Juventus Football Club

Juventus Football Club

Juventus Football Club

Juventus Football Club

Juventus Football Club

 

สโมสรยูเวนตุส รีแบรนด์สโมสรเพื่อทะยานไปสู่ความสำเร็จด้านธุรกิจในปี 2017 และพวกเขาก็ทำได้ตามเป้าหมายด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของอิตาลี พร้อมกับกลายเป็นทีมระดับท็อปของโลกอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

ตอนนี้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกมาแล้ว 8 สมัยติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2012 และยังมีทีท่าว่าจะเดินหน้าต่อไป …

อย่างไรก็ตามทุกความสำเร็จย่อมมีตำนานซ่อนอยู่ แฟนบอลทั่วโลกรู้ว่า “ยูเว่” คือทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในลีกสูงสุด แต่ในวันที่พวกเขาตกต่ำที่สุดล่ะ? พวกเขาเจออะไรบ้าง
นี่คือเรื่องราวเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ซึ่ง ยูเวนตุส โดนปรับตกชั้นไปเล่นในลีกรอง โดนตัดแต้ม และกลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตให้ทีมอื่นๆ ในยุโรปมาดึงนักเตะของพวกเขาไปโดยไร้แรงต่อต้าน … ยกเว้นนักเตะที่เงินซื้อไม่ได้ซึ่งเราจะพูดถึงต่อไปนี้ …

ทั้งฤดูกาลแพ้แค่เกมเดียว

เก็บได้ถึง 91 แต้ม นักเตะแนวรุกสุดอันตรายแบบยกแพ็ค ดีที่สุด และครบทุกสไตล์ทั้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ดาวิด เทรเซเก้ต์, อาเดรียน มูตู และ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ขณะที่แดนกลางและแนวรับไม่ต้องพูดถึง อุดมไปด้วยแข้งเวิลด์คลาสเกินครึ่งทีม
นี่คือสิ่งทีเกิดขึ้นกับสโมสร ยูเวนตุส ในฤดูกาล 2005-06 ด้วยความพร้อมขนาดนี้อย่างน้อยๆ พวกเขาควรจะต้องเป็นแชมป์ลีกจริงไหม? … นั่นถูกแค่ครึ่งเดียวเพราะ 91 แต้มที่เก็บได้พาพวกเขาเข้าวินตั้งแต่ฤดูกาลยังไม่จบ ทว่าหลังจากนั้นคดีก็พลิก! … เพราะมีการเปิดเผยว่า  “โกง” ด้วยการล็อคผลการแข่งขันและล็อบบี้ (ตกลงล่วงหน้า) กับกรรมการในแต่ละนัด
คดีดังกล่าวมีชื่อว่า “กัลโช่โปลี” หากจะให้ลงลึกถึงรายละเอียดคงต้องใช้เวลาแจกแจงเยอะมาก แต่สรุปโดยรวมคือ ลูชาโน่ มอจจี้ 1 ในผู้บริหารของ ยูเวนตุส ขณะนั้น ใช้อิทธิพลที่มีติดต่อกับผู้ตัดสิน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน กัลโช่ เซเรีย อา อยู่เสมอ และนั่นผิดกฎที่ทางลีกตั้งไว้ นอกจากนี้เมื่อสอบสวนขึ้นศาลกันเรียบร้อยพบว่า ยูเวนตุส คือทีมที่ได้ผลประโยชน์จากการล็อบบี้ไว้ล่วงหน้าจริง แถมยังมีการขู่ใช้ความรุนแรงต่อคนที่ไม่ปฎิบัติตามคำสั่งอีกด้วย เรื่องจึงจบตรงที่พวกเขาต้องรับกรรม และลากผู้เกี่ยวข้องอีก 4 ทีมมาร่วมแชร์ความผิดครั้งนี้ด้วย

ยูเวนตุส หัวเรือใหญ่โดนหนักที่สุดด้วยการปรับจากแชมป์ลงไปอันดับสุดท้าย ตกชั้นไป เซเรีย บี พร้อมตัดคะแนนในฤดูกาลถัดไปอีก 9 แต้ม (ลดโทษจากตอนแรกโดนตัด 30 แต้ม) ส่วนอีก 4 ทีมอย่าง ฟิออเรนติน่า, ลาซิโอ, เอซี มิลาน และ เรจจิน่า โดนตัดแต้มไปตามระเบียบ ต่างกันแค่ฤดูกาลที่โดนตัดและจำนวนที่โดนเท่านั้น

สิ่งที่หนักพอๆ กับการโดนปรับตกชั้นของ ยูเว่ คือการโดนริบแชมป์ 2 สมัยก่อนหน้านี้ (ปี 2005 และ 2006) และสิ่งสุดท้ายคือความช็อคของเหล่าบุคลากรในทีมทั้งสต๊าฟโค้ชและผู้เล่น ที่พวกเขาก็เพิ่งรู้ว่าที่พวกเขาเป็นแชมป์และชนะมามากมาย เกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรม

ทุกคนเชื่อว่าด้วยคุณภาพนักเตะระดับเวิลด์คลาสกว่าครึ่งทีม นอกจากนี้ยังมีโค้ชที่มีประสบการณ์อย่าง ฟาบิโอ คาเปลโล่ ต่อให้ไม่ต้องเล่นลับลมคมใน อย่างไรเสีย ยูเวนตุส ก็ดีพอที่จะเป็นแชมป์ เซเรีย อา อยู่แล้ว
“เมื่อพิจารณาจากจุดที่ผมอยู่ ผมเองไม่สามารถคิดว่าจะหาคำใดที่เหมาะสมมาพูดถึงเหตุการณ์นี้ได้เลย แต่ที่แน่ๆ ครั้งหนึ่งผมเคยบอกไว้แล้วว่า สคูเด็ตโต้ ที่พวกเราได้นั้นเกิดจากชัยชนะในสนาม” คาเปลโล่ กล่าว

ขณะที่แฟนบอลของ ยูเวนตุส รู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อรู้ว่าสโมสรที่พวกเขารักเล่นสกปรก ราฟ โกปาล บก. ของเว็บไซต์แฟนคลับของ ยูเวนตุส เปิดเผยว่าสิ่งที่เจ็บปวดจริงๆ คือการโดนสายตาคนภายนอกตัดสินว่า ยูเวนตุส เป็นทีมที่ไร้เกียรติและทำเรื่องสกปรก

“ผมทนเห็นสโมสรที่ผมรักหมดความน่าเชื่อถือและความเคารพในฤดูร้อนนั้น ความรู้สึกมันพุ่งพล่านมั่วไปหมดจนน่าตกใจ มันยากมากที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ผมไปดูเกมที่สนาม ผมเห็นเราคว้าแชมป์ แต่ผมเรียนตามตรงว่าเราไม่ได้สิทธิพิเศษอะไรจากกรรมการเลยด้วยซ้ำ”

“ผู้คนมองมาจากภายนอกและตั้งสมมติฐานใส่เราอย่างรวดเร็ว อาจจะมีทีมอื่นโดนคดีนี้ด้วย แต่เราคือทีมที่ได้รับความรุนแรงมากที่สุด  เคยเป็นทีมที่ไร้ที่ติ เราคือทีมที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชื่นชม เราต่อกรกับ เรอัล มาดริด ยุค กาลาติกอส ได้อย่างสูสี และตอนนี้เรากำลังจะต้องไปใช้ชีวิตในลีกรองอย่าง เซเรีย บี … ผมว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเราเลย” ราฟ โกปาล กล่าว
วันแห่งการยอมรับความจริง
จะยอมรับหรือไม่ ยุติธรรมแค่ไหน ตอนนี้ไม่สำคัญแล้ว  โดนปรับตกชั้นและตัด 9 แต้ม พวกเขาไม่มีเวลาที่จะต่อรองอะไร นอกเสียจากการพยายามบริหารทีมในแบบที่ไม่เคยทำมานานแสนนาน นั่นคือการปรับลดภาระค่าใช้จ่าย ปรับสมดุลทีมให้เหมาะสมสำหรับการลงไปลุยในลีกล่างที่กำลังจะมาถึง
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ทีมเคยลุ้นทุกแชมป์ที่ลงแข่ง ต้องถอยตัวเองลงมาสู้เพื่อการเลื่อนชั้น เรื่องนี้ทุกสโมสรบนโลกนี้รู้ดีว่า  กำลังจะจมน้ำตายด้วยผู้เล่นมูลค่ามหาศาลและค่าเหนื่อยมากมาย หากไม่มีการระบายออก ไม่แน่ว่าความตกต่ำอาจจะไม่จบแค่ตรงนี้ก็ได้

ขณะที่ตัวผู้เล่นเองต้องเจอกับมาตรการรัดเข็มขัดลดค่าเหนื่อยลงมาตามตกลงราว 25-50% แน่นอนว่าไม่มีใครรับได้เช่นกัน ดังนั้นนักเตะอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ พาทริก วิเอร่า จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ อินเตอร์ นอกจากนี้ยังมี เอเมอร์สัน และ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด, อาเดรียน มูตู ย้ายไป ฟิออเรนติน่า และ 2 กองหลังอย่าง จานลูก้า ซามบร็อตต้า และ ลิลิยง ตูราม ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ขณะที่กุนซือผู้นำทีมเป็นแชมป์อย่าง คาเปลโล่ ก็ย้ายไปคุม เรอัล มาดริด เช่นกัน

ดูจากรายชื่อของนักเตะแต่ละคนที่ย้ายออกจากทีม

รวมไปถึงทีมใหม่ที่เป็นปลายทางเหล่านั้น หากให้เดาสถานการณ์จากคนนอกคงคิดว่า ได้เงินเข้ามาเยอะมาก แต่ความจริงนั้นเปล่าเลย … ในยุคไล่เลี่ยกันที่ ซีเนอดีน ซีดาน คนเดียวมีค่าตัว 50 ล้านปอนด์ กลับขายนักเตะระดับหัวแถวของโลกในแต่ละตำแหน่งที่กล่าวมาทั้งหมด 7 คนและได้เงินกลับมาเพียงแค่ 70 ล้านปอนด์เท่านั้น
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านักเตะอย่าง ลิลิยง ตูราม ขายได้แค่ 4 ล้านปอนด์, คันนาวาโร่ ได้ 5 ล้านปอนด์ มีเพียง ซลาตัน คนเดียวเท่านั้นที่พวกเขาขายได้มากกว่า 20 ล้านปอนด์และขายออกไปในราคาที่ไม่ขาดทุนจากที่ซื้อมา (ซื้อมา 15 ล้านปอนด์ ขายได้ 21 ล้านปอนด์)
สาเหตุที่ทำให้เรื่องเช่นนี้มันเกิดขึ้น เพราะทีมมหาอำนาจทั่วยุโรปรู้ดีว่า  นั้นไร้อำนาจในการต่อรอง เพราะนอกจากพวกเขาจำเป็นต้องขายแล้ว นักเตะก็อยากย้ายเพราะไม่มีใครอยากเล่นใน เซเรีย บี อีกทั้งค่าเหนื่อยก็ลดตามที่ได้กล่าวไป แม้ ยูเว่ อยากจะรั้งแค่ไหนก็ทำไม่ได้ พวกเขาต้องจำใจรับข้อเสนอที่เล็กกะจิ๋วหลิวหากเทียบกับคลาสของนักเตะที่ขายไป

ส่วนคนที่พวกเขาซื้อมาทดแทนนั้น มีรายเดียวที่เสียเงิน คือ ฌอง อแล็ง บูมซง กองหลังจาก นิวคาสเซิล ราคา 4 ล้านปอนด์ ซึ่งจะว่ากันตรงๆ แล้วคือผู้เล่นที่อยู่ระดับห่างกับนักเตะที่ขายออกไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนที่เหลือเป็นการคว้านักเตะฟรี และหายืมตัวมาเล่นตามออปชั่นที่ขายนักเตะไป อาทิ ได้ วาเลรี่ โบยินอฟ มาจาก ฟิออเรนติน่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในดีลของ มูตู และ คริสเตียโน่ ซาเน็ตติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีล วิเอร่า

ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร เสื่อมเสียทั้งเกียรติและผู้เล่นชั้นดีไปพร้อมๆ ดูเหมือนว่า  จะเจอทางตันแล้ว … ทว่าโลกนี้มีสองด้านเสมอ ไม่มีสิ่งใดเลวร้ายทั้งหมด เพราะในวันที่พวกเขาตกต่ำ ทุกคนอยากย้ายหนีเพื่อชีวิตที่ดีกว่า  กลับได้พบว่าความรักที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร และมีค่ากับพวกเขาแค่ไหน
เซเรีย บี ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ 7 นักเตะระดับเทพเท่านั้นที่ได้รับข้อเสนอและ  ไม่สามารถต่อรองได้ … ยูเว่ ควรจะทีมแตกด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้น 11 ตัวจริง ชุดแชมป์ลีก ปี 2005-06 มีข้อเสนอจากทีมอื่นขอซื้อตัวทุกคน พวกเขาจะได้เล่นเวทีใหญ่ จะได้เงินมากขึ้นหากย้ายออกไป แต่มีนักเตะบางกลุ่มที่เลือกจะไม่ทำ และตัดสินใจอยู่กับ  ต่อไปในลีกล่างและต้องใช้ชีวิตบนความเสี่ยง เพราะไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต
มีนักเตะระดับโลก 5 คน ที่ปฎิเสธทุกข้อเสนอ พวกเขาไม่ต้องการให้ ขาดทุน พวกเขาไม่ต้องการให้ทีมเสียเชิง และพวกเขาไม่ต้องการให้ทีมตกต่ำตลอดไป และตั้งใจที่จะช่วยให้ทีมกลับมายืนอย่างสง่าผ่าเผยและมีเกียรติอีกครั้ง

จานลุยจิ บุฟฟ่อน, ดาวิด เทรเซเก้ต์, เมาโร คาโมราเนซี่, พาเวล เนดเวด และ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ คือชื่อของพวกเขาเหล่านั้น และเป็นชื่อของนักเตะที่ต่อให้เวลาจะผ่านไปอีกสักกี่ร้อยปี แฟนบอลจะไม่มีวันลืมแน่นอน
เมื่อตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี ผมบอกตามตรงว่าพวกเราทั้ง 5 คน จะย้ายไปเล่นกับทีมไหนก็ได้ในโลก ข้อเสนอมาวางที่โต๊ะทุกวัน แต่พวกเราตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ ความเห็นของผมคือทีมกำลังลำบาก และเราจำเป็นต้องทำอะไรตอบแทนให้กับสโมสรแห่งนี้บ้าง” พาเวล เนดเวด เจ้าของรางวัล บัลลงดอร์ หรือนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในปี 2003 กล่าว

ขณะที่ เทรเซเก้ต์ นั้นอยู่ในข่ายที่ย้ายทีมง่ายที่สุด เพราะสัญญาของเขาใกล้จะหมด ราคาของเขาจะถูกมากหากทีมใดได้ไป กระนั้นเมื่อเขารู้ว่าทีมจะตกชั้น สิ่งที่เขาทำคือ รีบไปเจรจากับบอร์ดบริหาร และขอต่อสัญญาเพื่อช่วยทีมต่อทันที

ยูเว่ ได้ 5 แข้งดังที่กล่าวมาวางเป็นแกนหลัก และในสถานการณ์ร้ายๆ ก็กลายเป็นโอกาสให้นักเตะเยาวชนและดาวรุ่งของสโมสรมีโอกาสลงสนามมากขึ้น ฤดูกาล 2006-07 ในเซเรีย บี คือการแจ้งเกิดเต็มตัวของนักเตะอย่าง จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ ที่ภายหลังถูกจดจำในฐานะตำนานของสโมสรทั้งคู่ ส่วนนักเตะคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นแข้งที่ยืมตัวมา หรือแข้งตัวสำรองสมัยยังเป็นยอดทีมในลีกสูงสุดอยู่ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามแม้จะลดลงในแง่ของคุณภาพ แต่ในแง่ความมุ่งมั่น ผู้เล่นเหล่านี้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้มากกว่าที่เคยเป็น ทุกคนมีความคิดฝังสมองว่าการเล่นสกปรกครั้งนี้ “พวกเขาไม่เกี่ยว” พวกเขาสู้เต็มที่เสมอ ดังนั้นสิ่งที่จะบอกได้ว่าพวกเขาเก่งจริง และมีเกียรติจริง คือการพาทีมขึ้นไปประสบความสำเร็จแบบเดิมให้ได้

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo