โนวัค ยอโควิช

โนวัค ยอโควิช

โนวัค ยอโควิช

โนวัค ยอโควิช

โนวัค ยอโควิช

ก่อนโอลิมปิก โตเกียว 2020 จะเริ่ม แฟนเทนนิสลุ้นกันสุดๆ ว่า โนวัค ยอโควิช จะมาแข่งหรือไม่? เพราะนี่คือโอกาสที่เขาจะสร้างประวัติศาสตร์ทำสถิติความสำเร็จแบบที่ไม่เคยมีนักหวดลูกสักหลาดชายคนใดทำได้มาก่อน

โกลเด้นสแลม ” รออยู่ ภายใต้การแข่งขันที่เขาเป็นเบอร์ 1 และตัวเต็งเหรียญทอง ที่รายล้อมด้วยมือวางระดับท็อป 10 แค่ 3 คน (ไม่รวมตัวของเขา) แต่สุดท้ายอย่างที่เรารู้กัน “เขากลับบ้านมือเปล่า”

ชนะมาทั้งโลก เป็นต่อทุกกรณี เหตุใดโกลเด้นสแลมที่ดูแล้วน่าจะหมู ๆ กลับไม่เกิดขึ้น ?

กรณีเราไม่ได้พูดถึงในแง่ “คุณค่า” ของรายการระดับแกรนด์สแลม มาสเตอร์ซีรี่ส์ หรือ โอลิมปิก เพื่อมาวัดว่าใครเหนือกว่าใคร คำถามนี้เป็นคำถามโลกแตก ที่หากคุณถามว่าเหรียญทองโอลิมปิกกับแชมป์แกรนด์สแลมอะไรสำคัญกว่ากัน ? คำตอบคงจะขึ้นอยู่กับว่า คุณถามใคร ดังนั้นมันจึงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
มีการกล่าวกันว่านักเทนนิสระดับมือต้น ๆ ของโลก ไม่สนใจรายการโอลิมปิกและไม่ทุ่มเทเท่ากับที่พวกเขาลงแข่งขันในระดับแกรนด์สแลม หรือ มาสเตอร์ซี่รี่ส์ เพราะในโอลิมปิกมีให้แค่เหรียญรางวัล ไม่มีเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะ นอกจากนี้การเล่นในโอลิมปิกก็ไม่มีผลต่อการขยับอันดับมือวางของตัวเองด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราพบได้จากสถิติคือ นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา นักเทนนิสที่เคยคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกทั้งประเภทชายเดี่ยวและหญิงเดี่ยวในรอบ 21 ปีหลังสุด ก็ล้วนแต่เป็นนักกีฬาที่เคยสัมผัสมือวางอันดับ 1 ของโลกมาแล้วแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เยฟเกนี่ คาเฟลนิคอฟ จากรัสเซีย, ราฟาเอล นาดาล จากสเปน, แอนดี้ มาร์รี่ย์ จากสหราชอาณาจักร ขณะที่ฝ่ายหญิงก็มี 2 พี่น้อง วีนัส และ เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ ที่กวาดเหรียญทองให้กับทัพนักกีฬาสหรัฐอเมริกามาแล้ว
ดังนั้นสำหรับคำถามที่ว่า โอลิมปิก กับ แกรนด์สแลม สำหรับนักเทนนิสระดับโลก ทัวร์นาเมนต์ไหนสำคัญกว่ากัน ? คำตอบที่ถูกต้องที่สุดนั้นไม่มี แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะถามใครเท่านั้นเอง

นักกีฬาแต่ละคนล้วนมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป นักกีฬาระดับตัวท็อปที่ประสบความสำเร็จมามากมายตลอดอาชีพ บางคนจึงอยากพักเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับการแข่งขันระดับแกรนด์สแลมที่รออยู่ แต่บางคนก็ไม่ พวกเขามองเห็นเหรียญรางวัลในโอลิมปิกเป็นอีก 1 ความสำเร็จของอาชีพ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจมาลงแข่งในนามของทีมชาติ

สำหรับ โนวัค ยอโควิช จาก เซอร์เบีย โอลิมปิกครั้งนี้มีความสำคัญกับเขามาก ๆ เนื่องจากเขากำลังเข้าใกล้การทำสถิติ “โกลเด้นสแลม” หรือคือการเหมาทั้ง 4 แกรนด์สแลมในปีเดียว บวกกับการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในประเภทเดี่ยว ถามว่ายากไหม ? ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันยากสุด ๆ เพราะการทำโกลเด้นสแลมนั้นต้องรอระยะเวลาถึง 4 ปี จึงจะมีโอกาสลุ้นสักครั้ง
โกลเด้นสแลม เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1988 ที่ทำได้โดย สเตฟฟี่ กราฟ นักเทนนิสหญิงชาวเยอรมัน ขณะที่ในวงการเทนนิสชายยังไม่เคยมีใครทำได้ อังเดร อากัสซี่ ที่ว่าเจ๋ง, โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ หรือกระทั่ง ราฟาเอล นาดาล 2 สตาร์แห่งยุคก็ยังไม่เคยทำได้ (แม้นาดาลจะเคยทำโกลเด้นสแลมในอาชีพได้ แต่ก็ไม่ได้เกิดในปีเดียวกัน)

ดังนั้น สำหรับ ยอโควิช ในวัย 34 ปี นี้คือโอกาสที่เขาจะปักป้ายเป็นเบอร์ 1 ตลอดกาลหากว่าเขาทำสำเร็จ ดังนั้นก่อนที่โอลิมปิกจะเริ่มขึ้น แม้จะมีข่าวที่ทำให้แฟน ๆ เทนนิสต้องลุ้นกันว่า ยอโควิช จะลดค่าของโอลิมปิกด้วยการไม่มาแข่งขันในโตเกียวเกมส์ครั้งนี้หรือไม่ ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็มา พร้อมทั้งยืนยันว่า “ไม่ได้มาเล่น ๆ”
“ผมมั่นใจว่าผมสามารถจะเอาชนะในการแข่งขันโอลิมปิกได้ การตัดสินใจเข้าแข่งขันเกิดจากความรักชาติและความรู้สึกที่ผมมีต่อประเทศเซอร์เบีย ผมมีแรงบันดาลใจในการเล่นเทนนิสเสมอ และเชื่อว่าผมจะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในโอลิมปิกครั้งนี้” ยอโควิช กล่าวกับสื่อ MINA ของมอนเตเนโกร

ความจริงไม่ง่ายขนาดนั้น

ในการแข่งขันระดับแกรนด์สแลม เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นเหล่ามือวางอันดับสูง ๆ พลาดจากการเป็นแชมป์เท่าไรนัก ใน 20 ปีหลังวงการเทนนิสชายก็ยังคงวนเวียนอยู่กับ นาดาล, เฟเดอเรอร์ และ ยอโควิช อยู่เสมอ ทว่าในการแข่งขันโอลิมปิก เหล่านักเทนนิสระดับท็อปจะเสียเปรียบคนอื่นอยู่บ้างในแง่ของสมาธิ, พละกำลัง และสภาพร่างกาย

เจมส์ วอล์คเกอร์-โรเบิร์ตส์ จากเว็บไซต์ Eurosport ได้เขียนบทความที่ชื่อว่า “ยูเอส โอเพ่น หรือ โอลิมปิก ? นี่คือสิ่งที่ โนวัค ต้องเลือก ?”

ผู้เขียนชาวอเมริกัน ได้ยกเอากรณีของ แอนดี้ มาร์รี่ย์ นักเทนนิสจากสหราชอาณาจักร ที่เคยคว้าเหรียญทองชายเดี่ยวโอลิมปิกได้ถึง 2 สมัย ทว่าในระดับโลก มาร์รี่ย์ กลับไปไม่ถึงระดับที่นักเทนนิสยุคเดียวกันอย่าง ยอโควิช, นาดาล หรือ เฟเดอเรอร์ ทำได้เลย ซึ่งตัวของ มาร์รี่ย์ เองก็เคยพูดถึงเรื่องดังกล่าวว่า การยัดเอาโปรแกรมซ้อมที่เข้มข้นของโอลิมปิกมาไว้ในช่วงที่เขาควรจะได้พัก คือจุดเริ่มต้นของอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาถดถอยลงไปอย่างรวดเร็ว

เพราะร่างกายคนไม่ใช่เครื่องจักร ปากบอกไหว ใจบอกพร้อม แต่ร่างกายจริง ๆ พร้อมแค่ไหน ? สำหรับนักเทนนิสมือระดับต้น ๆ ของโลกนั้น ต้องแบกภาระร่างกายหนักมาก ตั้งแต่การซ้อมสำหรับรายการต่าง ๆ ที่อัดแน่นตลอดทั้งปี ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่เคยพลาดอยู่แล้วหากเป็นรายการสำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายการรับเชิญที่ได้ค่าตัวมหาศาลเพิ่มมาอีก

ในปีการแข่งขันปกติโปรแกรมก็แน่นอยู่แล้ว และพวกเขาก็มักจะแบ่งเวลาเลือกรายการการแข่งขันตามที่กำลังของตัวเองจะสู้ไหว แต่ในปีที่มีโอลิมปิก ก็ถือว่าเป็นศึกหนักของร่างกายของเหล่ามือต้น ๆ ของโลก และแน่นอนว่า ยอโควิช ก็ได้รับผลกระทบนั้นด้วย
ในโตเกียวเกมส์ ยอโควิช เป็นตัวเต็งเหรียญทองประเภทชายเดียว เพราะมีผู้เล่นระดับท็อป 10 ของโลกเพียง 4 คนเท่านั้นที่เลือกมาแข่งขันในครั้งนี้ สิ่งที่ ยอโควิช เสียเปรียบผู้เล่นคนอื่น ๆ ที่สุดสำหรับทัวร์นาเมนต์โอลิมปิกคือ เขาเป็นนักกีฬาที่มีเวลาพักน้อยที่สุด เพราะเพิ่งจัดเต็มไปกับรายการวิมเบิลดัน ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่นั้น สภาพจิตใจของเขาก็จะยิ่งสั่นคลอนมากขึ้นตามวลีที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” เพราะต้องมาแข่งในโอลิมปิกที่กำลังลุ้นโกลเด้นสแลมประวัติศาสตร์คนแรกของนักกีฬาชาย หลังจากเพิ่งคว้าแชมป์รายการเก่าแก่อย่างวิมเบิลดันมาสด ๆ หมาด ๆ อีกทั้งยังเป็นตัวเต็งหนึ่งแบบที่ทั้งโลกคาดหวังว่า “ยังไงก็แชมป์” นี่คือความกดดันที่เล่นงาน โนเล่ มาตั้งแต่การแข่งขันวิมเบิลดันแล้ว

“ผมรู้สึกประหม่าเล็กน้อยก่อนเริ่มเกมในวันนี้ โดยเฉพาะเซตแรกที่ผมแพ้ไป ผมทำได้ไม่ดีเลยในตอนนั้น หลายคนก็คงจะเห็น แต่ในทางกลับกัน ผมแค่รู้สึกว่ามันกระอักกระอ่วน ผมอยากจะให้เซตแรกจบไว ๆ และกลับเข้าสู่เกมที่ผมถนัดในเซตที่ 2 นั่นคือผมจะเป็นฝ่ายได้เสิร์ฟก่อน” ยอโควิช กล่าวหลังเกมที่เขาชนะในรอบชิงวิมเบิลดันเหนือ มัตเตโอ แบร์เร็ตตินี่ มือวางอันดับ 8 ของโลก
ยิ่งเข้าใกล้ความยิ่งใหญ่มากเท่าไหร่ เดิมพันยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกหวั่นไหวมากขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่ใช่กับ ยอโควิช เป็นคนแรก เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ ที่ลุ้นกวาดทุกแกรนด์สแลมในปี 2015 ก็เคยเจอความกดดันนี้เล่นงานมาแล้ว จนเธอพลาดแพ้ในรอบรองชนะเลิศ ยูเอส โอเพ่น และทำได้เพียงแค่แชมป์แกรนด์สแลม 3 รายการในปีเดียวกัน

“ฉันเห็น เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ ตัวแข็งทื่อเหมือนกับเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ ไม่แปลกหรอกที่ความกดดันจะเล่นงานเธอ เพราะเธอเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง” คริส เอฟเวิร์ต ตำนานวงการเทนนิสหญิง อดีตแชมป์ ยูเอส โอเพ่น 6 สมัย วิจารณ์หลังการตกรอบของเธอ

กลับมาที่ส่วนของ ยอโควิช อีกครั้ง ก่อนที่เขาจะมาแข่งในรายการ โอลิมปิก 2020 พอล อันนาโคเน่ อดีตโค้ชของราชาคอร์ทหญ้าอย่าง เฟเดอเรอร์ ก็ได้ทำนายไว้ว่าโอลิมปิกที่ว่าหมู ๆ ครั้งนี้จะไม่ง่ายสำหรับโนเล่ เพราะชัยชนะที่มากขึ้น จะยิ่งทำให้เขาเกิดความกดดันขึ้นโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว

“โนวัค ยอโควิช จะเจอกับอุปสรรคครั้งใหญ่แน่ ๆ สำหรับการทำโกลเด้นสแลม … ผมหมายถึงความกดดันมหาศาลแบบที่เขาเองก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น ยิ่งเขาชนะมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งกดดันตัวเองมากขึ้น ขณะที่ความกดดันภายนอกก็จะมากขึ้นและพร้อมเล่นงานเขาด้วยเช่นกัน” อันนาโคเน่ กล่าว ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เมื่อเขาโดน อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ นักหวดชาวเยอรมัน เขี่ยตกรอบรองชนะเลิศไปแบบที่คนดูคาดไม่ถึง

ในเกมนั้น ยอโควิช เริ่มต้นได้ดีกว่า ถล่มชนะไปในเซตแรกด้วยสกอร์ 6-1 และมันเหมือนกับที่หลายคนบอกไว้ ยอโควิช พลาดท่าในเซ็ตที่ 2 และ 3 ด้วยสกอร์ 3-6 และ 1-6 … มือวางอันดับ 1 ของโลกตกรอบโอลิมปิก อดเหรียญทองอีกครั้ง จากความพยายามถึง 4 ครั้ง ดีที่สุดคือการคว้าเหรียญทองแดงในปี 2008 เท่านั้น
“ผมเสียใจกับโนวัคด้วย เขาชนะ 20 แกรนด์สแลม ชนะมาสเตอร์ซีรี่ส์ หรืออะไรก็ตามแต่ ทว่าคุณไม่สามารถคว้าทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในกำมือได้หรอก”

“เขาเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ชนะรายการระดับแกรนด์สแลมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ผมสามารถเอาชนะผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ได้” ซเวเรฟ ผู้พิชิต โนเล่ ว่าเช่นไว้นั้นหลังเกม

มุมมองของผู้แพ้

แม้จะมีการวิเคราะห์ถึงความกดดันในจิตใจ การได้พักที่น้อยกว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ หรือการวางโฟกัสที่ค่อนข้างยากลำบากเพราะยังมีรายการแกรนด์สแลมอย่าง ยูเอส โอเพ่น ที่จะแข่งต่อจากโอลิมปิกอีก ทำให้ ยอโควิช กลับบ้านด้วยมือเปล่า โดยคว้าเหรียญไม่ได้แม้แต่เหรียญเดียว เพราะต่อมาหลังจากนั้น เขาก็ขอถอนตัวจากการแข่งขันประเภทคู่ผสม

ทว่าในมุมมของ ยอโควิช เขาบอกว่าเขาเชื่อในเรื่องความกดดัน เพียงแต่ว่าเขาเองก็รู้จักมันดีจากประสบการณ์ในอาชีพที่ผ่านมา และเชื่อว่าตัวเองผ่านอะไรมาเยอะพอที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้

“หากไม่มีแรงกดดัน ก็คงไม่ใช่ชีวิตนักกีฬาอาชีพ … หากคุณตั้งเป้าจะเป็นที่จ่าฝูง คุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับแรงกดดันให้ได้ ไม่ใช่แค่กับคู่แข่ง แต่มันรวมถึงแรงกดดันจากนอกสนามด้วย” ยอโควิช กล่าวก่อนที่โอลิมปิกจะเริ่มขึ้น เมื่อหลายคนบอกกันว่าเขาจะกดดันแน่ในการแข่งขันที่โตเกียวครั้งนี้

“เสียงกระหึ่มของแฟน ๆ ในสนาม ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าผมไม่รู้สึกอะไร หรือสามารถทำเป็นไม่เห็นหรือไม่ได้ยิน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเรียนรู้และพัฒนาวิธีรับมือกับมัน ผมรู้ว่าต้องทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ทำลายผมไม่ได้ และนั่นจะช่วยให้ผมไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป … ผมผ่านอะไรมาเยอะมากพอที่จะรู้จักตัวเองว่าสามารถทำเกมที่ดีที่สุดได้ยังไง”

โอลิมปิกปี 2016

ที่ริโอ ก็แบบนี้ ผมไปแข่งในฐานะมือ 1 ของโลก ชนะแกรนด์สแลม 4 จาก 5 รายการหลังสุด ซึ่งก็ต้องยอมรับแหละว่ามันเป็นความพ่ายแพ้ที่ทำใจได้ยากพอสมควร … ความรู้สึกเมื่อครั้งริโอก็คล้ายกับความรู้สึกในตอนนี้ แต่ผมมีประสบการณ์มากขึ้น และสภาพจิตใจของผมก็สามารถต่อสู้กับมันได้” ยอโควิช กล่าว

เราเชื่อว่าคุณกำลังสงสัยว่า ถ้าเขาไม่กดดัน แล้วอะไรทำให้เขาแพ้ และไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงเหรียญทองโอลิมปิกเสียที ? … ไม่ต้องห่วง ยอโควิช มีคำตอบง่าย ๆ ที่เข้าใจได้ในทันทีแบบไม่ต้องคิดให้ซับซ้อน เพราะเขาอธิบายเหตุผลนี้ด้วยตัวเองหลังจากตกรอบว่า “มันเป็นเรื่องของกีฬา”
“มันเป็นแค่เรื่องของกีฬาเท่านั้นเอง คุณต้องไปให้เครดิตกับเขา (ซเวเรฟ) โน่น เขาทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ เขาพลิกเกมกลับมาด้วยพลังที่น่าเหลือเชื่อ” ยอโควิช อธิบาย

“ต้องยอมรับเลยว่าเขาเสิร์ฟได้ดีมาก ๆ เล่นเกมบุกได้เฉียบขาด และผมเองก็ทำได้ไม่ดีเลยในการเล่นเกมถนัดของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหรือเป็นปาฏิหาริย์อะไร เมื่อคุณต้องเจอกับผู้เล่นที่เก่งแบบนี้ มันยากเกินไปที่จะบอกว่าคุณชนะตั้งแต่เกมยังไม่เริ่ม … มันก็แค่กีฬา และซเวเรฟก็เล่นได้ดีจนสมควรได้รับการยอมรับ”

แม้จะกลับบ้านมือเปล่า แต่การตกรอบของ ยอโควิช ก็แสดงให้เห็นว่าความกดดันในโลกของระดับมืออาชีพนั้นมีอยู่จริง และการจะไปถึงระดับนั้นได้ คุณต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้ ส่วนความยากในการรับมือกับความกดดันนั้นตอบไม่ได้ว่ายากขนาดไหน เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้เลยจนกว่าจะได้เจอมันกับตัวเอง

ยอโควิช แข่งเทนนิสอาชีพมาไม่ต่ำกว่า 15 ปี เจอกับความกดดันมาสารพัด แต่ก็ยังมีบททดสอบที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาเรื่อย ๆ การแพ้ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้โลกแตกตามที่เขาว่า มันอาจจะดีกับเขาด้วยซ้ำ ในแง่ของการลดความกดดัน และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนทัวร์นาเมนต์แกรนด์สแลมต่อไปอย่าง ยูเอส โอเพ่น จะมาถึง เพราะเขายังมีโอกาสทำ “แกรนด์สแลม” กวาดแชมป์ทั้ง 4 รายการในปีเดียวอยู่ หลัง ออสเตรเลียน โอเพ่น, เฟรนช์ โอเพ่น และ วิมเบิลดัน ก็เสร็จเขามาหมดแล้ว

ช่วงเวลาในโอลิมปิก ยอโควิช แสดงปฏิกิริยาถึงความผ่อนคลายของเขาเป็นอย่างมาก นักกีฬาหลายคนในหมู่บ้านนักกีฬาเห็นเขาเป็นฮีโร่ มีหลายคนมาขอเขาถ่ายรูปในโรงอาหาร แบ่งอาหารและขนมให้กับเขา นอกจากนี้ ยอโควิช ยังได้ร่วมกิจกรรมกับนักกีฬาชนิดต่าง ๆ เช่นการเข้าไปซ้อมยิมนาสติกกับทีมเบลเยียม หรือดูการถ่ายทอดสดเทควันโดร่วมกับนักกีฬาทีมชาติเซอร์เบีย และอื่น ๆ อีกมากมาย

ขณะที่ช่วงเวลาว่าง เขายังได้เข้าไปเสวนาเกี่ยวกับการรับมือกับความกดดันที่ฝ่ายจัดได้จัดไว้ให้กับนักกีฬาที่เข้าแข่งขันในโอลิมปิกครั้งนี้ ก่อนที่เขาจะกลับบ้านมือเปล่า ท่าทีและอารมณ์ของ ยอโควิช นั้น เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก หลังจากนี้เขาคงพร้อมแล้วสำหรับศึกใหญ่ที่รออยู่
“มันไม่ได้แย่อะไรนักหรอก อย่างน้อย ๆ ผมก็สนุกมากในแบบที่ไม่ค่อยได้สัมผัสมาก่อน ตอนอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬา”

“ในวันที่รู้สึกผิดหวังในทุกแง่มุม เราทำได้แค่รับมือกับมันและหวังว่าพรุ่งนี้จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ แพ้แล้วก็แพ้ไป ผมสามารถฟื้นตัวได้ อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะพอสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศผมได้บ้างแล้วกัน” ยอโควิช กล่าว

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo