีส 1924 นูร์มี่ลงแข่งทั้ง 2 รายการในรอบชิงตามคาด และคว้าเหรียญทองได้อย่างยิ่งใหญ่

โดยเฉพาะในประเภท 5,000 เมตรที่ต้องดวลกับ วิลเล่ ริโตต้า เพื่อนร่วมชาติที่เพิ่งคว้าเหรียญทองจาก 10,000 เมตร และวิ่งวิบาก 3,000 เมตร

2 วันต่อมา นูร์มี่ ลงแข่งครอสคันทรีบุคคลระยะทางกว่า 10,650 ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูงถึง 45 องศา

โดยมีนักแข่งเพียง 15 คนจากทั้งหมด 38 ราย ที่วิ่งเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ รวมทั้ง นูร์มี่ ที่คว้าเหรียญทองไปครอง ตามด้วย ริโตต้า ซึ่งทำให้ฟินแลนด์คว้าเหรียญทองประเภททีมในเวลาเดียวกัน

วันถัดมา แม้จะกรำศึกหนักวิ่งมาหลายกิโลเมตรตลอดสัปดาห์ แต่นูร์มี่ก็ยังนำทีมฟินแลนด์คว้าเหรียญทองจาก 3,000 เมตรประเภททีมด้วยการเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก

ซึ่งหลังจบการแข่งขัน Miroir des Sports นิตยสารในประเทศฝรั่งเศสถึงกับเขียนถึงเขาว่า “พาโว นูร์มี่ ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษยชาติ” เลยทีเดียว

ปีต่อมานูร์มี่ใช้เวลา 5 เดือนตระเวนลงแข่งที่อเมริกา และคว้าแชมป์ได้ถึง 53 รายการ โดยยกเลิก 1 รายการ และแพ้เพียงรายการเดียว

ทำให้เขาดึงดูดความสนใจชาวอเมริกันได้มากกว่าที่ชาวฟินแลนด์คนใดเคยทำได้สำเร็จ สื่อเรียกเขาว่า “ฟลายอิ้ง ฟินน์”, “แฟนธอม ฟินน์” หรือ “เดอะ ฟินนิช รันนิ่ง มาร์เวล” เลยทีเดียว

 

จุดเปลี่ยนของอาชีพ สู๋โอลิมปิกหนสุดท้าย

ความต้องการในอเมริกาส่งผลกระทบต่อตัวเขาอย่างมาก นูร์มี่กลับไปลงแข่งที่บ้านเกิดนับครั้งได้ และไม่สามารถทำลายสถิติได้อีกเลย

และในปี 1926 ชัยชนะของเขาก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ ขณะที่โอลิมปิกปี 1928 ด้วยวัย 31 ปี และคว้ามาแล้ว 8 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ทำให้ไม่สนใจจะลงแข่งอีกสมัย

แต่ด้วยการที่ความสำเร็จในโอลิมปิกจะเพิ่มคุณค่าทางการตลาดในการลงแข่งที่อเมริกา นูร์มี่จึงตัดสินใจไปที่กรุงอัมสเตอร์ดัม

และคว้าเหรียญทองจากประเภท 10,000 เมตร และ 2 เหรียญเงินจาก 5,000 เมตร และวิ่งวิบาก 3,000 เมตร

ในปีเดียวกันนั้นเอง นูร์มี่ยอมรับว่าเขาจะลงแข่งเป็นฤดูกาลสุดท้าย หลังจากกรำศึกหนักมากว่า 15 ปี

แต่แล้วเขาก็ลงแข่งต่อไป ส่วนใหญ่แล้วป็นการลงแข่งในต่างประเทศ และในปี 1930 นูร์มี่ก็กลับมาคืนฟอร์มเก่ง

เขาทำลายสถิติโลกระยะ 6 ไมล์ที่กรุงลอนดอนตามด้วยระยะ 20 กิโลเมตรที่กรุงสต็อกโฮลม์ในปีเดียวกัน

ด้วยความที่กลับมาฟอร์มดีอีกครั้ง นูร์มี่ฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อลงแข่งโอลิมปิกหนที่ 4 ในชีวิต

เขาต้องการป้องกันแชมป์ 10,000 เมตร พร้อมกับเป้าหมายสูงสุดคือคว้าเหรียญทองจากมาราธอนเพื่อเจริญรอยตามโกเลห์ไมเน่น

อย่างไรก็ตามนูร์มี่ถูกสหพันธ์กรีฑาสมัครเล่นนานาชาติสั่งแบนเนื่องจากมองว่าเขามีสถานะเป็นนักกีฬาอาชีพ ทำให้เขาไปที่ลอส แองเจลิส ในฐานะผู้ชมเท่านั้น

พาโว นูร์มี่ ตำนานโอลิมปิก "นักวิ่งระยะไกล"

อำลาวงการ บทบาทใหม่ของชีวิต และวาระสุดท้าย

หลังจากถูกห้ามลงแข่งในระดับนานาชาติ นูร์มี่จึงลงแข่งแต่ในฟินแลนด์บ้านเกิดจนถึงปี 1934

ซึ่งรายการสุดท้ายของเขาคือการคว้าแชมป์ระยะ 10,000 เมตร ที่เมือง วีปูรี่ ในวันที่ 16 กันยายน

หลังจากนั้นเจ้าตัวก็หันไปทำธุรกิจและเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และบางครั้งก็พักจากงานมาทุ่มเทฝึกซ้อมให้นักวิ่งรุ่นน้องเช่นกัน

แม้จะไม่ค่อยออกสู่สายตาสาธารณะบ่อยนัก แต่เมื่อชาติต้องการเขาก็ไม่เคยปฏิเสธ

อย่างในช่วงสงครามเมื่อปี 1940 นูร์มี่ก็เดินทางไประดมทุนให้ฟินแลนด์ถึงอเมริกาเพื่อสู้รบกับสหภาพโซเวียต

หรือในโอลิมปิกปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิเป็นเจ้าภาพ เขาก็รับบทบาทเป็นผู้วิ่งคบเพลิงคนสุดท้าย สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมกว่า 70,000 คนในสนาม

หลังจากต้องต่อสู้กับโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน มาหลายครั้งหลายหนในช่วงบั้นปลายชีวิต นูร์มี่ก็สิ้นลมหายใจที่กรุงเฮลซิงกิในวันที่ 2 ตุลาคม

เขาได้รับการจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติในอีก 9 วันถัดมา ขณะที่ร่างของเขาถูกนำไปฝังในสุสานของครอบครัว ณ เมืองตูร์คู บ้านเกิด

ความยิ่งใหญ่ของนูร์มี่ได้รับการบอกเล่าต่อกันมาไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือบทความที่เขียนถึงเขานับร้อยนับพันชิ้นในหลายประเทศ

หลังจากโอลิมปิกที่กรุงปารีสเมื่อปี 1924 รัฐบาลสั่งให้ ไวโน่ อัลโตเน่น สุดยอดประติมากรของประเทศสร้างรูปปั้นของเขา

จากนั้นในปี 1952 รูปปั้นดังกล่าวก็ถูกทำเพิ่มเติมจาก 1 เป็น 3 และถูกแยกนำไปจัดวางที่หน้า โอลิมปิก สเตเดี้ยม ในกรุงเฮลซิงกิ, ในตูร์คูบ้านเกิด

ส่วนต้นฉบับถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ ก่อนที่จะมีการสร้างเพิ่มเติมในปี 1994

และถูกส่งไปตั้งไว้ในสวนของพิพิธภัณฑ์คณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติในเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

มีการผลิตเหรียญและสแตมป์ที่ระลึกถึงนูร์มี่ รวมทั้งถนนหรือดาวดวงเล็ก ๆ ก็ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับเขา

ขณะเดียวกันในปี 1987 ธนาคารแห่งฟินแลนด์ได้ออกธนบัตรที่ด้านหนึ่งเป็นรูปของนูร์มี่ขณะที่อีกด้านเป็นสนามโอลิมปิก สเตเดี้ยมอีกด้วย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo