ไฮคิว มังงะสุดปัง สร้างแรงบันดาลใจให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปัง สร้างแรงบันดาลใจให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปัง สร้างแรงบันดาลใจให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปัง สร้างแรงบันดาลใจให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

อดีตเคยแกร่ง

 วอลเลย์บอล ถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีการเล่นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1896 และถูกนำเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดย เฮียวโซะ โอโมริ ศิษย์เก่าของ YMCA International Training School หรือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์ในปัจจุบัน

ทว่า แม้จะเป็น กีฬาจากต่างชาติ แต่มันก็ได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงแรกที่มาถึง ด้วยความที่มันเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็วและความว่องไวมากกว่าพละกำลัง ซึ่งเหมาะกับคนเอเชีย ทำให้ “ไฮคิว” หรือวอลเลย์บอลในภาษาญี่ปุ่น แพร่หลายไปทั่วแดนอาทิตย์อุทัย และเป็นกิจกรรมสันทนาการยอดฮิตของคนสมัยนั้น

จนกระทั่งในปี 1964 กีฬายอดนิยมของพวกเขา ก็ได้รับการบรรจุให้เป็นกีฬาชิงเหรียญในโตเกียว 1964 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโอลิมปิก และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ “แม่มดแห่งตะวันออก” ทีมวอลเลย์บอลหญิงญี่ปุ่น ที่ประกาศศักดา คว้าเหรียญทองไปได้ในครั้งนั้น (และอีก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดงในเวลาต่อมา)

ในขณะที่ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน พวกเขาประเดิมโอลิมปิกครั้งแรกด้วยการคว้าเหรียญทองแดงในปี 1964 และคว้าเหรียญเงินในอีก 4 ปีต่อมา ก่อนที่ในโอลิมปิก 1972 ที่มิวนิค พวกเขาจะไล่ตามทีมหญิงได้ทัน ด้วยการคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้สำเร็จ

แม้ว่าหลังจากนั้น ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น จะมีผลงานที่ตกลงไป แต่พวกเขาก็ยังอยู่แถวหน้าในวงการวอลเลย์บอลโลก ด้วยตำแหน่งรองแชมป์โลกในปี 1969 และ 1977 และอันดับ 3 ในศึกเวิลด์แชมเปี้ยนชิพในปี 1973 และ 1974 และไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิกที่บาร์เซโลนา 1992

อย่างไรก็ดี ทันทีที่ปฏิทินเปลี่ยนขึ้นปี 2000 ความยิ่งใหญ่ของทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น ก็เป็นเหมือนตำนานปรัมปรา เมื่อในโอลิมปิก 5 ครั้งหลังสุด พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่ปักกิ่ง 2008

มันคือยุคตกต่ำของวงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น และเกือบจะเป็นเช่นนั้นไปตลอด จนกระทั่งการมาถึงของมังงะที่ชื่อว่า “ไฮคิว”

“เพราะว่าเราไม่มีปีก ดังนั้นเราจึงพยายามหาวิธีที่จะบิน”

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น หลังต้านทานความแข็งแกร่งของ บราซิล เบอร์ 1 ของโลก และแชมป์เก่าไม่ไหว จอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิก โตเกียว 2020

อย่างไรก็ดี แม้ว่าญี่ปุ่นจะพ่ายไป 3 เซตรวด แต่หากได้ดูการแข่งขัน จะพบว่า “ริวจิน นิปปอน” 
สู้ได้อย่างสุดใจ ต่อกรกับบราซิลโดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์โลก ทั้ง ๆ ที่นี่คือการผ่านเข้ามาเล่นโอลิมปิกครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีของพวกเขา

และหนึ่งในเบื้องหลังที่ทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ก็คือ “ไฮคิว” มังงะวอลเลย์บอลยอดฮิตที่ช่วยปลุกกระแสให้กีฬาชนิดนี้กลับมาบูมอีกครั้ง

มันทำได้อย่างไร ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand

มังงะยอดฮิต

อันที่จริงวอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่อนุญาตให้ขึ้นเหนือเน็ตเพื่อบล็อกในปี 1965 ตลอดจนการเกิดตำแหน่ง ลิเบโร หรือตัวรับอิสระ ในปี 1998 ไปจนถึงการใช้ระบบ Rally point หรือฝ่ายชนะในการโต้ลูกจะได้แต้มโดยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเสิร์ฟในปี 1999

แน่นอนว่าแต่ละครั้งได้เปลี่ยนโฉมหน้าของกีฬาชนิดนี้ไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้วอลเลย์บอลกลายเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยความว่องไวและความดุดัน จนถูกเรียกว่า “วอลเลย์บอลสมัยใหม่”

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วอลเลย์บอลกลายเป็นวอลเลย์บอลสมัยใหม่ ทีมชายของญี่ปุ่นก็ไม่เคยขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดอีกเลย พวกเขากลายเป็นเพียงไม้ประดับในเวทีระดับโลกตลอดยุค 2000

ทว่าในขณะที่วงการวอลเลย์บอลชายของพวกเขากำลังซบเซาอย่างหนัก พวกเขาก็มามีความหวัง เมื่อมีมังงะวอลเลย์บอลเรื่องใหม่กำเนิดขึ้น ชื่อของมันคือ Haikyu!! หรือ ไฮคิว คู่ตบฟ้าประทาน ในภาษาไทย ผลงานจากปลายปากกาของ ฮารุอิจิ ฟุรุดาเตะ

มันคือเรื่องราวของ ฮินาตะ โชโย สมาชิกชมรมวอลเลย์บอลชายของคาราสุโนะ จังหวัดมิยางิ ที่แม้จะมีส่วนสูงเพียงแค่ราว 160 เซนติเมตร แต่หลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอล หลังได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “ยักษ์ใหญ่ตัวจิ๋ว” อดีตผู้เล่นคาราสุโนะ ที่ฮินาตะบังเอิญได้เห็นการเล่นของเขาผ่านหน้าจอทีวี

เขามีความฝันที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของวงการนี้ เพื่อล้างแค้น คาเงยามะ โทบิโอะ อดีตคู่แข่งตอนมัธยมต้นที่ไล่อัดโรงเรียนเขาอย่างขาดลอย แต่เจ้ากรรม ทั้งสองดันมาอยู่โรงเรียนเดียวกันตอนมัธยมปลาย ทำให้ทั้งสองต้องจับคู่กัน เพื่อพาคาราสุโนะ เจ้าของฉายา “อีกาที่บินไม่ได้” กลับไปสู่ความยิ่งใหญ่เสียก่อน

“ถ้านายเป็นราชาแห่งคอร์ท ฉันก็จะล้มนายและเป็นคนสุดท้ายที่จะยืนอยู่” ฮินาตะ บอกกับ คาเงยามะ

“ถ้าอยากจะล้มฉัน ก็จงแข็งแกร่งขึ้น” คาเงยามะ ตอบกลับ

ซึ่งแน่นอนว่าอุปสรรคของฮินาตะ ก็คือเหล่าคู่แข่งที่สูงใหญ่ แม้ว่าเขาเองจะมีแรงกระโดดที่เหลือล้น และปฏิกิริยาที่ว่องไว บวกกับฝีมือการเซตระดับอัจฉริยะของคาเงยามะ ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นเสาหลักในการโจมตีของทีม แต่ก็ยังมีกำแพงอีกมากมายที่พวกเขาต้องข้ามไป

ไฮคิว ได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่ปีแรกที่ตีพิมพ์ใน นิตยสารโชเน็นจัมป์ เมื่อเรื่องราวของพวกเขาเข้าไปครองใจนักอ่านอย่างจัง และมียอดขายรวมในปัจจุบันสูงถึง 50 ล้านเล่ม รวมทั้งถูกนำไปทำเป็นอนิเมะในปี 2014 จนผู้คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่ที่สำคัญที่สุด มังงะเรื่องนี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับวงการวอลเลย์บอลญี่ปุ่น

ปลุกกระแส “วอลเลย์บูม” 

แม้ว่าวอลเลย์บอล จะเป็นหนึ่งในกีฬายอดนิยมของชาวญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็ประสบปัญหาจำนวน
นักวอลเลย์บอลเยาวชนลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1977 แถมเลวร้ายอย่างหนักตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 เมื่ออิทธิพลของ สแลมดังค์ ได้ชิงตัวเหล่าผู้เล่นตัวสูงไปอยู่ชมรมบาสเกตบอลกันหมด

ใส่ใจทุกรายละเอียด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในจุดเด่นของไฮคิว ที่ทำให้มันโดนใจผู้อ่าน คือการเป็นมังงะกีฬาที่เน้น “ความสมจริง” เพราะแม้ว่าหลายตัวละครจะมีอาวุธที่เหมือนท่าไม้ตาย แต่มันก็อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

นั่นเป็นเพราะอาจารย์ฟุรุดาเตะ ผู้แต่งการ์ตูนเรื่องนี้เคยเล่นวอลเลย์บอลมาก่อนตอนเรียนมัธยมปลาย แถมเขายังรักในกีฬาชนิดนี้อย่างสุดหัวใจ จนทำให้เขาสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริงและลึกซึ้ง

“ย้อนกลับไปตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน ตอนมัธยมปลาย วอลเลย์บอลคือทุกสิ่งทุกอย่างของผม แต่ผมไม่เคยทำผลงานได้ดีที่สุดเลย และความรู้สึกที่ไม่เติมเต็มนั้นก็ไม่เคยหายไปจากตัวผม” ฟุรุดาเตะ อธิบาย

นอกจากนี้ มันยังทำให้เขาสามารถอธิบายกฎและศัพท์เทคนิคได้อย่างละเอียด และเป็นไปอย่างมีชั้นเชิงแนบเนียน จนทำให้แม้แต่คนที่ไม่เคยเล่นกีฬาชนิดนี้มาก่อน ก็สามารถทำความเข้าใจกับวอลเลย์บอลได้ไม่ยาก

มอบวิธีบิน

วอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่ส่วนสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ เพราะความต่างเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตรก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ และสิ่งนี้ก็ทำให้ ไฮคิว น่าสนใจ เพราะ ฮินาตะ โชโย ตัวเอกของเรื่องมีส่วนสูงเพียงแค่ 162 เซนติเมตร ทำให้เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ทริค และเทคนิคมากมาย เพื่อเอาชนะคู่แข่งที่มีความสูงมากกว่าเขา

ยกตัวอย่างเช่นในการเผชิญกับตัวบล็อกที่มีส่วนสูงถึง 2 เมตร ฮินาตะก็ใช้วิธีตบหลอก ซึ่งคือการตบบอลเบา ๆ แค่ให้สัมผัสคู่แข่งแล้วกระดอนกลับมา จากนั้นค่อยมาเซ็ตเกมใหม่ หรือการใช้ลูกหยอดพลิกแพลงสถานการณ์ที่คู่ต่อสู้คิดว่าต้องตบมาเต็มแรงแน่ ๆ

ทำให้มันเป็นเหมือนกำลังใจให้กับนักวอลเลย์บอลญี่ปุ่น เพราะแม้ว่าในยุคหลังพวกเขาจะมีผู้เล่นที่มีรูปร่างสูงใหญ่ แต่โดยรวมยังถือว่าตัวเล็กเมื่อเทียบคู่แข่งในระดับโลก

ไฮคิว จึงเป็นเหมือนแรงผลักดันให้ “ริวจิน นิปปอน” พยายามหาวิธีเอาชนะคู่แข่ง ที่หลายครั้งเป็นทริคเดียวกับในมังงะ เช่นการหยอดข้ามตัวบล็อก หรือการตบไปที่ท้ายคอร์ทหากคู่แข่งมาอออยู่ที่หน้าเน็ต รวมไปถึงการตั้งใจตบให้โดนมือตัวบล็อกให้บอลออก เป็นต้น

จบเพื่อเริ่มต้นใหม่

แม้ว่าท้ายที่สุดมังงะเรื่องนี้จะไม่สามารถทำให้ทีมชาติญี่ปุ่น คว้าเหรียญในโอลิมปิกได้ หลังพ่ายต่อบราซิลแชมป์เก่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่มันก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน

เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการผ่านเข้ามาเล่นในรอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปีของพวกเขา  แต่ “ริวจิน นิปปอน” ก็สามารถสู้กับเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo