11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

 

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้จริงสำหรับเหตุการณ์ต่างๆ 11 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนัง วันนี้แอดเลยจะขอยกเหตุการณ์อันอื้อฉาวในวงการลูกหนังโลกมาให้ทุกคนได้ลำลึกกัน 

แอดได้นำทั้ง 11 เหตุการณ์ อื้อฉาว ฟุตบอลโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่ามีเหตุการ์ณอะไรที่น่าสนใจและได้เกิดขึ้นกับการแข่งฟุตบอลโลกกันบ้าง เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

 

1.เฮดบัทสะท้านโลกของซีดาน (เยอรมัน : 2006)

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

 

ทุกคนคงจำเหตุการณ์นี้กันได้อย่างติดตาติดใจ รอบชิงฟุตบอลโลก 2006 กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสอย่าง ซีเนอดีน ซีดาน ทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น จากการที่เขา เจตนาใช้หัวพุ่งชนหน้าอกของ มาร์โก มาเตรัซซี กองหลังทีมชาติ อิตาเลียน จนลงไปนอนกองกับพื้น ทำให้ โฮราซิโอ เอลิซอนโด้ ผู้ตัดสินชาวอาร์เจนตินา ชักใบแดงไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 110 ก่อนที่ฝรั่งเศส จะพ่ายการดวลจุดโทษต่ออิตาลี 3-5 หลังการเล่นในเวลา 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ได้เพียงรองแชมป์โลก และถือเป็นการปิดฉากของ “ชิซู” ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลกนับตั้งแต่สิ้นยุคของ ดิเอโก้ มาราโดนา

ขณะที่ โดเมเนช ยังออกมาระบุว่า สาเหตุที่ซีดานต้องถูกใบแดงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะว่า เขาได้รับทราบมาจาก หลุยส์ เมดินา คันเตเลโญ่ ผู้ตัดสิน ที่ 4 ชาวสเปน ดูภาพช้าจากจอมอนิเตอร์แล้วไปฟ้อง โฮราซิโอ เอลิซอนโด้ เนื่องจากผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสินในสนามมองไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งตอนนั้นนับว่าผิดกฎของฟีฟ่า ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ตัดสินดูภาพช้าเพื่อประกอบการตัดสินใจ ขณะที่ จิอันลูก้า ซามบร็อตต้า แบ็คขวาของอิตาลี กล่าวว่า เขาไม่ได้แปลกใจเกี่ยวกับการกระทำของ ซีดาน เนื่องจากเขาเห็นอาการโมโหแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง

 

2.เกาหลีใต้ – อิตาลี (เกาหลีใต้ : 2002)

 

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

 

เป็นโชคร้ายของ อิตาลี หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ที่พาตัวเองเข้ามาเป็นที่ 2 ของกลุ่ม G และในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นสายไม่หนัก สามารถเข้าเป็นที่ 1 ได้แบบ สบายๆ แต่เมื่อเข้าเป็นที่ 2 พวกเขาต้องไปเจอกับเจ้าภาพ เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นแชมป์กลุ่มของสาย D และคงไม่มีใครคิดอย่างแน่นอนว่าเจ้าภาพจะเอาอะไรมาสู้กับ อิตาลี ที่เคยเป็นอดีตแชมป์โลกมาแล้ว

“เกมอัปยศ” ได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากเสียงนกหวีดดัง เมื่อ ผู้ตัดสิน ไบรอน โมเรโน ชาวเอกวาดอร์ ร่วมกับผู้ช่วยผู้ตัดสินอีกสองคน ได้ทำให้มนต์ขลังของเกม ฟุตบอลโลก นั้นเสื่อมลงไป พวกเขาทำทุกวิธีทางเพื่อให้เจ้าภาพได้เปรียบ จนนักเตะอิตาลีบ้าคลั่งสุดๆ คอยจะมีปากเสียงกับกรรมการแทบตลอดทั้งเกม และเป็น เกาหลีใต้ อาศัยช่วงที่ อิตาลี เสียสมาธิ ตามตีเสมอได้ในช่วงนาทีสุดท้าย ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องต่อเวลาพิเศษ โดยใช้ระบบโกลเด้นโกลด์ ใครยิงเข้าก่อนชนะไปเลยและช่วงไคลแม็กซ์สำคัญก็เกิดขึ้น เมื่อ ฟรานเชสโก ตอตติ ลากเดี่ยวเข้าไปหาประตู แล้วถูกทำฟาวล์ในเขตโทษและแทนที่จะได้ลูกจุดโทษ แต่ผู้ตัดสินกลับให้ใบเหลืองที่ 2 เป็นใบแดงแก่ดาวยิง อาแอส โรม่า โทษฐานพุ่งล้ม แถมเจ้าภาพยังมาได้ประตูชัย ซึ่งว่ากันว่ากรรมการมีส่วนช่วย ทำให้ เกาหลีใต้ ชนะ อิตาลี 2-1 และยังมาทำเรื่องอื้อฉาวแบบนี้กับ สเปน ในรอบต่อมาอีกด้วย

ผลจาก “เกมอัปยศ” สร้างความบาดหมางให้กับสองประเทศเป็นอย่างมาก ถึงขั่นลีกฟุตบอลในอิตาลี “บอยคอต” ไม่ต้อนรับนักเตะจากเกาหลีใต้เข้ามาค้าแข้งในอิตาลี ส่วนผู้ตัดสินชาวเอกวาดอร์นั้น อิตาลี ขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

 

3.ประตูแห่งความตาย (สหรัฐ : 1994)

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะแข่งขัน แต่มันเป็นผลสืบเนื่องของเกม เมื่อ อันเดรียส เอสโคบาร์ กองหลังทีมชาติโคลัมเบียสกัดบอลเข้าประตูตัวเอง ในเกมที่จะกับ สหรัฐอเมริกา ซึ่งผลการแข่งขันในวันนั้นจบลงด้วยการที่ สหรัฐ ชนะ โคลัมเบีย 2-1 และ โคลัมเบีย เป็นฝ่ายตกรอบแรก หลังจากทัพ โคลัมเบีย เดินทางกลับบ้านเกิด ในคืนวันที่ 2 กรกฎาคม 1994 เอสโคบาร์ ปราการหลังที่สกัดบอลเข้าประตูตัวเอง เดินออกมาจากผับแห่งหนึ่ง โดยพยานในที่เกิดเหตุให้การกับตำรวจว่า มีคนร้ายดักซุ้มอยู่ และได้ตะโกนคำว่า Gol (Goal) ก่อนที่จะกระหน่ำยิงเขาจนเสียชีวิตคาที่

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ช็อคแฟนบอลทั่วโลกเป็นอย่างมาก เพราะแค่ความผิดพลาดในเกมกีฬา แต่คนหนึ่งต้องมาจบชีวิตลงด้วยความป่าเถื่อนนี้ โดยที่สื่อมวลชนจากหลายประเทศได้วิเคราะห์ข่าวว่า ความตายของ เอสโคบาร์ น่าจะมีอิทธิผลมาจากกลุ่ม มาเฟียยาเสพติดในประเทศ โคลัมเบีย เนื่องจากพวกเขาโกรธแค้นที่ต้องเสียเงินให้กับการพนัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับคนร้ายได้ คือ นายอุมเบอร์โต มูนอซ เป็น เจ้าหน้าที่รปภ.แห่งหนึ่ง โดยทาง มูนอซ ให้การว่า ที่เขาทำไปเพราะความโกรธแค้นที่ เอสโคบาร์ ทำเข้าประตูตัวเอง ไม่ได้มีคนอยู่เบื้องหลังแต่อย่างใด มูนอซ ถูกตัดสินจำคุก 43 ปี และได้ลดโทษกึ่งหนึ่งที่สารภาพ ทำให้เหลือจำคุก 26 ปี แต่ล่าสุดมีรายงานว่าเขาได้รับการปล่อยตัวแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2005

 

4.ศอกของเลโอนาร์โด (สหรัฐ : 1994)

บราซิล ต้องมาเจอกับสหรัฐอเมริกา เจ้าภาพ รอบสองของฟุตบอลโลก 94 ซึ่งใครๆก็คิดว่า สหรัฐฯ คงไม่รอดพ้นบราซิลมหาอำนาจลูกหนังในขณะนั้นไปอย่างแน่นอน แต่ไม่เลย รูปเกมในวันน้้นออกมาสูสีกันมากและก่อนจะหมดเวลาครึ่งแรก รามอส นักเตะสหรัฐเข้าไปยื้อแย่งบอลด้านหลัง เลโอนาร์โด กองกลางตัวเก่งของ บราซิล จังหวะต่อมา เลโอนาร์โด ชักศอกกลับมาใส่ รามอส เข้าเต็มขมับ ซึ่งจะเจตนาหรือไม่เจตนาทำร้ายคู่ต่อสู้อย่างไรก็ไม่รู้ เหตุการณ์นี้ทำให้ แท็บ รามอส กะโหลกศีรษะร้าว ต้องนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

การกระทำของ เลโอนาร์โด ทำให้เขาถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม และทาง “ฟีฟ่า” ประกาศลงโทษเขาขั้นรุนแรงแบบที่ไม่มีใครเคยเจอมาก่อน คือ ห้ามลงแข่งขัน 8 นัด นั้นหมายความว่า ถ้าหาก บราซิล เข้าชิงฯ เขาก็ไม่สามารถลงเล่นได้ (บราซิลได้เข้าชิงฯ และคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปีนั้น) และทาง แท็บ รามอส รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แถมยังกลับมาเล่นฟุตบอลได้ตามปกติ

 

5.หัตถ์พระเจ้า (เม็กซิโก : 1986)

 

 นับว่าเป็นช็อตที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก รวมถึงกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับความ “เจ้าเลห์” ของ ดีเอโก้ มาราโดน่า รวมถึงกระแสการ “เหยียด” ผู้ตัดสินจากโลกที่สามตามมาอีก เพราะคนดูในสนามเห็นจังหวะนี้ทั้งหมด แต่มีเพียงคนเดียวที่ไม่เห็นมันของกรรมการ อาลี เบนนาเซอร์ ชาวตูนีเซียและความอื้อฉาวในเหตุการณ์นี้ไม่ได้โทษ “การตัดสินที่ผิดพลาด” ไปเสียทั้งหมด เนื่องจากคนที่ทำมันคือนักเตะหมายเลขหนึ่งของโลกในเวลานั้น ลองนึกดูว่าถ้าหากเป็นนักเตะที่ไม่ดังทำอะไรแบบนี้ ก็คงมีการพูดถึงกันไม่กี่วัน และถ้าสังเกตุภาพช้าประตูของ มาราโดนา เขาหันหลังวิ่งกลับไป และเหลือบไปมองผู้ช่วยผู้ตัดสินแวบหนึ่ง ทุกอย่างมันเป็นปกติก่อนที่เขาจะกระโดดดีใจแบบเนียนๆ และเป็นที่มาของ “หัตถ์พระเจ้า” อันเลื่องลือ

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

 นับว่าเป็นช็อตที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก รวมถึงกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับความ “เจ้าเลห์” ของ ดีเอโก้ มาราโดน่า รวมถึงกระแสการ “เหยียด” ผู้ตัดสินจากโลกที่สามตามมาอีก เพราะคนดูในสนามเห็นจังหวะนี้ทั้งหมด แต่มีเพียงคนเดียวที่ไม่เห็นมันของกรรมการ อาลี เบนนาเซอร์ ชาวตูนีเซียและความอื้อฉาวในเหตุการณ์นี้ไม่ได้โทษ “การตัดสินที่ผิดพลาด” ไปเสียทั้งหมด เนื่องจากคนที่ทำมันคือนักเตะหมายเลขหนึ่งของโลกในเวลานั้น

ลองนึกดูว่าถ้าหากเป็นนักเตะที่ไม่ดังทำอะไรแบบนี้ ก็คงมีการพูดถึงกันไม่กี่วัน และถ้าสังเกตุภาพช้าประตูของ มาราโดนา เขาหันหลังวิ่งกลับไป และเหลือบไปมองผู้ช่วยผู้ตัดสินแวบหนึ่ง ทุกอย่างมันเป็นปกติก่อนที่เขาจะกระโดดดีใจแบบเนียนๆ และเป็นที่มาของ “หัตถ์พระเจ้า” อันเลื่องลือ

 

6.ผู้รักษาประตูมีสิทธิ์ป้องกันตัวเอง (สเปน : 1982)

 

 

โทนี่ ชูมัคเกอร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมัน กับจังหวะป้องกันประตู พร้อมกับ “ป้องกันตัวเอง” ยังไงไม่รู้ทำให้ พาทริก บาติสตอง กองหลัง ทีมชาติฝรั่งเศส ฟันหักถึง 3 ซี่ และอาการหนักถึงขั้นที่ว่าต้องนอนรักษาตัวในห้อง ไอซียู อยู่หลายวันเลยที

เดียว แน่นอนว่า ชูมัคเกอร์ ได้รับฉายาว่า “นายทวารจอมโหด” ทันที หลังจากการเข้าชาร์จรุนแรงในจังหวะนั้น และภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปเลย เขากลับบอกว่ามันคือ “สิทธิ์” ของผู้รักษาประตูในการป้องกันตัวเอง

ความร้าวฉานยังคงไม่หยุดแค่นั้น เมื่อ ชูมัคเกอร์ ได้เขียนหนังสือชีวประวัติตัวเอง และมีเนื้อหาพาดพิงว่า มีนักเตะในบุนเดสลีกากว่า 90% เคยเสพยาเสพติด ทำให้สร้างความไม่พอใจแก่คนในวงการฟุตบอลเยอรมันเป็นอย่างมาก และตัวเขาเองถูกต่อต้านจนเล่นใน บุนเดสลีกา ไม่ได้ ต้องย้ายหนีไปเล่นในตุรกี นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่มีชื่อในทีมชาติเยอรมันอีกเลย

 

7.คนรวยทำอะไรก็ได้ (สเปน : 1982)

 

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

 

การแข่งขันรอบแรกของสาย D ซึ่งเป็นการแข่งระหว่าง ฝรั่งเศส กับคูเวต ขณะฝรั่งเศสนำอยู่ 3-1 และฝรั่งเศสมาได้ประตูที่ 4 จาก อแลง กีแรส ทว่านักเคะ คูเวต หยุดเล่นเพราะคิดว่าเป็นจังหวะฟาวล์ แต่ มิโรสลาฟ สตูปาร์ กรรมการชาวรัสเซียเป่าให้ลูกนี้เป็นประตู ทำให้ ฟาฮิด อัล-อาเหม็ด อัล-ซาบาห์ พระอนุชา ของเจ้านครคูเวต ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอล คูเวต ในเวลานั้น เดินลงสนามเข้าไปประท้วง และมีการคู่จะนำนักเตะทั้งหมดออกจากสนาม หากยังไม่มีการกลับคำตัดสิน

นายกสมาคมฟุตบอล คูเวต ยืนประท้วงอยู่เป็นเวลานาน โดยที่ไม่มีใครกล้าไปนำตัวเขาออกจาก เนื่องจากเป็นคนที่มีเชื้อสายราชวงศ์ชั้นสูง แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายมาขอร้องแล้ว แต่ท่านก็ยังคงไม่ยอม จนเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อผู้ตัดสินกลับคำตัดสิน ยกเลิกประตูที่ฝรั่งเศสยิงได้ ทำให้ ชีค ฟาฮิด จึงยอมเสด็จออกจากสนาม

อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันในวันนั้น ฝรั่งเศส เป็นฝ่ายเอาชนะไป 4-1 อยู่ดี และผลจากการกระทำของผู้ตัดสินทำให้ฟีฟ่า ประกาศลงโทษยึดใบอนุญาตการเป็นผู้ตัดสินของฟีฟ่าทันที ขณะที่ ฟาฮิด ถูก ฟีฟ่า ปรับเงินไป 8,000 ปอนด์ ท้ายที่สุดแล้ว พระองค์สิ้นพระชนม์ในปี 1990 ในเหตุการณ์อิรักบุกยึดคูเวต

 

8.เยอรมัน-ออสเตรีย (สเปน : 1982)

ราบาห์ มัดเจอร์ ดาวยิงแอลจีเรีย ผู้ที่เผด็จศึกทัพ “อินทรีเหล็ก” จนเป็นที่มาอีกหนึ่ง “เกมอัปยศ” ระหว่าง เยอรมัน-ออสเตรีย แมทช์พลิกล็อคช็อคโลกที่สุดในฟุตบอลโลก คงหนีไม่พ้น เยอรมันตะวันตกแพ้แอลจีเรีย 1-2 เนื่องจากความพ่ายแพ้ในเกมนี้ ทำให้พวกเขาต้องเอาชนะ 2 นัดที่เหลือให้ได้ โดยมีทีมร่วมสายอย่าง แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ ชิลี และนับว่าเป็นกลุ่มที่มีคะแนนสูสีเบียดสู้กันที่สุด โดยมี ชิลี เป็นทีมแจกแต้มชั้นดีในเวลานั้น แพ้รวด 3 นัด

ซึ่งนัดสุดท้าย แอลจีเรีย สามารถเอาชนะ ชิลีไปได้ 3-2 ทำให้แอลจีเรียมี 4 แต้ม ยิงได้ 5 เสีย 5 ขณะที่เยอรมัน ต้องเจอกับ ออสเตรีย ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแรก โดยเยอรมัน แข่ง 2 ชนะ 1 แพ้ 1 มี 2 แต้ม ยิงได้ 5 เสีย 3 ส่วนออสเตรีย แข่ง 2 ครั้ง ชนะรวด ยิงได้ 3 ไม่เสียประตู ซึ่งตามรูปเกมแล้ว ถ้าเยอรมัน ชนะแค่ 1 ประตู ก็สามารถเข้ารอบต่อไปร่วมกับ ออสเตรียทันที และถ้าชนะเกิน 3 ประตู ออสเตรีย จะเป็นฝ่ายตกรอบ และ แอลจีเรีย เข้ารอบแทนและมันไม่แปลกที่ใครๆก็คิดว่า เยอรมันมีสิทธิ์เข้ารอบมีความเป็นไปได้อยู่แล้ว และเหตุการณ์สุดอัปยศก็เกิดขึ้น เมื่อเยอรมัน ยิงประตูในนาทีที่ 10 หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายแทบจะไม่ได้เล่นบอล เคาะบอลกันไปมาอยู่อย่างนั้น

ผู้ชมทั้งสนามส่งเสียงโห่ตลอดการแข่งขัน และรายนำธงชาติของทั้งสองทีมมาเผา หลังจากจบการแข่งขัน แอลจีเรีย ยื่นหนังสือประท้วงต่อฟีฟ่าอย่างเป็นทางการ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ให้ลงโทษปรับทั้งสองทีมตกรอบฐานมีส่วนเกี่ยวพันกัน แต่ฟีฟ่าไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องนั้นและ “ความเป็นธรรม” ที่ แอลจีเรีย เรียกร้องคือ ฟีฟ่า ออกกฎใหม่ว่า ในการแข่งขันนัดสุดท้ายของรอบแรกต่อจากนี้ไปทุกคู่จะต้องลงเตะในวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่ แอลจีเรีย ไม่ได้เป็นผู้ใช้มัน

 

9.เปรูล้มบอล (อาร์เจนตินา : 1978)

เป็นอีกครั้งหนึ่งต่อจากปี 1974 ที่รอบสองของฟุตบอลโลกไม่ได้ใช้ระบบ “น็อคเอาต์” แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เตะแบบพบกันหมด และทีมที่ได้คะแนนสูงสุด จะได้เข้าชิงชนะเลิศ โดย อาร์เจนตินา เจ้าภาพ ต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกับบราซิล คู่ปรับตลอดกาล ร่วมกับ โปแลนด์และ เปรู ทีมได้ที่ 1 จากรอบแรก และทั้ง บราซิล กับ อาร์เจนฯ ต่างก็ทำผลงานได้ดี เก็บชัยชนะมาได้ทั้งหมด เมื่อทั้งสองทีมมาเจอกับผลจบลงด้วยการเสมอ 0-0 ทำให้บราซิลแข่ง 3 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 ยิงได้ 6 เสีย 1 ส่วนอาร์เจนตินา แข่งไป 2 นัด ชนะ 1 เสมอ 1 ยิงได้ 2 ลูก ไม่เสียประตู ซึ่งหมายความว่า นัดสุดท้ายของอาร์เจนตินา จะต้องเอาชนะเปรู 4 ลูกขึ้นไป ถึงจะได้เข้าชิงชนะเลิศ

ตามสถานการณ์แล้วโอกาสเข้ารอบต่อไปของ อาร์เจนติน่า แทบไม่มี เพราะทีมอย่าง เปรู ก็ร้ายกาจอยู่พอสมควร แต่เมื่อเกมการแข่งขันเริ่มขึ้น กลิ่นไม่ดีก็โชยมา เพราะเปรูปล่อยให้อาร์เจนตินาบุกอยู่ฝ่ายเดียว จนยิงได้ถึง 6 ประตู หลังจากจบเกม ตามมาด้วยกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับ “เปรูล้มบอล”และมันมี 2 อย่างที่น่าสนใจคือ ผู้รักษาประตูของเปรูนัดนั้น มีเชื้อสายอาร์เจนตินา

ส่วนเรื่องที่ 2 มีการว่ากันว่า ผู้นำเผด็จการของอาร์เจนตินาได้ต่อสายตรง “คุยเรื่องลับ” กับผู้นำเปรู แลกกับความช่วยเหลือบางอย่าง แต่ที่แน่ๆงานนี้ คนบราซิเลียนช้ำใจสุดขีด และชาวอาร์เจนไตน์ชื่นมื่นกันถ้วนหน้า

 

11 เหตุการณ์ฉาวฟุตบอลโลก !!

 

10.ประตูปริศนาแห่งศตวรรษ (อังกฤษ : 1966)

 

 

ยังคงเป็นที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน กับ ลูกยิงชนคานกระทบพื้นของ เจฟฟ์ เฮิร์ส ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เยอรมันตะวันตก มีการถกเถียงกันว่า ลูกนั้นข้ามเส้นไปแล้วหรือยัง แต่ที่่แน่ๆ ผู้ตัดสินเป่าให้ลูกนั้นได้ประตู ทำให้อังกฤษ ขึ้นนำ เยอรมัน 3-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

อังกฤษ ยังมายิงเพิ่มอีก 1 ประตู เป็น 4-2 และคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียวในบ้านตัวเอง ท่ามกลางกระแสจากคนทั่วโลกเกี่ยวกับลูกยิงปริศนาลูกนั้น ซึ่งต่อมาก็ได้มีการนำภาพรีเพลย์มาวิเคราะห์ จนสรุปได้ว่า ลูกนั้น “ยังไม่ข้ามเส้น”

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายได้ออกมาเรียกร้องให้ฟีฟ่านำเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินลูกปัญหา จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ฟีฟ่าก็ยังคง “ไม่นำพา” ไม่ยอมให้นำ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสินในฟุตบอลโลกเลย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo