MotoGPคืออะไร

MotoGPคืออะไร

MotoGPคืออะไร

MotoGPคืออะไร

MotoGPคืออะไร

เมื่อพูดถึงรายการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ขึ้นชื่อฮิตเป็นอันดับต้นๆ ของโลก คงหนีไม่พ้นรายการ MotoGP กับ การแข่งขัน ที่ระอุไปทั้งสนามแทบทุกแมท แต่ในครั้งนี้ BoxzaRacing จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับรถแข่งในแต่ล่ะรุ่นแข่งของรายการ MotoGP ว่าในแต่ล่ะรุ่นแต่ล่ะคลาส ต้องใช้รถที่มีสเปคเท่าไหร่ ต้องมีความแรงขนาดไหน เดี๋ยวเราจะมาไล่รายละเอียด

พอสังเขปแบบเข้าใจง่ายๆ กันตั้งแต่รุ่นเล็กสุดคือ Moto3 รุ่นกลาง Moto2 จนไปถึงรุ่นใหญ่สุดอย่าง MotoGP กันครับ

มาเริ่มกันด้วยรถแข่ง Moto3 ที่ประเมินจากสายตาแล้ว มันคือ รถแข่งรุ่นเล็กสุดในบรรดารุ่นแข่งทั้ง 3 รุ่น โดยรถแข่ง Moto3 จะใช้เครื่องยนต์

สเปคค่อนข้างเล็กคือ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ กระบอกสูบเดียวขนาดความจุ 250 ซีซี. สามารถผลิตแรงม้าออกมาได้ประมาณ 55 แรงม้า และจำกัดรอบเครื่องยนต์ไว้ที่ 14,000 รอบ/นาที

และเชื้อเพลิงที่กำหนดให้ใช้ คือ น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ออคเทน 98 (Unleaded 98 Octane) และที่สำคัญน้ำหนักตัวรถและนักแข่งรวมกันต้องไม่ต่ำกว่า 148 กิโลกรัม นอกเหนือจากสเปคของตัวรถที่กำหนดมาค่อนข้างเยอะแล้ว ในตัวของนักแข่งยังมีข้อกำหนดในเรื่องของอายุนักแข่งอีกด้วยคือ นักแข่งต้องมีอายุไม่เกิน 28 ปี นับว่ารถแข่งในรุ่น Moto3 เหมือนจะเป็นอีก

หนึ่งจุดเริ่มต้นของนักแข่งรายการ MotoGP เพื่อที่จะไต่อันดับไปถึงรุ่นใหญ่เลยก็ว่าได้ครับมาถึงรุ่นกลางอย่าง Moto2 ที่ล็อคสเปคความจุกระบอกสูบไว้ที่ 600 ซีซี. จนทำให้หลายๆ คนติดปากเรียกรุ่นแข่งนี้ว่ารุ่น 600 ซีซี. เหตุเพราะรถแข่ง Moto2 นั้นได้ใช้เครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาโดยทางบริษัท Honda หรือจะให้เข้าใจง่ายๆ เลย

คือ…รถแข่ง Moto2 ใช้เครื่องยนต์ของ Honda CBR600RR รถสปอร์ตไบค์ขนาดกลางที่ความแรงดุดันไม่แพ้ตัวพัน สามารถรีดแรงม้าได้ถึง 140 แรงม้า และจำกัดรอบเครื่องยนต์ไว้สูงปรี๊ดที่ 18,000 รอบ/นาที จึงทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ในส่วนของอะไหล่ชนิดพิเศษต่างๆ ในรุ่นแข่ง Moto2 ถูกสั่งห้ามใช้ดิสก์เบรกคาร์บอนแบบรุ่นใหญ่อย่าง MotoGP มีสิทธิ์ใช้เพียงจานดิสก์เบรกแบบเหล็กเท่านั้น สำหรับการแข่งในปีหน้าทางรายการแข่ง MotoGp ได้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์รถแข่ง MotoGp จากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง พิกัด 600 ซีซี ของ Honda จะถูกปรับ

เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียง พิกัด 765 ซีซี. ของทาง Triumph (ในปัจจุบัน ใช้เครื่องยนต์จาก Honda CBR600RR แต่ใน

ฤดูกาล 2019 เป็นต้นไป จะใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 765 ซีซี. จาก Triumph Street Triple 765) นับได้ว่าความมันส์ยิ่งเริ่มปะทุขึ้นเรื่อยๆ เลยทีเดียวครับ

มาถึงรุ่นพี่ใหญ่สุด ที่เรียกเอาเสียงเฮทุกแมทของการแข่งขันด้วยรถแข่งระดับเทพพร้อมนักแข่งฝีมือระดับพระกาฬที่มาวาดลวดลายให้แฟนๆ ได้ชมกันในรุ่น MotoGP สำหรับรถแข่งในรุ่น MotoGP จะได้สิทธิพิเศษในหลายๆ อย่างมากกว่า 2 รุ่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสามารถเลือกเครื่องยนต์ที่จะนำมาใช้แข่งขันได้ตามที่ทีมแข่งต้องการ โดยชนิดของเครื่องยนต์

ที่มีให้เลือกนั้นต้องเป็น เครื่องยนต์สูบเรียง หรือสูบ V เท่านั้น โดยเครื่องยนต์ 2 รูปแบบนี้ ย่อมมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในด้านของพละกำลังและต้องเลือกเครื่องยนต์ให้เหมาะกับเฟรมและตัวถังของตัวรถแข่งด้วย เพราะฉะนั้นเลยขึ้นอยู่กับทัศนวิสัยของการมอง

การตัดสินใจของทางวิศกรทีมแข่งนั้นๆ

โดยข้อมูลสเปคเครื่องยนต์ของรุ่น MotoGP นั้น เรียกได้ว่าเป็นรุ่นแข่งที่เร็วที่สุด แรงที่สุด ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 1,000 ซีซี. สามารถสร้างแรงม้าได้ถึง 260 แรงม้า ด้วยวัสดุภายในเครื่องยนต์สุดพิเศษที่แบกเอาประสิทธิภาพระดับ High Performance ไว้เต็มลำ สามารถทำความเร็วได้สูงกว่า 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง และถููกจำกัดรอบไว้อย่างพอเหมาะพอควรที่ 18,000 รอบ/นาที ผสานกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้มีค่าออกเทนสูงถึง 100 แถมชุดช่วงล่างสุดมหากาฬที่พร้อมรองรับความเร็วทะลุ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง และการเข้าโค้งที่ฉีกทุกกฎฟิสิกส์ของเหล่านักแข่งฝีมือเทวดาแต่ละคน และทีเด็ดแห่งยุคนี้ กับชุดแฟริ่งที่โดดเด่นในเรื่อง Aerodynamic แบบเต็มระบบ ชนิดที่ว่าติดปีกฉีกลมกันเหมือนเครื่องบินไปแล้ว ทำเอาแฟนคลับ MotoGP ต้องตื่นเต้นทุกครั้งที่มีการแข่งขันเป็นอย่างไรบ้างครับ กับข้อมูลพอสังเขปของเหล่ารถแข่งแต่ล่ะรุ่นในรายการ MotoGP ที่มีความพิเศษแตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะ ตามความเหมาะสมของการแข่งแต่ล่ะรุ่น  หวังว่าจะทำให้แฟนคลับ MotoGP หลายๆ คน ที่กำลังสงสัยในตัวของรถแข่งคงจะคลี่คลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ในครั้งหน้า BoxzaRacing จะนำเกร็ดความรู้ดีๆ เรื่องไหนมาฝากกันอีก รอติดตามได้เลยครับที่

มาเริ่มกันด้วยรถแข่ง Moto3 ที่ประเมินจากสายตาแล้ว มันคือ รถแข่งรุ่นเล็กสุดในบรรดารุ่นแข่งทั้ง 3 รุ่น โดยรถแข่ง Moto3 จะใช้เครื่องยนต์สเปคค่อนข้างเล็กคือ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ กระบอกสูบเดียวขนาดความจุ 250 ซีซี. สามารถผลิตแรงม้าออกมาได้ประมาณ 55 แรงม้า และจำกัดรอบเครื่องยนต์ไว้ที่ 14,000 รอบ/นาที และเชื้อเพลิงที่กำหนดให้ใช้ คือ น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ออคเทน 98 (Unleaded 98 Octane) และที่สำคัญน้ำหนักตัวรถและนักแข่งรวมกันต้องไม่ต่ำกว่า 148 กิโลกรัม นอกเหนือจากสเปคของตัวรถที่กำหนดมาค่อนข้างเยอะแล้ว ในตัวของนักแข่งยังมีข้อกำหนดในเรื่องของอายุนักแข่งอีกด้วยคือ นักแข่งต้องมีอายุไม่เกิน 28 ปี นับว่ารถแข่งในรุ่น Moto3 เหมือนจะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของนักแข่งรายการ MotoGP เพื่อที่จะไต่อันดับไปถึงรุ่นใหญ่เลยก็ว่าได้ครับ

มาถึงรุ่นกลางอย่าง Moto2 ที่ล็อคสเปคความจุกระบอกสูบไว้ที่ 600 ซีซี. จนทำให้หลายๆ คนติดปากเรียกรุ่นแข่งนี้ว่ารุ่น 600 ซีซี. เหตุเพราะรถแข่ง Moto2 นั้นได้ใช้เครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาโดยทางบริษัท Honda หรือจะให้เข้าใจง่ายๆ เลยคือ…รถแข่ง Moto2 ใช้เครื่องยนต์ของ Honda CBR600RR รถสปอร์ตไบค์ขนาดกลางที่ความแรงดุดันไม่แพ้ตัวพัน สามารถรีดแรงม้าได้ถึง 140 แรงม้า และจำกัดรอบเครื่องยนต์ไว้สูงปรี๊ดที่ 18,000 รอบ/นาที จึงทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ในส่วนของอะไหล่ชนิดพิเศษต่างๆ ในรุ่นแข่ง Moto2 ถูกสั่งห้ามใช้ดิสก์เบรกคาร์บอนแบบรุ่นใหญ่อย่าง MotoGP มีสิทธิ์ใช้เพียงจานดิสก์เบรกแบบเหล็กเท่านั้น สำหรับการแข่งในปีหน้าทางรายการแข่ง MotoGp ได้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์รถแข่ง MotoGp จากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง พิกัด 600 ซีซี ของ Honda จะถูกปรับเปลี่ยนมา

ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียง พิกัด 765 ซีซี. ของทาง Triumph (ในปัจจุบัน ใช้เครื่องยนต์จาก Honda CBR600RR แต่ในฤดูกาล 2019 เป็นต้นไป จะใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 765 ซีซี. จาก Triumph Street Triple 765) นับได้ว่าความมันส์ยิ่งเริ่มปะทุขึ้นเรื่อยๆ เลยทีเดียวครับ

มาถึงรุ่นพี่ใหญ่สุด ที่เรียกเอาเสียงเฮทุกแมทของการแข่งขันด้วยรถแข่งระดับเทพพร้อมนักแข่งฝีมือระดับพระกาฬที่มาวาดลวดลายให้แฟนๆ ได้ชมกันในรุ่น MotoGP สำหรับรถแข่งในรุ่น MotoGP จะได้สิทธิพิเศษในหลายๆ อย่างมากกว่า 2 รุ่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสามารถเลือกเครื่องยนต์ที่จะนำมาใช้แข่งขันได้ตามที่ทีมแข่งต้องการ โดยชนิดของเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกนั้นต้องเป็น เครื่องยนต์สูบเรียง หรือสูบ V เท่านั้น โดยเครื่องยนต์ 2 รูปแบบนี้ ย่อมมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในด้านของพละกำลังและต้องเลือกเครื่องยนต์ให้เหมาะกับเฟรมและตัวถังของตัวรถแข่งด้วย เพราะฉะนั้นเลยขึ้นอยู่กับทัศนวิสัยของการมองและการตัดสินใจของทางวิศกรทีมแข่งนั้นๆ

 

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo