Gymnastics Olympic

Gymnastics Olympic

Gymnastics Olympic

Gymnastics Olympic

Gymnastics Olympic

 

ยิมนาสติก (Gymnastics) 

เป็น กีฬาสากล ประเภทหนึ่งที่จัดเข้าแข่งขันในกีฬา โอลิมปิก ยิมนาสติกมาจากภาษากรีกว่า Gymnos แปลว่า Nude ตามความหมายแปลว่า Necket Art แปลเป็นไทยว่า “ศิลปะแห่งการเปลือยเปล่า” ซึ่งหมายถึงวิธีการทำให้ร่างกายสวยงามมีทรวดทรงดีด้วยวิธีเปลือยกายเล่นกีฬา และมีการประกวดทรวดทรง พร้อมกับมีการแข่งขันกีฬากลางแจ้งต่อหน้าประชาชน

ผู้ที่มีร่างกายสง่างาม มีความสามารถทางการกีฬาก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเลิศ ได้รับการต้อนรับจากประชาชน โดยช่างแกะสลักรูปหินอ่อนตั้งไว้บริเวณรั้วสนามกีฬา

การทำให้ร่างกายงามสง่านี้ ชาวกรีกเป็นผู้เริ่มและนิยมกันมากในสมัยโบราณ นักกีฬา จะบริหารกายด้วยวิธีต่างๆ ทั้งมือเปล่า และใช้เครื่องมือประกอบ สถานที่ซึ่งใช้ฝึกหัดโดยเฉพาะนี้เรียกว่า โรงฝึกพลศึกษา กิจกรรมใดที่นำมาบริหารร่างกายทำให้ร่างการยแข็งแรงสมบูรณ์และสง่างาม ก็เรียกกิจกรรมนั้นว่าการเล่นยิมนาสติก เช่น การวิ่ง การเล่น ผาดโผน ยกน้ำหนัก ไต่เชือก กายบริหาร และศิลปะการต่อสู้หลายประเภท ตลอดจนการกีฬาอื่นๆ แต่ระยะต่อมาความหมายของคำว่ายิมนาสติกได้เปลี่ยนไป

เนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นจนมีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง จึงถูกตั้งชื่อใหม่และแยกตัวออกจากคำเดิมอย่างเด็ดขาด คงเหลือไว้เฉพาะบางประเภท เช่น การฝึกหัดท่าผาดโผนบนเบาะ และบนเครื่องมือซึ่งติดตั้งอยู่กับที่ภายในห้องยิมฯ (Apparatus) ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมชั้นสูงที่ส่งเสริมความแคล่วคล่องว่องไว และทดสอบความสามารถของตนเอง เช่น บริหารกาย (Calisthenics) ยืดหยุ่น (Tumbling) การทรงตัว (Balance) ม้าหูและม้าหมุน (Side-horse, Long horse) ราวทรงตัว (Balance beam) ไต่เชือก (Rope activities) ต่อตัว (Pyramid) ราวเดี่ยว (High bar) ราวคู่ (Parallelbars) และห่วง เป็นต้น

กีฬาประเภทนี้เริ่มต้นเมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานระบุ แน่ชัด แต่มาปรากฏก่อนคริสต์ศักราช 2,600 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาวจีนได้มีการฝึกฝนท่ากายบริหารและคิดประดิษฐ์ท่า บริหารกายขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการบำบัดทางแพทย์แบบจีนจากหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ระบุว่า ชาวจีนได้มีการคิดท่ากายบริหารขึ้นมาเพื่อบริหารร่างกายให้เกิดความแข็งแรง และถือว่าเป็นการป้องกันและรักษาโรคได้ด้วยเรียกว่า ยิมนาสติกเพื่อการบริหารร่างกายและการฟื้นฟู นอกจากนั้นชาวจีนยังมีการละเล่นกายกรรมในลักษณะของการต่อตัว ไต่เชือก และการตีลังกาต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนยิมนาสติกอย่างหนึ่งในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อกันว่าการเริ่มต้นของกีฬายิมนาสติกอย่างแท้จริงนั้นคือ สมัยเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งชาวกรีกและโรมัน โดยเฉพาะกรีกโบราณเป็นประเทศแรกที่สนใจและมีบทบาทอันสำคัญต่อกีฬายิมนาสติก แม้กระทั่งคำว่ายิมนาสติกก็เป็นภาษากรีก แบบหรือระบบของท่าบริหารร่างกายท่าต่างๆ ที่ใช้กันในสมัยโรมันก็คิดและประดิษฐ์ขึ้นโดยนักศึกษาสมัยโบราณของกรีก และพลเมืองทั่วทั้งประเทศได้ยึดถือเป็นแบบฉบับหรือระบบของท่าบริหารกาย มาตรฐาน โดยฝึกสอนให้แก่เยาวชนตามสถาบันทุกแห่ง ยิมนาสติกในประเทศกรีกเริ่มต้นและพัฒนาไปพร้อมๆ กับวิทยาการด้านศิลปะและดนตรี ชาวสปาร์ต้ามีความศรัทธาเรื่องยิมนาสติกมากที่สุดโดยรัฐได้ตั้งขอ้กำหนดให้ มีการฝึกหัดยิมนาสติกแก่เยาวชนของชาติทุกคนตลอดจนเด็กหญิง กิจกรรมประกอบด้วย ยืดหยุ่น เต้นรำ วิ่ง กระโดด ไต่เชือก และการเคลื่อนไหวทรงตัว

ประวัติความเป็นมากีฬายิมนาสติกในประเทศไทย

หลักฐานความเป็นมาของยิมนาสติกในเมืองไทยสมัยเริ่มแรกนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยใด และผู้ที่นำเข้ามาเผยแพร่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน ซึ่งจะปรากฎแต่เป็นเพียง ข้อสันนิษฐานและเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงสมัยที่มีการเขียนจดบันทึกจนสามารถยึดถือเป็นหลักฐาน จากการตั้งข้อสันนิษฐานว่าในสมัยโบราณนั้นชาติไทยของเราได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศตั้งเเต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งสมัยนั้นจะติดต่อกันในเรื่องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเป็นส่วนใหญ่

ประวัติความเป็นมากีฬายิมนาสติกในประเทศไทย

หลักฐานความเป็นมาของยิมนาสติกในเมืองไทยสมัยเริ่มแรกนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยใด และผู้ที่นำเข้ามาเผยแพร่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน ซึ่งจะปรากฎแต่เป็นเพียง ข้อสันนิษฐานและเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงสมัยที่มีการเขียนจดบันทึกจนสามารถยึดถือเป็นหลักฐาน จากการตั้งข้อสันนิษฐานว่าในสมัยโบราณนั้นชาติไทยของเราได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศตั้งเเต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งสมัยนั้นจะติดต่อกันในเรื่องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเป็นส่วนใหญ่

ต่อมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ของไทยได้มีความสัมพันธิ์กับชาวต่างประเทศอย่างแน่นเฟ้น และได้มีการส่งข้าราชการไทยไปศึกษาในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป ซึ่งนิยมการออกกำลังกายประกอบอุปกรณ์ ราวคู่ ราวเดี่ยว ม้ากระโดด เมื่อ ข้าราชการไทยสำเร็จการศึกษากลับมาก็ได้นำเอาวิธีการออกกำลังกายเข้ามาเผยแพร่ในประเทศ ซึ่งรูปแบบของการออกกำลังกายประกอบอุปกรณ์ต่างมักนิยมเรียกกันว่า “ยิมนาสติก” โดยเริ่มแรกเข้ามาเผยแพร่ในหน่วยงานของตน จากนั้นก็นำมาฝึกเพื่อเป็นการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายในเหล่าทหารของกองทัพไทย จนหน่วยงานราชการอื่น ๆ เห็นดีด้วย จึงส่งเสริมและฝึกหัด จนเป็นที่นิยมแพร่หลาย

การสาธิตกีฬายิมนาสติกสากลหรือการจัดการแข่งขันกีฬายิมนาสติกกีฬาสากล ได้ถูกจัดขึ้นในการแข่งขันกรีฑานักเรียนประจำปี พ.ศ. 2477 ที่สนามโรงเรียนราษฎร์บูรณะ ( มัธยม ) ปัจจุบันคือโรงเรียนสวนกุหลาบ โดยกิจกรรมในครั้งนั้นประกอบด้วย

  • การแสดงกายบริหาร โหนราว การไต่บันไดโค้ง หกคะเมนหน้า หกคะเมนหลัง ม้าเดี่ยว เล่นห่วง เล่นชิงช้า และหัดแถว
  • การแข่งขันด้วยกำลังกาย มีการชักเยอ กระโดดสูง วิ่งข้ามรั้ว วิ่งเก็บของ กระโดดไกล วิ่งทาง 2 เส้น วิ่งสวมกระสอบ วิ่งทน 10 เส้น ปิดตาหาของ ซึ่งในสมัยนั้นการเรียกชื่อยิมนาสติกยังไม่ปรากฎ ให้เห็นเด่นชัด แต่มักจะใช้ชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นมากกว่า เช่น ดัดตน ห้อยโหน โหนราว หกคะเมนหน้า หก คะเมนหลัง เป็นต้น ซึ่งพอจะจินตนาการได้ว่าการเคลื่อไหวในลักษณะดังกล่าว เป็นการเคลื่อนไหวในยิมนาสติกแทบทั้งสิ้น

จากนั้นกรมพลศึกษาได้ส่ง นายสวัสดิ์ เลขะยานนท์ จากแผนกกีฬาโรงเรียนไปดูการดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาและการสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติในประเทศฟิลิปปินส์ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เพื่อมาปรับปรุงการกีฬา ให้เหมาะสมกับสมัย ญูญิตสู ตะกร้อ ฟุตบอล ดัดตนส่วนห้อยโหน เนตบอล หมากรุก ดัดตนท่ามือเปล่า บาสเกตบอล วอลเลย์บอล และกรีฑา

ปี พ.ศ. 2476 หลักสูตรโรงเรียนครูพลศึกษา กองกายบริหารได้มีการสอน วิชากระบี่กระบอง กระโดดน้ำ ว่ายน้ำ ญูญิตสู ( ยูโด ) ดัดตนส่วนห้อยโหน ดัดตนท่ามือเปล่า มวยไทย และมวยผร่ง ( มวยสากล )

ในปีเดียวกันนี้ก็มีหลักสูตรพลศึกษาสำหรับนักเรียน ครูประถม กิจกรรมกำหนดให้เรียนวิชาพลศึกษาและลูกเสือ กำหนดให้เรียนพลศึกษาโดย ให้สามารถสอนกายบริหาร และดัดตน ท่าต่าง ๆ กับส่วนห้อยโหนท่าง่าย ๆ ได้

กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน หรือ ซัมเมอร์โอลิมปิกเกมส์ (อังกฤษ: Summer Olympic Games) เป็นการแข่งขันกีฬา หลายชนิดระหว่างประเทศ ซึ่งตามปกติจะมีการจัดแข่งขันทุกสี่ปี โดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International Olympic Committee หรือ IOC) ในแต่ละครั้งจะมีการมอบเหรียญรางวัล ผู้ชนะเลิศได้เหรียญทอง อันดับสองได้เหรียญเงิน และอันดับสามได้เหรียญทองแดง การมอบเหรียญนี้เป็นประเพณีตั้งแต่ปี 1904 ต่อมามีการจัดแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว อันสืบเนื่องมาจากความสำเร็จของโอลิมปิกฤดูร้อน

การแข่งขันนั้นเริ่มต้นครั้งแรกด้วยกีฬาเพียง 42 ประเภท และนักกีฬาชายเพียง 250 คน จนมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงมากกว่า 10,000 คน ของนักกีฬาชายและหญิงจาก 202 ประเทศทั่วโลก คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่ปักกิ่ง คาดการณ์ว่าจะมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันประมาณ 10,500 คน เข้าชิงชัยใน 302 รายการ ในขณะที่กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2004 ที่คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้ประมาณการไว้ว่าจะมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันประมาณ 10,500 คน แต่ก็เกิดการคลาดเคลื่อนขึ้นเพราะมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 11,099 คน ใน 301 รายการแข่งขัน

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo