ไขเหตุดีล นิวคาสเซิล ราชวงศ์ซาอุฯ ล่ม

ไขเหตุดีล นิวคาสเซิล ราชวงศ์ซาอุฯ ล่ม

ไขเหตุดีล นิวคาสเซิล ราชวงศ์ซาอุฯ ล่ม

ไขเหตุดีล นิวคาสเซิล ราชวงศ์ซาอุฯ ล่ม

ไขเหตุดีล นิวคาสเซิล ราชวงศ์ซาอุฯ ล่ม

ศาลอุทธรณ์คดีการแข่งขันทางการค้า เตรียมตัดสินคดี นิวคาสเซิล ฟ้อง พรีเมียร์ลีก กรณีขวางการเทคโอเวอร์ของกลุ่มทุนจากราชวงศ์แห่งซาอุดีอาระเบีย นำโดยเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

นิวคาสเซิล เชื่อว่านี่คือการขัดขวางโอกาสทางการลงทุนของสโมสรและลึก ๆ มีใครบางคนกำลังกลัวจะเสียอำนาจในวันที่พวกเขาเปลี่ยนมือเจ้าของ

ทว่าอีกฝั่งก็ยืนยันว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะภาพลักษณ์อันดีงามของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

เรื่องจริงจากการซื้อขายสโมสรอันยืดเยื้อนี้เป็นเช่นไร? ติดตามได้ที่นี่

รอวันนี้มาตั้งนาน

ไมค์ แอชลี่ย์ เศรษฐีชาวอังกฤษเจ้าของบริษัทอุปกรณ์กีฬาอย่างสปอร์ต ไดเร็กต์ ก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการ ฟุตบอล อังกฤษครั้งแรกในปี 2006 บทบาทของเขาคือการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรนิวคาสเซิลจาก เซอร์ จอห์น ฮอลล์ และหลังจากนั้นตำนานเจ้าของทีมที่ถูกแฟนบอลตัวเองเกลียดที่สุดก็ถือกำเนิดขึ้น

สิ่งที่ แอชลี่ย์ ทำหลังจากเข้ามาเทคโอเวอร์คือการตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นบิ๊กโฟร์ให้ได้ภายในเวลา 3-4 ปี จนกระทั่งหลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นไปตามที่คิด การทุ่มเงินซื้อนักเตะอย่าง มาร์ค วิดูก้า, โจอี้ บาร์ตัน, อลัน สมิธ, เฌเรมี่ เอ็นจิทัป และ โฆเซ่ เอนริเก้ รวมถึงอีกหลาย ๆ คนไม่สามารถบันดาลเเชมป์หรือแม้กระทั่งการเข้าใกล้ได้เลย แนวคิดการทำทีมจึงเริ่มเปลี่ยนไป

จากการพยายาม นำมาสู่การปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง เน้นทำทีมแค่ประคองเอาตัวรอดในลีก เพื่อรับค่าลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งทางการตลาดเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ทำให้แฟนนิวคาสเซิลเริ่มไม่ชอบเขา และมากจนถึงขั้นที่ใช้คำว่าเกลียดได้เลย เพราะหลังจากมีปฏิกิริยาจากแฟนบอล แอชลี่ย์ ก็เข้ามาชมเกมในสนามเหย้าน้อยมาก และการมาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้นั่งเชียร์ในพื้นที่ที่ปะปนกับแฟนบอลแบบที่เคยทำด้วย

ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตกุนซือของ นิวคาสเซิล ในช่วงปี 2017-18 เคยเล่าหลังจากที่เขาลาออกแล้วไปคุมทีมในลีกประเทศจีนว่า บรรยากาศการทำงานร่วมกับ ไมค์ แอชลี่ย์ นั้นแย่มาก กล่าวคือ แอชลี่ย์ แทบไม่สนใจการเข้าประชุมหรือคุยกันเรื่องแนวทางการทำทีมเลย โดยราฟาบอกว่า “1 เดือนที่จีน เขาเข้าประชุมกับบอร์ดบริหารมากกว่า 2 ปีที่ นิวคาสเซิล ด้วยซ้ำ”

เมื่อไม่มีความทะเยอทะยานแล้ว แอชลี่ย์ จะเป็นเจ้าของทีมไปเพื่ออะไร ? คำตอบเดียวที่ทุกคนรู้คือ เขารอวันที่จะขายต่อให้กับใครสักคนหากได้กำไรมากพอ เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมามีเศรษฐีหลากหลายเชื้อชาติที่นิยมเข้ามาซื้อสโมสรฟุตบอลและสร้างธุรกิจด้านนี้ เพียงแต่ว่าข้อแม้ของ แอชลี่ย์ ชัดเจนมาก นั่นคือ “ถ้าไม่มากพอเท่าที่ใจต้องการเขาก็จะไม่ขาย”

นั่นทำให้เขาทำให้แฟนนิวคาสเซิลฝันค้างมาหลายครั้ง เพราะเมื่อมีคนจะมาขอซื้อทีม แอชลี่ย์ ก็มักจะเจรจาด้วย แต่สุดท้ายก็พับการเจรจาทิ้งเป็นประจำ จนกระทั่งเดือนมกราคมปี 2017 คือเดือนที่แฟน ๆ นิวคาสเซิล ดีใจอย่างที่สุดในวันที่ ไมค์ แอชลี่ย์ ประกาศว่าเอาจริง เขาพร้อมจะขายสโมสรอีกครั้งด้วยราคา 300 ล้านปอนด์แถมหนนี้ อแมนด้า สเตฟลี่ย์ นักธุรกิจหญิงด้านอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของฉายา “แม่มดแห่งการเงิน” เป็นผู้มีเอี่ยวในการเจรจาด้วย ซึ่งสุดท้าย แอชลี่ย์ ก็ลากยาวการเจรจาไปนานถึง 3 เดือน และสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไม่ขาย ทำเอาแฟนสาลิกาดงฝันค้างกันเป็นแถบ ๆ

แอชลี่ย์ รอข้อเสนอที่หอมหวานพร้อม ๆ กับการบริหารทีมที่ไม่เคยเดินไปข้างหน้า และลากยาวมาได้จนถึงปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่แต่ละสโมสรเจอปัญหาการเงินอย่างสาหัสเนื่องจากมาตรการต่าง ๆ หลังการระบาดของไวรัส COVID-19

รายได้ก็หดหาย แฟนบอลก็ไม่ค่อยจะรัก แถมรายจ่ายก็มากขึ้น มันถึงเวลาแล้ว ทุกอย่างสุกงอมพอดิบพอดี หนนี้ อแมนด้า สเตฟลี่ย์ เข้ามาพบกับ แอชลี่ย์ อีกครั้ง แต่ในฐานะของผู้นำสารของกลุ่มทุนที่มีชื่อว่า The Saudi Fund (PIF) ที่มีความเกี่ยวข้องกับ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องการซื้อสโมสรนี้ด้วยเงินจำนวน 300 ล้านปอนด์

ไม่สมควร

การเจรจาครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วแตกต่างกับปี 2020 อย่างสิ้นเชิง สื่อทุกสำนักยืนยันว่าเสร็จแน่ เพราะหลังจากใช้เวลาในการเจรจาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ทั้งสองฝ่ายก็แทบจะจับมือตกลงกันได้เเล้ว ทางนิวคาสเซิลส่งเอกสารการโอนย้ายและเปลี่ยนเจ้าของจำนวนทั้งหมด 35 หน้าส่งให้ พรีเมียร์ลีก รับรอง

ทว่าในขณะที่ทุกอย่างพร้อม รอแค่พาดหัวข่าว Breaking! เท่านั้น พรีเมียร์ลีก กลับใช้เวลาถึง  1 เดือนหลังจากได้รับเอกสารทั้งหมดไป พวกเขาพิจารณาอะไรนานขนาดนั้น มันมีอะไรแปลก ๆ  หรือสิ่งไม่ชอบมาพากลหรืออย่างไร ?

ในระหว่างที่แฟนนิวคาสเซิลรออย่างใจจดใจจ่อ หลายคนถึงกับคิดว่านี่เป็นเฟคนิวส์ที่หลอกให้พวกเขาดีใจอีกเเล้ว แต่ความจริงมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นมาก เพราะทางพรีเมียร์ลีกได้รับความกดดันจากหลายฝ่าย โดยพวกเขาบอกว่าเจ้าชายบิน ซัลมาน ไม่มีคุณลักษณะตามกฎของการเป็นเจ้าของสโมสรในพรีเมียร์ลีก

หากจะว่าด้วยเรื่องกฎของการเป็นเจ้าของสโมสรพรีเมียร์ลีก หลัก ๆ แล้วจะเป็นกฎเรื่องเกี่ยวกับการเงิน เช่น ไม่มีการถือหุ้นของสโมสรอื่น ๆ ไม่มีการเกี่ยวข้องหรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือมีทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ (ต้องเข้ารับการตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินก่อนเป็นเจ้าของสโมสร) ทั้งฉ้อโกง คอร์รัปชัน และจงใจหลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น

แต่หลัก ๆ แล้วปัญหาของเจ้าชาย บิน ซัลมาน นั้นไม่ได้เกี่ยวกับกฎเรื่องการเงินเท่าไรนัก แต่มันเป็นกฎอีกข้อที่ว่าด้วยคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ว่าด้วยการไม่เคยทำผิดกฎหมายคดีอาญาหรืออยู่ในระหว่างพิจารณาคดี

เรื่องนี้เคยมีกรณีศึกษาเมื่อ ทักษิณ ชินวิตร เป็นเจ้าของสโมสร แมนเชสเตอร์ซิตี้ ทว่าในปี 2008 หรือในช่วงคาบเกี่ยวของการรัฐประหารปี พ.ศ.2549 และอยู่ในช่วงเวลาที่รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของกองทัพเข้าบริหารประเทศ ทักษิณ ก็มีคดีความในประเทศไทยหลังจากถูกตั้ง 4 ข้อหาจากศาลฎีกา และมีการตัดสินอายัดทรัพย์สินที่มี จนมีข่าวว่าพรีเมียร์ลีกจะต้องตรวจสอบความเหมาะสมในฐานะเจ้าของสโมสร ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ทักษิณ ก็ขายหุ้นสโมสรให้กับ อาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป จากยูเออี ของ ชีค มานซูร์ เป็นเงินถึง 210 ล้านปอนด์

คำถามคือเจ้าชายแห่งซาอุฯ ทำสิ่งใดลงไป ทำไมถึงมีใครอยากจะขวางทางการเป็นเข้าของสโมสรนิวคาสเซิล ? และใครเป็นคนต่อต้าน และกดดันให้ พรีเมียร์ลีก ปฏิเสธการเป็นเจ้าของทีม

ประการแรกคือ องค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเทคโอเวอร์ทีมนิวคาสเซิลของกลุ่มทุนซาอุดีอาระเบียว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต้องมัวหมอง

โดยทางแอมเนสตี้เชื่อว่าเจ้าชายแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นเจ้าของกลุ่มทุนที่จะเทคโอเวอร์นิวคาสเซิล เป็นผู้อยู่เหนือระบบเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวที่อ้างว่าราชวงศ์ซาอุฯ มีเรื่องราวเชิงลบมากมาย เช่นการพัวพันกับการสังหารจามาล คาชูจกิ นักข่าวคนดังที่เน้นเรื่องการเปิดโปงเรื่องราวเชิงลบของรัฐบาลซาอุฯ ขณะที่เป็นผู้ลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากการยืนยันของ CIA และการจับกุม 3 สมาชิกระดับสูงของราชวงศ์ซาอุฯ โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น

ผู้เสียหายลุกขึ้นสู้

การล้มดีลของเจ้าชาย บิน ซัลมาน หนนี้ ไม่ได้แค่ทำให้แฟน ๆ ของนิวคาสเซิลต้องฝันค้างอีกครั้งเท่านั้น มันทำให้ ไมค์ แอชลี่ย์ ที่ต้องการจะขายทีมแบบสุด ๆ ต้องฝันสลายด้วย เพราะเขารู้ดีว่าการ “พลาด” ในครั้งนี้จะส่งผลเป็นอย่างมาก เพราะหากปล่อยเวลาผ่านไป เขาจะไม่มีทางได้รับข้อเสนอในราคาที่ดีและเหมาะสมแบบนี้อีก

เรื่องนี้ทำให้ แอชลี่ย์ ต้องว่าจ้างบริษัท St James’ Holdings ตามสืบความจริงเบื้องหลังที่ทำให้ดีลการซื้อขายสโมสรต้องล่มลงไป ซึ่งหลังจากการสืบค้นข้อมูล ตัวแทนของ St James’ Holdings ที่มีชื่อว่า ดาเนี่ยล โจเวลล์ ก็เชื่อว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังยิ่งกว่าการขู่ของ beIN หรือ แอมเนสตี้ แน่นอน

โจเวลล์ อ้างว่า มีสโมรขนาดใหญ่ของลีกกดดันให้พรีเมียร์ลีกรีบตัดโอกาสในการขายทีมนิวคาสเซิลให้กับเจ้าชาย บิน ซัลมาน เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องของข่าวลือและความเหมาะสมที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เหล่าทีมยักษ์ใหญ่ยังเชื่อว่าข้อเสนอนี้จะทำให้นิวคาสเซิลเป็นทีมที่ร่ำรวยเกินกว่าเหตุ

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo