5 กีฬาน่ารู้ในยุคโบราณ

5 กีฬาน่ารู้ในยุคโบราณ

5 กีฬาน่ารู้ในยุคโบราณ

5 กีฬาน่ารู้ในยุคโบราณ

5 กีฬาน่ารู้ในยุคโบราณ

ในอดีตย้อนกลับไปพัน ๆ ปี สมัยที่อารายธรรมตามลุ่มแม่น้ำรุ่งเรือง  มนุษย์ในสมัยนั้นก็หาความบันเทิงใจด้วยการเล่น กีฬา ร่วมแข่งขัน หรือ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของคนในสมัยนั้น ๆ

กีฬานั้นมีนัยยะสำคัญ ทั้งทางศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป  ในปัจจุบันการแข่งขันกีฬานั้นอาจจะเพื่อจุดประสงค์ด้านสันทนาการ และกระชับมิตรระหว่างกลุ่ม ประเทศ​หรือภูมิภาค  แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า มนุษย์ กับการเล่นกีฬานั้นมีอยู่คู่กันมาช้านานตั้งแต่อดีต

จุดเริ่มต้นของตำนาน

ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามหกรรมกีฬาครั้งแรกของโลกเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แต่หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดระบุว่าเริ่มต้นขึ้นที่กรีกโบราณเมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว

โดยประมาณปลายศตวรรษที่ 6 ก่อนสากลศักราช พบว่ามีการจัดงานมหกรรมกีฬาในยุคกรีกโบราณอย่างน้อย 4 รายการ (บางแหล่งข้อมูลเรียกว่าคลาสสิกเกมส์ หรือ Classical Games) ประกอบไปด้วยโอลิมปิกเกมส์ที่โอลิมเปีย, ไพเธียนเกมส์ที่เดลฟาย, เนเมียนเกมส์ที่เนเมอา และอิสธ์เมียนเกมส์ที่โครินธ์ ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดมหกรรมกีฬาขึ้นในกรีกโบราณตามมาอีกเกือบ 150 เมือง ทั้งที่โรม, เนเปิลส์, โอเดสซัส, แอนทิอัค และอเล็กซานเดรีย

แน่นอนว่ามหกรรมกีฬาที่ได้รับความนิยมในกรีกยุคนั้นมากที่สุดก็คือโอลิมปิกเกมส์ที่จัดขึ้นทุก 4 ปี ระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม ถึง 19 กันยายน โดยมีจุดประสงค์ส่วนหนึ่งคือการบูชาเทพเจ้าซุส (Zeus) ที่โอลิมเปีย ในนครรัฐเอลิส ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเพโลพอนนีส

ส่วนนักกีฬาคนแรกที่ได้แชมป์โอลิมปิกเท่าที่มีการบันทึกไว้ก็คือโคโรบัสแห่งเอลิส (Coroebus of Elis) พ่อครัวที่ชนะเลิศการแข่งขันวิ่งเมื่อ 776 ปีก่อนสากลศักราช

ส่วนการแข่งขันก่อนหน้านั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ มีเพียงเรื่องราวตำนานที่เล่าว่าเฮราคลีส (Heracles) ลูกชายของซุสและอัลค์มีนี (Alcmene) คือเทพเจ้าที่สร้างเกมเหล่านี้ขึ้นมา

รูปแบบการแข่งขันในยุคก่อน

การแข่งขันกันในยุค 776 ปีก่อนสากลศักราช มีกีฬาประเภทเดียวคือวิ่ง ส่วนกีฬาอื่นๆ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในภายหลัง ซึ่งการแข่งเจ้าลมกรดอีเวนต์ดังกล่าวมีระยะทางประมาณ 192 เมตร (210 หลา) ถูกเรียกว่า ‘สเตด’ (Stade) สนามที่ใช้แข่งขันก็ถูกเรียกแบบนี้เช่นกัน ซึ่งกลายเป็นรากศัพท์ของคำว่า ‘สเตเดียม’ (Stadium) ในปัจจุบัน จากนั้นใน 724 ปีก่อนสากลศักราช ‘ไดอูลอส’ (Diaulos) การแข่งวิ่งที่มีระยะทางเพิ่มขึ้นอีกราวเท่าตัว หรือประมาณ 400 เมตร ก็ถูกเพิ่มเข้าไปในโอลิมปิกเกมส์ ถัดมาอีก 2 ปี ‘โดไลกอส (Dolichos)’ วิ่งระยะไกล 1,500 เมตร (บางแหล่งข้อมูลระบุว่า 5,000 เมตร) ก็ระเบิดศึกชิงเจ้าปอดเหล็กขึ้นมา

ส่วนมวยปล้ำและปัญจกีฬา (Pentathlon) ถูกนำมาชิงชัยกันเมื่อ 708 ปีก่อนสากลศักราช จากนั้นรูปแบบการแข่งขันโอลิมปิกก็กลายเป็นแบบปัญจกีฬา ประกอบด้วยกีฬา 5 ประเภท คือกระโดดไกล พุ่งแหลน ขว้างจักร วิ่ง และมวยปล้ำ

ขณะที่มวย (สากล) เริ่มฟาดปากกันใน 688 ปีก่อนสากลศักราช ตามมาด้วยการแข่งรถม้าก็ถือกำเนิดขึ้นในอีก 8 ปีต่อมา แต่ที่ฮาร์ดคอร์ก็คือเมื่อ 648 ปีก่อนสากลศักราช ‘แพนเครเชียม (Pancratium) หรือในภาษากรีกโบราณอ่านว่า: แพนเครเชียน (Pankration)’ เกมการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่รวมทั้งมวยปล้ำ มวย และการวิวาทเข้าไว้ด้วยกัน อนุญาตให้ซ้ำคู่ต่อสู้ที่ลงไปนอนกับพื้นได้ แต่ห้ามกัดและเอานิ้วจิ้มตาคู่แข่ง

ช่วงระหว่าง 632-616 ปีก่อนสากลศักราช เด็กชายในยุคนั้นได้รับโอกาสให้เข้ามาแข่งในรุ่นเยาวชน หลังจากนั้นชนิดกีฬาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีการแข่งวิ่งในชุดเกราะ การชิงชัยของผู้ถือสารและผู้เป่าแตรประกาศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม โอลิมปิกยุคกรีกโบราณในขณะนั้นยังไม่ได้มีความหลากหลายนัก นอกจากชนิดกีฬาและประเภทกีฬาที่กล่าวไป กีฬาอื่นๆ เช่น กีฬาประเภททีม และกีฬาที่ใช้ลูกบอลก็ไม่ได้ถูกนำมาแข่งขันแต่อย่างใด

มาถึงช่วงศตวรรษแรกๆ การแข่งขันโอลิมปิกถูกจัดมาชิงชัยกันแค่วันเดียว หลังจากนั้นก็ขยายขึ้นเป็น 4 วัน โดยวันที่ 5 เป็นพิธีเฉลิมฉลองมอบรางวัลและพิธีปิด ทั้งนี้ ในการแข่งขันส่วนใหญ่ นักกีฬาจะมากับชุด ‘เปลือยเปล่า’

โดยการแข่งขันแบบโล่งโจ้งนี้ มีหลากทฤษฎีที่อธิบายถึงเหตุผลของกฎกติกาดังกล่าว ทั้งทฤษฎีนอกรีต (กลุ่มนอกรีตก็จะบอกว่าเป็นการแสดงถึงความสามารถในการควบคุมตนไม่ให้อวัยวะเพศแข็งตัวในที่สาธารณะ) จนถึงหลักมานุษยวิทยา ศาสนา และคำอธิบายทางสังคม ที่วิเคราะห์จุดประสงค์ออกมาได้หลายประเด็น อย่างเช่น เปลือยเพื่อการขอพร, เปลือยเพื่อเป็นการครองตนหลังจากการล่าสัตว์และเก็บเกี่ยว, เปลือยเพื่อปัดภยันตราย บ้างก็ว่าการเปลือยในที่สาธารณะเป็นหนึ่งในการแต่งกายของชนชั้นสูงในขณะนั้น

ที่นักประวัติศาสตร์อ้างอิงถึงทฤษฎีที่ค่อนข้างคลุมเครือนี้ ก็เพราะว่าแม้ในสังคมยิว-คริสต์ (Judeo-Christian) การเปลือยเปล่าอาจจะเป็นสิ่งอื้อฉาว แต่ในยุคกรีกโบราณกลับไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย โดยเฉพาะการแก้ผ้าของผู้ชาย อย่างไรก็ตาม คำอธิบายถึงเหตุผลของการแก้ผ้าแข่งขันของนักกีฬากรีกโบราณดูจะไม่ค่อยมีใครหาคำตอบเพิ่มเติมในยุคหลัง

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งของโอลิมปิกเกมส์ในยุคโบราณก็คือ ในทางเทคนิคแล้วชาวกรีกที่เกิดมาเป็นไทมักจะไม่ค่อยได้ร่วมแข่งขัน โดยมากจะเป็นนักกีฬาจากดินแดนอาณานิคมของกรีกในเวลานั้น เช่น มาจากคาบสมุทรอิตาลี, ภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และแอฟริกา โดยพอมาถึงตอนนี้ก็เกิดอาชีพนักกีฬาขึ้น ซึ่งพวกเขาจะฝึกฝนเพื่อเข้าแข่งขันแบบฟูลไทม์อย่างจริงจังเพื่อล่ารางวัลชนะเลิศที่นอกเหนือจากพวงมาลาและมาลัยแล้ว ผู้ชนะมักจะได้รับการยกย่องในวงกว้าง และมักจะได้รับการปรนเปรอเป็นอย่างดีจากบ้านเกิดอีกด้วย

วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวของ 5 กีฬาในยุคโบร่ำโบราณ ย้อนกันไปตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณกันเลย จะมีกีฬาอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันค่ะ

1.การแข่งขันรถม้า ( อียิปต์โบรา​ณ )

ในสมัยอียิปต์นั้น รถม้าได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการแข่งนั้นจะนำรถม้าไปผูกเข้ากับม้า แข่งกันทั้งความเร็ว รวมไปถึงการใช้ล่าสัตว์อีกด้วย  รถม้ายังสามารถดัดแปลงเข้ากับการแข่งขันยิงธนูบนหลังม้าซึ่งจะเห็นได้ตามโบราณสถานเก่าแก่ที่หลงเหลือมาในอียิปต์ นับว่าเป็นกีฬาสันทนาการที่น่าตื่นเต้นของชนชาติขึ้นชื่อว่ารุ่งเรืองในยุคสมัยนั้นค่ะ

2.  Gladiator ( ยุคโรมัน ) 

ใครที่ได้เคยดูหนังเรื่องดังอย่าง Gladiator คงจะเคยเห็นนักรบที่ถือหอกออกมาสู้กันในอัศจรรย์รูปวงรี มีคนส่งเสียงเชียร์  ใช่แล้วค่ะ การต่อสู้แบบ Gladiator กับสัตว์ร้าย เช่น สิงโต นั้นถือเป็นกีฬายอดฮิตในสมัยโรมัน มีการสร้างอัศจรรย์ขึ้นมาเพื่อจัดการต่อสู้ โดยผู้ที่จะมาเป็นคนต่อสู้นั้นส่วนใหญ่เป็นทาสค่ะ หากสู้ชนะก็จะได้ไปต่อ และถ้าแพ้ก็จะโดนสังหารโดยคู่ต่อสู้  นับว่าเป็นเกมที่โหดใช่ย่อยเลยค่ะ

3.Jousting การแทงหอกบนหลังม้า ( ยุคกลาง )

ในยุคที่อัศวินเฟื้องฟู คงจะนึกออกกันนะคะ เพราะมีหนังหลายเรื่องที่เล่าเรื่องในสมัยยุคกลาง  โดยในยุคนั้น มีกีฬาชนิดหนึ่ง ที่ละเล่นกันโดยการจะมีอัศวินสองฝั่ง วิ่งมาเผชิญหน้ากันโดยในมือนั้นจะมีหอกเพื่อแทงให้คู่ต่อสู้ตกลงจากหลังม้า แต่จะใส่เกราะเหล็กกันทั้งสองฝ่ายนะคะ  หากสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องได้รับเชิญเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องมีชื่อเสียง หรือเป็นราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้นค่ะ

4.  เกมบอลของชาวมายัน ( มายันโบราณ )

ชนชาติมายันนั้นรุ่งเรืองมากในโลกฝั่งลาตินอเมริกา  ขึ้นชื่อเรื่องการบูชายัญจ์ สิ่งก่อสร้างรูปร่างคล้ายปิระมิด ซึ่งภายหลังชาวมายันก็ได้หายไป ก่อให้เกิดความสงสัยแก่นักโบราณคดีนักทิ้งไว้เพียงสิ่งก่อสร้างและความรุ่งเรืองในอดีต  กีฬาที่นิยมเล่นในสมัยนั้นคล้ายกับฟุตบอล ซึ่งจะแบ่งทีมเล่นและพยายามแตะให้บอลลงห่วงที่สร้างไว้บนผนังกำแพงเป็นรูใหญ่ ๆ ซึ่งบางทีกีฬาชนิดนี้ก็นิยมละเล่นเพื่อการบูชายันต์ รวมไปถึงเหตุผลด้านความเชื้อของคนในสมัยนั้นค่ะ

5.  การล่าสิงโต ( จักรวรรดิอัสซีเรีย )

ชนชาติอัสซีเรียนั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายทารุณในสมัยโบราณ  โดยพวกเขานั้นอยู่ในลุ่มแม่น้ำไทกริส ดินแดนที่ชื่อว่าเมโสโปเตเมีย  รุ่งเรือง และเจริญทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภาษา พวกเขานั้นนิยมละเล่นกีฬาที่สามารถเห็นได้ตามผนังโบราณสถานที่หลงเหลือมาในยุคธรรมดานั้นคือ  การล่าสิงโตนั้นเป็นกีฬาของชนชั้นสูง ในหมู่กษัตริย์ สืบทอดต่อ ๆ กัน ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง เเข็งแรง ให้สามารถปกครองประชาชนได้อย่างผาสุก  รวมทั้งเหตุผลด้านศาสนาและความเชื่อ เพื่อบูชาแก่เทพเจ้าในยุคนั้น ๆ นั่นเองค่ะ

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo