โซคราเตส ต้านเผด็จการ

โซคราเตส ต้านเผด็จการ

โซคราเตส ต้านเผด็จการ

โซคราเตส ต้านเผด็จการ

โซคราเตส ต้านเผด็จการ

ถ้าพูดถึงนักเตะบราซิลที่เป็นอัจฉริยะ แว้บแรกเราจะนึกถึง เปเล่, โรนัลโด้, โรมาริโอ หรือ โรนัลดินโญ่ นักเตะเหล่านี้มีฝีเท้าที่เก่งกาจจนคนทั้งโลกยอมรับ

นั่นคืออัจฉริยะเรื่องฝีเท้า แต่ถ้าเป็นอัจฉริยะในเรื่องมันสมองด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากฟุตบอลแล้วล่ะก็ ไม่มีใครเกิน “โซคราเตส” สุดยอดนักเตะในยุค 80 อีกแล้ว

โซคราเตสเป็นกัปตันทีมชาติบราซิลในฟุตบอลโลก 1982 หนึ่งในทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก แต่ไม่ได้แชมป์

ฉายาที่คนเรียกโซคราเตสคือ “คุณหมอ” คือเรื่องที่เขาฉลาดก็ใช่ แต่เหตุผลหลัก คือเพราะเขาเรียนจบแพทย์จริงๆ

ระหว่างที่เล่นฟุตบอล เขาแบ่งเวลาไปเรียนปริญญาตรี ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาเปาโลไปด้วย และเรียนจบอย่างสง่างาม มีวุฒิอยู่ในมือ คือพอเลิกเล่นฟุตบอลปั๊บ ก็เป็นหมอต่อได้เลย

จะมีนักฟุตบอลสักกี่คนบนโลก ที่สามารถเอาดีทั้งสองด้านได้พร้อมกันขนาดนี้?

ไม่ใช่แค่ฟุตบอลกับการแพทย์ แต่โซคราเตส ยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นคอลัมนิสต์ให้สื่อบราซิลหลายหัว แม้แต่หนังสือเป็นเล่มๆ ก็เคยเขียนมาแล้ว

ทั้งหมดนี้ว่าน่าทึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่รักของคนบราซิลมากที่สุด นั่นคือเจ้าตัวเป็นนักกีฬาแค่ไม่กี่คน ที่ทำให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าของประชาธิปไตย และคอยตอกย้ำว่าระบบเผด็จการทหาร มันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างเดียว

โซคราเตส เกิดที่เมืองเบเลมในปี 1954 ก่อนจะย้ายมาอยู่เซาเปาโลตั้งแต่เล็กๆ

คุณพ่อของโซคราเตส ชื่อไรมุนโด้ เขาเป็นคนรักการอ่าน ชอบเก็บสะสมหนังสือ จนเปิดห้องสมุดเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาในชุมชน และเปิดบริการให้ คนในหมู่บ้านมาหาความรู้ได้ที่ห้องสมุดของตัวเอง

ในห้องสมุดของไรมุนโด้ เต็มไปด้วยหนังสือปรัชญา หนังสือการเมือง ตัวโซคราเตสเองก็ซึมซับนิสัยรักการอ่านมาจากคุณพ่อนี่ล่ะ

31 มีนาคม 1964 โซคราเตสอายุ 10 ขวบ ที่บราซิลเกิดเหตุรัฐประหาร กองทัพบกบราซิล ยึดอำนาจจากรัฐบาลได้สำเร็จ สิ่งที่โซคราเตสไม่เข้าใจอย่างมากคือ ทำไมทหารยึดอำนาจได้แล้ว คุณพ่อของเขาถึงต้องทำลายหนังสือในห้องสมุดของตัวเอง

โซคราเตสเล่าว่า “ในปี 1964 ตอนมีการรัฐประหาร ผมเห็นคุณพ่อเผาทำลายหนังสือมากมาย มันเป็นเรื่องที่พิลึกมาก เพราะห้องสมุดนี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อรักมากที่สุด ผมจึงรู้สึกได้ว่า มันมีอะไรที่ผิดเพี้ยนแล้วแน่ๆ แต่ผมมาเข้าใจชัดเจนหลังจากช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย”

สาเหตุที่พ่อต้องทำลายหนังสือเกี่ยวกับการเมือง และปรัชญา เพราะทหารไม่อยากให้คนฉลาด ถ้าผู้คนเรียนรู้ว่าโลกภายนอกที่ใช้ประชาธิปไตย เขารุ่งเรืองแค่ไหน แล้วใครจะสนับสนุนเผด็จการทหาร ดังนั้น ทหารจึงจ้องจะเช็กบิลคนที่ให้ความรู้กับประชาชนอยู่แล้ว คุณพ่อของโซคราเตส จึงต้องตัดใจทำลายหนังสือ ทั้งๆที่ มันเป็นสิ่งที่เขารัก

“ตั้งแต่นั้นมาผมสนใจเรื่องการเมืองมาตลอด ส่วนฟุตบอลมันได้เริ่มต้นเล่นมันเพราะความบังเอิญ” โซคราเตสกล่าว

โซคราเตส

ตอนเด็กเห็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคมบราซิลมาตลอด คนมีอำนาจยิ่งมีสูงขึ้น คนยากจนก็ยิ่งจนลง ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นมหาศาล ดังนั้นเขาจึงเลือกจะเรียนแพทย์เพราะอยากช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้สังคมดีขึ้นกว่าเดิม

ระหว่างเรียนหมอ โซคราเตสมีโอกาสจับพลัดจับผลู ได้เล่นฟุตบอล แล้วไปเตะตาแมวมองของทีมโบตาโฟโก้ และดึงตัวไปเล่นฟุตบอลอาชีพตอนอายุ 20 ปี

เอาจริงๆ การที่คุณเริ่มสตาร์ตฟุตบอลอาชีพตอน 20 ถือว่าช้าเกินไปมาก คือเด็กๆ บราซิลเข้าอะคาเดมี่กันตั้งแต่ยังไม่สิบขวบ แต่โซคราเตสก็สามารถผลิบานได้

โซคราเตสไม่ได้อยากเป็นนักเตะอาชีพเพราะรักฟุตบอล เขายอมรับว่าตัวเองเป็นพวก Anti-Athlete ไม่ได้รักกีฬาอะไรขนาดนั้น ยังชอบดูดบุหรี่ 2 ซองต่อวันอยู่

แต่การที่เขาเลือกจะเล่นฟุตบอลจริงจัง เพราะเขาเห็นว่า ถ้าเป็นที่ประเทศบราซิล การเป็นนักฟุตบอล มันมีพลังยิ่งกว่าการเป็นหมอเสียอีก

กล่าวคือหมอก็เป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ แต่คุณช่วยคนได้ทีละคน ตรงข้ามกับนักฟุตบอลที่คนทั้งประเทศจะฟังคุณ มันอาจเป็นช่องทางในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างรวดเร็วมากๆ ก็ได้

โซคราเตส จึงเริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังมากขึ้น พร้อมกับเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ไปพร้อมๆกันด้วย

ในปี 1978 โซคราเตสวัย 24 ปี สั่งสมชื่อเสียงนักเตะมากขึ้นเรื่อยๆ และได้โอกาสย้ายไปอยู่กับหนึ่งทีมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนั่นคือ โครินเธียนส์ ก่อนที่จะติดทีมชาติบราซิลเป็นครั้งแรก

และจากจุดนั้นเอง แผนการสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบของเขาเองก็มาถึง

ณ เวลานั้น คนบราซิลอยู่กับระบอบเผด็จการมา 14 ปีแล้ว ผู้คนเริ่มเฉยชากับการเมือง เพราะรู้ว่าประท้วงไปก็ทำอะไรไม่ได้ ทหารก็ยึดอำนาจอยู่ดี แต่โซคราเตสพยายามทำให้คนรอบตัวได้เห็นว่า เฮ้ย คุณเองก็มีสิทธิ์มีเสียงได้เหมือนกันนะ

ตอนนั้นภายในสโมสรเอง กลุ่มนักเตะเองก็ชินชากับระบบอำนาจนิยม ถ้าประธานสโมสรสั่งให้ทำอะไรก็ทำ เหมือนตัวเองมีค่าแค่เป็นเบี้ยที่คนมีอำนาจจะสั่งทำอะไรก็ได้

โซคราเตสเล่าว่า “ณ เวลานั้น สโมสรฟุตบอลต้องการจะควบคุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ และผมรู้สึกว่าถ้ามีอะไรก็ตาม เราควรมาปรึกษากันสิ ไม่ใช่สโมสรปฏิบัติราวกับเราเป็นเด็ก ถ้าเรื่องแค่นี้ ปัญหาแค่นี้ เรายังมีสิทธิ์มีเสียงไม่ได้ แล้วในการเมืองภาพใหญ่ เราจะเข้าใจมันได้อย่างไร”

นั่นทำให้ โซคราเตส ร่วมกับเพื่อนร่วมทีม วลาดิเมียร์ และผู้อำนวยการสโมสร เอดิลสัน อัลเวส ก่อตั้งแนวคิดชื่อ “ประชาธิปไตยของโครินเธียนส์” (Corinthians Democracy) ขึ้นมา

อะไรคือประชาธิปไตยของโครินเธียนส์? มันคือการทดลองภายในสโมสร ให้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน โดยไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นนักฟุตบอล, โค้ช, สตาฟฟ์, คนขับรถ หรือแม่บ้าน

การตัดสินใจทุกอย่างของสโมสร จะใช้สิทธิ์โหวตทุกอย่าง ตั้งแต่การซ้อมควรใช้เวลากี่ชั่วโมง หรือก่อนแข่งเกมเยือน ควรไปนอนโรงแรม 1 หรือ 2 คืนก่อนเกม

วิธีการนี้เป็นการเผยแพร่แนวคิดว่า ต่อให้คุณเป็นนักเตะเซเล็บอันดับหนึ่ง หรือเป็นคนขับรถ คุณก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มี 1 เสียงเท่ากัน

การเคยชินกับระบอบเผด็จการ เหมือนยอมรับกลายๆ ว่าเสียงของประชาชนไม่มีความหมายอะไร ถ้าเทียบเคียงกับอำนาจของทหาร ซึ่งนี่เป็นเรื่องผิดเพี้ยน และโซคราเตสมองว่ามันไม่ถูกต้อง

ในช่วงแรก คนในทีมก็แบ่งความเห็นเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกก็เห็นด้วยโซคราเตส แต่อีกฝ่ายก็เป็นพวกอิกนอแรนท์ คือชีวิตนักฟุตบอลก็ร่ำรวย มีชื่อเสียงดีอยู่แล้ว จะเอาตัวลงไปเจ็บกับการเมืองทำไม

แต่เมื่อโซคราเตสขับเคลื่อนแนวคิดในสโมสรไปสักพัก บรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยก็ผลิดอกออกผล ในสโมสรเริ่มเข้าใจว่า 1 สิทธิ์ 1 เสียงมันสำคัญแค่ไหน

คติประจำใจของโครินเธียนส์ ณ เวลานั้นคือ “ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ จงเป็นประชาธิปไตยเสมอ” ซึ่งจากจุดเล็กๆ ในสโมสรของตัวเอง มันค่อยๆ แพร่แนวคิดไปถึงสโมสรอื่นๆ

และไม่นานนัก โครินเธียนส์จึงถูกตั้งฉายาว่า Time do Povo หรือทีมของประชาชน จากแนวคิดทางการเมืองนี่แหละ

การขับเคลื่อนทางการเมืองของโซคราเตส ทำให้ฝ่ายเผด็จการไม่พอใจ แต่ปัญหาคือพวกเขาทำอะไรโซคราเตสไม่ได้ ถ้าอย่างนักการเมืองขั้วตรงข้าม คุณอาจสั่งเก็บได้ แต่กับนักฟุตบอลทีมชาติ นี่คือคนที่ประชาชนรัก ถ้าไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง มีแนวโน้มที่ประชาชนจะลุกฮือได้

ในช่วงเวลาที่โซคราเตสอยู่กับโครินเธียนส์ 6 ปี (1978-1986) เขามีผลงานดีเยี่ยมในสนาม ช่วยโครินเธียนส์คว้าแชมป์รัฐได้ 3 สมัย จนกลายเป็นฮีโร่ของคนทั้งประเทศ

ในสนามก็เด่น แต่นอกสนามยิ่งทรงพลังกว่า โซคราเตสสอดแทรก การกระทำต่างๆ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็น การใส่เสื้อที่มีคำว่า “ประชาธิปไตย” ลงสนาม ตามด้วยอีกหนึ่งเหตุการณ์ คือใส่เสื้อสุดคลาสสิคที่มีคำว่า Dia 15 Vote

Dia 15 Vote (ไปเลือกตั้งกันในวันที่ 15) เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นคือ ที่บราซิลกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1982 แต่ประชาชนชาวเซาเปาโล ก็เบื่อหน่ายที่จะไปเลือก

สมมติเลือกตั้งไป แล้วรัฐบาลทหารได้คะแนนเสียงน้อยกว่า เดี๋ยวก็ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีก เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ดี แล้วจะไปเลือกทำไมให้เหนื่อย

แต่โซคราเตส ไม่อยากให้ประชาชนคิดแบบนั้น เขาจึงกระตุ้นให้ชาวเซาเปาโลไปเลือกตั้งกันในวันที่ 15 เพื่อใช้สิทธิ์ของตัวเอง อย่างน้อยเขาก็อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าใน 1 เสียงของตัวเอง จะเลือกใครไม่สำคัญ แต่ต้องไปเลือก

ถ้าคุณไม่ชอบรัฐบาลทหาร ก็ไปเลือกพรรคอื่นสิ ทำให้สังคมได้รู้ว่า คนเมืองนี้ไม่ไหวแล้วกับการปกครองแบบนี้

สุดท้าย ประชากรที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 13.1 ล้านคนในรัฐเซาเปาโล ไปเข้าคูหามากถึง 10.6 ล้านคน สูงเป็นประวัติการณ์

อีกหนึ่งเคส ที่โซคราเตสแสดงให้เห็นถึงความจริงจังทางการเมืองมากๆ เกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อประชาชน 1.5 ล้านคนลุกฮือขึ้นในเมืองเซาเปาโลเพื่อเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ ให้เลือกประธานาธิบดีโดยตรงไปเลย

โซคราเตส ขึ้นเวทีไปปราศรัยอย่างไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้น โดยกล่าวว่า “ถ้าหากรัฐธรรมนูญยังไม่ถูกแก้ ผมจะออกไปจากประเทศแห่งนี้!”

สุดท้ายรัฐธรรมนูญแก้ไม่สำเร็จ และโซคราเตสก็ทำอย่างที่พูดจริงๆ คือย้ายจากโครินเธียนส์ ไปเล่นให้ฟิออเรนติน่าในอิตาลี ก่อนจะกลับมาบราซิลอีกครั้ง ในเวลาต่อมา

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo