Edinson Roberto Cavani Gómez

Edinson Roberto Cavani Gómez

Edinson Roberto Cavani Gómez

Edinson Roberto Cavani Gómez

Edinson Roberto Cavani Gómez

 

เอดินสัน โรเบร์โต คาวานี่ โกเมซ เกิด 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987 เป็น นักฟุตบอลชาวอุรุกวัย ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และทีมชาติอุรุกวัยกาบานิเริ่มเริ่มอาชีพโดยเล่นให้กับสโมสรดานูบิโอในมอนเตวิเดโอประเทศอุรุกวัย ซึ่งเขาเล่นที่นั่นเป็นเวลาสองปีก่อนที่จะย้ายไปเล่นที่ปาแลร์โมสโมสรในเซเรียอาอิตาลีในปี 2007 เขาเล่นให้ปาแลร์โมเป็นเวลา 4 ฤดูกาล

โดยทำไป 34 ประตูจาก 109 นัดที่ลงสนามในลีก ในปี 2010 กาบานิเซ็นสัญญาย้ายร่วมทีมนาโปลีซึ่งเซ็นสัญญาในข้อตกลงของสัญญายืมตัวก่อนจะทำการซื้อขาดด้วยราคา 17 ล้านยูโร ต่อมา ในฤดูกาล 2011–12 เขาได้รับถ้วยรางวัลแรกกับสโมสร

คือการคว้าแชมป์รายการโคปปาอิตาเลีย ซึ่งเขาทำประตูได้สูงสุดในรายการจำนวน 5 ประตู ในสองฤดูกาลแรกที่นาโปลี กาบิทำประตูได้จำนวน 33 ประตู

รวมทุกรายการให้กับนาโปลี ก่อนที่จะทำได้ 38 ประตูในฤดูกาลที่ 3 ซึ่งเขาจบฤดูกาลด้วยการคว้าตำแหน่งผู้ทำประตูสูงสุดในลีกจำนวน 29 ประตูในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 กาบานิเซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีมปารีสแซงต์ – แชร์กแมงด้วยค่าตัว 64 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นการย้ายทีมที่มีมูลค่าสูงที่สุดในลีกเอิงของฝรั่งเศสในขณะนั้น กาบินิประสบความสำเร็จมากมายกับสโมสรด้วยการ คว้าแชมป์ลีก 6 สมัย แชมป์คูปส์เดลาลีกเอิง 5 สมัย และ คูปส์เดอฟรองซ์อีก 4 สมัย

เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมในการแข่งขันลีกเอิงในฤดูกาล 2016-17 และ คว้าตำแหน่งผู้ทำประตูสูงสุดในลีกในฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 ด้วยการทำไป 35 และ 28 ประตูตามลำดับ กาบินิยังถือเป็นผู้เล่นทีทำประตูรวมในทุกรายการได้มากที่สุดตลอดกาลของสโมสรปารีสแซงต์ – แชร์กแมง จำนวนทั้งสิ้น 200 ประตู ในปี 2020 กาบานิได้ย้ายร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในการแข่งขันระดับชาติ

ลงสนามในนามทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 และ สามารถทำประตูได้ทันที ในนัดที่พบกับทีมชาติโคลอมเบีย นับจนถึงปัจจุบันกาบานิทำประตูให้ทีมชาติรวมทั้งสิ้น 51 ประตู ทำสถิติเป็นผู้ทำประตูให้ทีมชาติอุรุกวัยมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ตลอดกาลโดยเป็นรองเพียงหลุยส์ ซัวเรส ที่ทำไป 63 ประตู เขาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการใหญ่ร่วมกับทีมชาติจำนวน 8 รายการ ได้แก่ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2010

โกปาอเมริกาปี 2011 คอนเฟดเดอเรชั่น คัพ ปี 2013, ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2014 โกปาอเมริกาปี 2015 โกปาอาเมริกาเซนเตนาริโอปี 2016, ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2018 และ โกปาอเมริกาปี 2019 โดยสามารถพาอุรุกวัยคว้าอันดับที่ 4 ได้ในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ และ คว้าแชมป์โกปาอเมริกาได้ในปี 2011 ซึ่งเป็นสถิติแชมป์สมัยที่ 15 ของทีมชาติอุรุกวัยในรายการดังกล่าวประวัติเกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987

โดยเขามีเชื้อสายอิตาลี คุณพ่อและคุณแม่ของเขาทั้งคู่ต่างก็มีเชื้อสายอิตาลี กาบานิสามารถสื่อสารได้สามภาษา ได้แก่ ภาษาอิตาลี ภาษาอังกฤษ และภาษาสเปน เขาชอบรับประทานพิซซาตั้งแต่เด็ก กาบานิเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ในวัย 12 ปี โดยติดทีมชาติของฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัยในรุ่นอายุ 20 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 และติดทีมชาติชุดใหญ่คร้งแรกในปี ค.ศ. 2008

สโมสร ปาแลร์โม

หลังจากประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับชิงแชมป์เยาวชนอเมริกาใต้ในปี 2007 มีรายงานว่ามีสโมสรใหญ่หลายทีมสนใจที่จะเซ็นสัญญากับกาบานิรวมทั้งยูเวนตุสและเอซี มิลาน โดยต่อมา เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2007 เมาริซิโอ ซัมปารินี ประธานสโมสรปาแลร์โมได้ประกาศการเซ็นสัญญากับกองหน้าชาวอุรุกวัยผ่านสื่อเป็นครั้งแรกและดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคม ด้วยราคา 4.475 ล้านยูโร

เปิดตัวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2007 ในเกมลีกนัดที่ปาแลร์โมเปิดบ้านพบกับฟิออเรนตินา โดยลงมาในฐานะตัวสำรองในนาทีที่ 55 ซึ่งทีมของเขาเป็นฝ่ายตามหลังอยู่ 0-1 ซึ่งกาบานิใช้เวลาเพียง 15 นาทีในการทำประตูตีเสมอให้กับทีม โดยแฟนๆต่างยกย่องว่าประตูดังกล่าวคล้ายคลึงกับการทำประตูของ มาร์โก ฟัน บัสเติน ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ที่ทำได้ในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 1988

อย่างไรก็ตามในฤดูกาลถัดมากาบานิประสบปัญหาในการแย่งตำแหน่งตัวจริงกับ ฟาบริซิโอ มิคโคลี และ อเมารี สองกองหน้าที่ย้ายเข้ามาร่วมทีมต่อมา อเมารี ได้ย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสในเดือนมิถุนายนปี 2008 ทำให้กาบานิได้กลับมาเป็นตัวหลักของทีมอีกครั้งโดยประสานงานร่วมกับมิคโคลีได้อย่างลงตัว และ เขาทำประตูได้ทั้งสิ้น 14 ประตู ในฤดูกาล 2008–09 กาบานิได้รับฉายาว่า “El Matador”

เนื่องจากความเยือกเย็นในการทำประตู เขายังคงรักษาตำแหน่งตัวจริงของเขาได้ในฤดูกาล 2009–10 ภายใต้การทำทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ วอลเตอร์ เซงกา โดยปาแลร์โมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการมีลุ้นการทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้ในช่วงท้ายฤดูกาล ในเดือนมีนาคม 2010 กาบานิขยายสัญญากับทีมออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2014 ทีมชาติเล่นในตำแหน่งกองหน้า ได้รับใช้ทีมชาติชุดใหญ่จำนวน 118 นัด ทำไปได้ 51 ประตู โดยเป็นหนึ่งในสามกองหน้าตัวหลักของทีมชาติอุรุกวัยตลอดระยะเวลาหลายปีร่วมกับ หลุยส์ ซัวเรส และ ดิเอโก ฟอร์ลัน

ในฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18

เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมในการแข่งขันลีกเอิงในฤดูกาล 2016-17 และ คว้าตำแหน่งผู้ทำประตูสูงสุดในลีกในฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 ด้วยการทำไป 35 และ 28 ประตูตามลำดับ กาบินิยังถือเป็นผู้เล่นทีทำประตูรวมในทุกรายการได้มากที่สุดตลอดกาลของสโมสรปารีสแซงต์ – แชร์กแมง จำนวนทั้งสิ้น 200 ประตู ในปี 2020 กาบานิได้ย้ายร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในการแข่งขันระดับชาติ

ลงสนามในนามทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 และ สามารถทำประตูได้ทันที ในนัดที่พบกับทีมชาติโคลอมเบีย นับจนถึงปัจจุบันกาบานิทำประตูให้ทีมชาติรวมทั้งสิ้น 51 ประตู ทำสถิติเป็นผู้ทำประตูให้ทีมชาติอุรุกวัยมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ตลอดกาลโดยเป็นรองเพียงหลุยส์ ซัวเรส ที่ทำไป 63 ประตู เขาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการใหญ่ร่วมกับทีมชาติจำนวน 8 รายการ ได้แก่ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2010

โกปาอเมริกาปี 2011 คอนเฟดเดอเรชั่น คัพ ปี 2013, ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2014 โกปาอเมริกาปี 2015 โกปาอาเมริกาเซนเตนาริโอปี 2016, ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2018 และ โกปาอเมริกาปี 2019 โดยสามารถพาอุรุกวัยคว้าอันดับที่ 4 ได้ในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ และ คว้าแชมป์โกปาอเมริกาได้ในปี 2011 ซึ่งเป็นสถิติแชมป์สมัยที่ 15 ของทีมชาติอุรุกวัยในรายการดังกล่าวประวัติเกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987

โดยเขามีเชื้อสายอิตาลี คุณพ่อและคุณแม่ของเขาทั้งคู่ต่างก็มีเชื้อสายอิตาลี กาบานิสามารถสื่อสารได้สามภาษา ได้แก่ ภาษาอิตาลี ภาษาอังกฤษ และภาษาสเปน เขาชอบรับประทานพิซซาตั้งแต่เด็ก กาบานิเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ในวัย 12 ปี โดยติดทีมชาติของฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัยในรุ่นอายุ 20 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 และติดทีมชาติชุดใหญ่คร้งแรกในปี ค.ศ. 2008

สโมสร ปาแลร์โม

หลังจากประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับชิงแชมป์เยาวชนอเมริกาใต้ในปี 2007 มีรายงานว่ามีสโมสรใหญ่หลายทีมสนใจที่จะเซ็นสัญญากับกาบานิรวมทั้งยูเวนตุสและเอซี มิลาน โดยต่อมา เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2007 เมาริซิโอ ซัมปารินี ประธานสโมสรปาแลร์โมได้ประกาศการเซ็นสัญญากับกองหน้าชาวอุรุกวัยผ่านสื่อเป็นครั้งแรกและดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคม ด้วยราคา 4.475 ล้านยูโร

เปิดตัวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2007 ในเกมลีกนัดที่ปาแลร์โมเปิดบ้านพบกับฟิออเรนตินา โดยลงมาในฐานะตัวสำรองในนาทีที่ 55 ซึ่งทีมของเขาเป็นฝ่ายตามหลังอยู่ 0-1 ซึ่งกาบานิใช้เวลาเพียง 15 นาทีในการทำประตูตีเสมอให้กับทีม โดยแฟนๆต่างยกย่องว่าประตูดังกล่าวคล้ายคลึงกับการทำประตูของ มาร์โก ฟัน บัสเติน ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ที่ทำได้ในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 1988

อย่างไรก็ตามในฤดูกาลถัดมากาบานิประสบปัญหาในการแย่งตำแหน่งตัวจริงกับ ฟาบริซิโอ มิคโคลี และ อเมารี สองกองหน้าที่ย้ายเข้ามาร่วมทีมต่อมา อเมารี ได้ย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสในเดือนมิถุนายนปี 2008 ทำให้กาบานิได้กลับมาเป็นตัวหลักของทีมอีกครั้งโดยประสานงานร่วมกับมิคโคลีได้อย่างลงตัว และ เขาทำประตูได้ทั้งสิ้น 14 ประตู ในฤดูกาล 2008–09 กาบานิได้รับฉายาว่า “El Matador”

เนื่องจากความเยือกเย็นในการทำประตู เขายังคงรักษาตำแหน่งตัวจริงของเขาได้ในฤดูกาล 2009–10 ภายใต้การทำทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ วอลเตอร์ เซงกา โดยปาแลร์โมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการมีลุ้นการทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้ในช่วงท้ายฤดูกาล ในเดือนมีนาคม 2010 กาบานิขยายสัญญากับทีมออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2014 ทีมชาติเล่นในตำแหน่งกองหน้า ได้รับใช้ทีมชาติชุดใหญ่จำนวน 118 นัด ทำไปได้ 51 ประตู โดยเป็นหนึ่งในสามกองหน้าตัวหลักของทีมชาติอุรุกวัยตลอดระยะเวลาหลายปีร่วมกับ หลุยส์ ซัวเรส และ ดิเอโก ฟอร์ลัน

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo