โหมโรง พรีเมียร์ลีก

โหมโรง พรีเมียร์ลีก

โหมโรง พรีเมียร์ลีก

โหมโรง พรีเมียร์ลีก

เหตุผลสำคัญที่สุด ที่ทำให้พรีเมียร์ลีกปีนี้ยิ่งน่าดูมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมันน่าจะเป็นซีซั่นที่หลายทีมดูจะมีศักยภาพลุ้นแชมป์กันมากที่สุดในรอบหลายปี
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคงถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะป้องกันแชมป์เอาไว้ได้อีกสมัย หลังจากที่พวกเขาสร้างมาตรฐานสุดยอด กวาดแชมป์ไปครองถึง 5 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 4 ฤดูกาลหลังสุด ทีมเรือใบสีฟ้าได้แชมป์ลีกไปถึง 3 ครั้ง และเป็นทีมเดียวที่ไม่เคยหลุดท็อปโฟร์เลยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ถึงแม้ตำนานดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสรอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ จะย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า แต่ถึงอย่างนั้น แมนฯ ซิตี้ แสดงให้เห็นตั้งแต่ซีซั่นก่อนแล้ว ว่าพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ได้แบบสบายๆ โดยที่หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ไม่ใช่ตัวหลักของทีมอีกต่อไป
ในฤดูกาลใหม่นี้ แมนฯ ซิตี้ เสริมทัพด้วยนักเตะค่าตัว 100 ล้านปอนด์คนแรกของเกาะอังกฤษอย่าง แจ็ค กรีลิช และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ดูเหมือนว่า แฮร์รี่ เคน อาจจะย้ายเข้าสู่ถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ด้วยอีกคนก่อนที่ตลาดซื้อขายจะปิดลงช่วงสิ้นเดือนนี้ เพราะรายงานข่าวหลายๆ สำนักระบุว่าทีมเรือใบสีฟ้าเอาจริง และพร้อมทุ่มเงินไม่ต่ำกว่า 120 ล้านปอนด์ เพื่อกระชากตัวจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
แน่นอนว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูจะเป็นทีมที่มาตรฐานนำหน้าคู่แข่งอยู่หลายก้าว แต่บรรดาทีมผู้ท้าชิง ก็ยกระดับตัวเองขึ้นมาอย่างน่าจับตามองเช่นกันในช่วงซัมเมอร์นี้

เชลซี ของ โธมัส ทูเคิ่ล แทบจะเป็นอีกทีมที่พร้อมสู้กับแชมป์เก่าได้แบบไม่ต้องเกรงกลัว เพราะเพิ่งเอาชนะซิตี้มาได้หมาดๆ ในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก
การได้อาวุธหนักอย่าง โรเมลู ลูกากู เข้ามาเสริมแดนหน้าด้วยค่าตัวสถิติสโมสร หลังจากที่ขุมกำลังตำแหน่งอื่นๆ สมบูรณ์พร้อมทดแทนกันได้ทุกตำแหน่งอยู่แล้ว จึงต้องบอกเลยว่าถ้าหากทีมแชมป์ยุโรปไม่ใช่เต็งหนึ่ง ก็ต้องเป็นเต็งสองเท่านั้น

อีกทีมที่น่าจับตาว่าในซีซั่นนี้จะยกระดับขึ้นมาตั้งเป้าว่า “พร้อมลุ้นแชมป์” เต็มตัวก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ในรอบ 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงแม้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ จะยังพาทีมไร้โทรฟี่ แต่สิ่งที่กุนซือชาวนอร์เวย์ทำได้ดีคือการทำให้ทีมเล่นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น มีรูปแบบการเล่นที่ดูมีทีมเวิร์คมากขึ้น และมีพัฒนาการในด้านการคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ โซลชาร์ อาจมีข้ออ้างจากเหล่าแฟนผีหลายๆ คนว่ายังมีขุมกำลังที่ไม่สมบูรณ์พร้อมทุกตำแหน่ง แต่สำหรับซีซั่นใหม่นี้ ถ้าจะไม่ตั้งเป้าหมายว่าต้องได้ลุ้นแชมป์ก็คงไม่ได้ ในเมื่อได้ตัวปีกขวาคุณภาพสูงอย่าง เจดอน ซานโช่ และหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่ดีที่สุดในโลกอย่าง ราฟาแอล วาราน เข้ามาแก้จุดอ่อนสำคัญแล้ว
แน่นอนว่าการเสียแชมป์ให้ทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ เชลซี คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่อย่างน้อยที่สุด การต่อสู้เพื่อแย่งชิงโทรฟี่พรีเมียร์ลีกของพลพรรคปีศาจแดงในฤดูกาลใหม่นี้ มันจะต้องเป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรี ต้องมีลุ้นแชมป์จนแมตช์ท้ายๆ ไม่ใช่โดนทำแต้มทิ้งห่างจนแฟนบอลต้องยอมตัดใจแต่เนิ่นๆ เหมือนช่วงที่ผ่านมาอีก

ส่วน ลิเวอร์พูล แม้จะเสียกองกลางคนสำคัญอย่าง จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ที่เลือกย้ายไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง แบบฟรีๆ และขุมกำลังหลักหลายๆ คนดูน่าห่วงว่ากำลังจะหมดช่วงพีคของอาชีพ แต่การได้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กลับมาคุมแผงหลัง โดยที่ตัวเลือกตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กน่าจะพร้อมใช้งานไม่ขาดแคลนแบบปีก่อน จะต้องทำให้สมดุลของทีมดีขึ้นแน่ๆ
ผมคิดว่าหงส์แดงผ่านช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มาได้แล้ว และอีกปัจจัยสำคัญมากๆ ที่จะทำให้พวกเขามีพลังมากขึ้นกว่าซีซั่น 2020-21 คือการได้บรรดา เดอะ ค็อป กลับเข้าแอนฟิลด์ ในแบบที่มากันเต็มอัฒจันทร์อีกครั้ง

นอกเหนือจาก 4 ทีมที่ผมมองว่ามีโอกาสลุ้นแชมป์มากกว่าใครๆ แล้ว ยังมีทีมม้ามืดอื่นๆ อีกหลายทีม ที่น่าสนใจว่าอาจจะเบียดขึ้นมาลุ้นโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้
เลสเตอร์ ซิตี้ มีลุ้นไป UCL จนถึงนัดสุดท้ายมาตลอด 2 ซีซั่นหลังสุด พวกเขาอาจจะดูมีขุมกำลังเป็นรองพวกทีมระดับท็อปโฟร์ แต่การได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการปราบเชลซี และโค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนได้ซิวโล่ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ แสดงให้เห็นว่าทัพจิ้งจอกไม่ใช่ทีมที่ใครจะมองข้ามได้
อาร์เซน่อล อาจจะหลุดออกจากพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี แต่การได้โฟกัสเกมในประเทศล้วนๆ โดยที่เก็บตัวหลักไว้กับทีมได้แทบทั้งหมด น่าจะทำให้พวกเขาตั้งสมาธิเพื่อกลับไปติด 4 อันดับแรกของลีกได้ง่ายขึ้น
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คืออีกทีมที่สามารถต่อสู้กับทีมใหญ่ๆ ได้ดี ถ้าพวกเขาสามารถเก็บ แฮร์รี่ เคน เอาไว้ได้ ก็น่าจะพร้อมสร้างปัญหาให้คู่แข่งลุ้นแชมป์หลายๆ ทีม เพราะปีนี้พวกเขาเสริมเซนเตอร์แบ็กดีกรีกองหลังยอดเยี่ยม เซเรีย อา ฤดูกาลล่าสุดอย่าง คริสเตียน โรเมโร่ ด้วย
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ทีมอย่าง แอสตัน วิลล่า ที่ใช้เงินค่าตัวของ แจ็ค กรีลิช ลงทุนในตลาดได้อย่างน่าสนใจ, ทีมอย่าง เอฟเวอร์ตัน ที่ได้กุนซือมือเก๋าอย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ เข้ามาคุม และทีมอย่าง เวสต์แฮม กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ทำผลงานได้น่าทึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ล้วนเป็นทีมที่ห้ามประมาทอย่างเด็ดขาดทั้งนั้น

นอกจากคุณภาพทีมต่างๆ และบรรยากาศจากแฟนบอลที่กลับเข้าสนามแบบคึกคัก ซึ่งจะทำให้มาตรฐานเกมการแข่งขันน่าติดตามชมขึ้นแล้ว ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2021-22 นี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องมาตรฐานการตัดสิน เพื่อลดข้อกังขาลงจากเดิมให้มากที่สุดด้วย
ประเด็นแรกคือเรื่องของวีเออาร์ ซึ่งฤดูกาลนี้จะถือเป็นซีซั่นที่ 3 ติดต่อกันที่เทคโนโลยีวิดีโอช่วยตัดสินจะเข้ามามีบทบาทหลักในการชี้ขาดจังหวะสำคัญๆ ของเกม
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ วีเออาร์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าทำลายความสนุกของการดูฟุตบอลลงไปเยอะ เพราะแทนที่จะทำให้เกมมีคุณภาพมากขึ้น กลับกลายเป็นสิ่งน่ารำคาญ หรือบางครั้งก็ค้านสายตาไปแทน
พรีเมียร์ลีกยืนยันว่า ในซีซั่น 2021-22 จะมีการปรับปรุงการใช้วีเออาร์ใน 2 การตัดสินสำคัญดังนี้

1. การชี้ขาดลูกล้ำหน้า

1.2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ เราได้เห็นประตูหลายๆ ลูกถูกริบอย่างน่าเจ็บใจ ด้วยจังหวะล้ำหน้าเพียงแค่รักแร้หรือปลายนิ้วเท้าเท่านั้น นั่นทำให้วีเออาร์ถูกแฟนบอลและบรรดากูรูวิจารณ์อย่างหนัก ว่ามันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลายฟุตบอลไปแทน
แต่ในฤดูกาล 2021-22 นี้ พรีเมียร์ลีกจะใช้การตีเส้นที่หนาขึ้นจากเดิม (thicker lines) เพื่อลดจังหวะล้ำหน้าแบบหยุมหยิม และจะช่วยให้การทำประตูที่ไม่ใช่จังหวะออฟไซด์ชัดเจนไม่โดนริบแบบพร่ำเพรื่ออีกต่อไป
อีกจุดที่พรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่จะแตกต่างจาก 2 ซีซั่นก่อนหน้านี้ ก็คือผู้ชมจากทางบ้านจะได้เห็นภาพการตัดสินจังหวะล้ำหน้าจากวีเออาร์ เพียงแค่ตอนที่ผลตัดสินชี้ขาดออกมาแล้วเท่านั้นว่าล้ำหน้าหรือเปล่า โดยจะไม่ได้เห็นการรีเพลย์ซ้ำๆ หรือตีเส้นแบบใช้เวลานานแบบที่คุ้นเคยกันอีกแล้ว

2. จับฟาวล์ในจังหวะที่ชัดเจนกว่าเดิม

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากสโมสรต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของวีเออาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มีการเรียกร้องไปยังผู้ตัดสิน
ไมค์ ไรลี่ย์ อดีตผู้ตัดสินชื่อดังของพรีเมียร์ลีก ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าสมาคมผู้ตัดสินอาชีพอังกฤษ (PGMOL) เผยว่า “ประสบการณ์ที่เราได้รับในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ก็คือพรีเมียร์ลีกเป็นทุกอย่างของการสัมผัสที่ชิงไหวชิงพริบและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”
“พวกเราได้สูญเสียกีฬาที่มีการสัมผัสแบบนั้นกันไปพอสมควร อาจเป็นเพราะการแทรกแซงของวีเออาร์ก็เป็นได้ ซึ่งประสบการณ์จากศึกยูโรครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่าคนดูจะประทับใจถ้าหากคุณปล่อยให้เกมลื่นไหล หรือถ้าคุณยอมรับได้ว่าการสัมผัสกันเพียงเล็กน้อยในบางจังหวะมันไม่ใช่การฟาวล์ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของเกม”
“และจากฟีดแบ้กที่เราได้รับจากสโมสรต่างๆ และบรรดานักเตะก็คือการให้เพิ่มระดับเกณฑ์การจับฟาวล์ขึ้นมาหน่อย ผู้ตัดสินไม่ต้องไปจ้องจับผิดทุกนาที แต่ให้พิจารณาจังหวะฟาวล์ด้วย 3 ปัจจัยแทน”
“3 ปัจจัยที่ว่าก็คือ มีการสัมผัสกันอย่างชัดเจนและเหมาะสมหรือไม่? การสัมผัสนั้นมีผลอะไร และทำให้ใครล้มได้จริงหรือเปล่า? หรือนักเตะจะใช้จังหวะสัมผัสนั้น เป็นแรงจูงใจเพื่อพุ่งล้มได้หรือไม่?”
“ถ้าหากคุณสัมผัสคู่แข่งอย่างชัดเจน และทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างชัดเจน นั่นคือสิ่งที่คุณจะถูกลงโทษ แต่จงปล่อยให้จังหวะหยุมหยิมอยู่ของมันอย่างนั้นไปซะ ไม่ว่าจะในสนาม หรือบนจอวีเออาร์”
ซึ่งจากคำพูดของ ไมค์ ไรลี่ย์ ทำให้เราน่าจะได้เห็นจังหวะจุดโทษเบาหวิวน้อยลง ตัวอย่างจุดโทษที่น่าจะไม่ได้ง่ายๆ ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ก็อย่างเช่นจังหวะที่ทีมชาติอังกฤษได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษของรอบรองชนะเลิศ ยูโร 2020 นัดที่พบกับ เดนมาร์ก ซึ่ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เจตนาทิ้งตัวล้มง่ายเกินไป

นอกจากวีเออาร์ และการปรับกติกาใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสการทำประตูให้เกมสนุกมากขึ้นแล้ว ในฤดูกาลใหม่นี้ พรีเมียร์ลีกยังได้ร่วมมือกับ Oracle Cloud บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลก ในการใช้เทคโนโลยีมาวิเคราะห์สถิติต่างๆ แล้วนำเสนอให้ผู้ชมได้รับข้อมูลที่ละเอียดอย่างน่าทึ่งมากขึ้นผ่านการถ่ายทอดสด
ในฤดูกาล 2021-22 พรีเมียร์ลีกจะมีการนำเสนอกราฟิกตำแหน่งการยืนโดยเฉลี่ยของนักเตะแต่ละทีม ว่าตอนที่ทีมได้ครองบอล ตำแหน่งการยืนมักเป็นอย่างไร แล้วตอนไม่ได้ครองบอล พวกเขาตั้งรับด้วยการจัดโซนแบบไหนบ้าง
นอกจากนั้นแล้ว Oracle Cloud ยังจะช่วยให้ผู้ชมพรีเมียร์ลีกได้รับรู้ในทุกๆ 10 นาที ว่าทีมที่บุกใส่มากกว่าอย่างแท้จริงคือใคร โดยจะนำเสนอเป็นแถบสีเหมือนหลอดในเกมต่อสู้ นอกเหนือจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์ครองบอลที่เราคุ้นเคยกันมานานหลายปี
ถือว่าพรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ที่กำลังจะเปิดฉากในคืนนี้ คงต้องมีอะไรที่น่าติดตาม และดูสนุกมากขึ้นกว่าปีก่อนมากอย่างแน่นอน

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo