โชนันซากุระ นักซูโม่ที่ทำให้คนต้องถามว่าทนสู้เพื่ออะไร

โชนันซากุระ นักซูโม่ที่ทำให้คนต้องถามว่าทนสู้เพื่ออะไร

โชนันซากุระ นักซูโม่ที่ทำให้คนต้องถามว่าทนสู้เพื่ออะไร

โชนันซากุระ นักซูโม่ที่ทำให้คนต้องถามว่าทนสู้เพื่ออะไร

โชนันซากุระ นักซูโม่ที่ทำให้คนต้องถามว่าทนสู้เพื่ออะไร

ซูโม่ ไม่ใช่แค่กีฬาแค่เอาคนตัวใหญ่สองคนขึ้นมาบนเวทีและผลักกันให้หลุดจากวงกลมอย่างที่ใครเข้าใจ เพราะนี่คือสุดยอดการแข่งขันที่สืบทอดกันมาเป็นพัน ๆ ปี

นักสู้ที่ได้ขึ้นสังเวียนนี้เปรียบดั่งนักรบที่หลุดมาจากยุคอดีต เวทีของพวกเขาไม่ใช่แค่เอาเชือกมาล้อมให้เป็นวงกลม แต่คือหนึ่งในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมต่อกับความเชื่อทางศาสนา และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ต่อให้ ซูโม่ เป็นกีฬาที่ไม่ได้เป็นที่นิยมในประเทศเท่า เบสบอล หรือ ฟุตบอล ในปัจจุบัน ก็ยังสามารถดึงดูดใครบางคนที่เติบโตมากับความเชื่อ

และยังคงยึดมั่นว่า ซูโม่ คือ เกียรติของการเป็นนักสู้ มันไม่ใช่แค่ก่ีเป็นนักกีฬาทั่วไป และ โชตะ ฮัตโตริ คือหนึ่งในเด็กญี่ปุ่นที่เชื่อมั่นในสิ่งนั้น ในขณะที่ความนิยมของเด็กรุ่นเดียวกันไหลไปตามกระแสของโลกยุคใหม่

นี่คือทางเลือกที่กล้าหาญมากสำหรับใครที่คิดจะมาเดินบนเส้นทางนี้และเอาจริงเอาจังกับมัน เพราะกว่าะจะได้เป็นนักซูโม่ ต้องผ่านพิธีการอะไรหลายอย่างที่กินเวลาหลายปี

และมีด่านทดสอบหลายด่านเหลือเกิน หากเปรียบเทียบให้เป็นภาพ มันก็เหมือนกับระบบโซตัสที่รุ่นพี่ถูกทุกอย่าง และรุ่นน้องต้องฟังทุกสิ่งที่รุ่นพี่สั่ง

ฮัตโตริ เข้าสู่ “เฮยะ” หรือเปรียบได้กับต้นสังกัดทีมซูโม่ตอนอายุ 15 ปี ในเฮยะที่มีชื่อว่า “ชิกิฮิเดะ” ในจังหวัดอิบารากิ ช่วงเวลาหลังจากการเป็นน้องใหม่นั้นแสนยากลำบาก แม้หลายคนจะคิดว่าระบบโซตัสและการนับถือกันแบบรุ่นพี่รุ่นน้องคือเรื่องโบราณคร่ำครึ แต่สำหรับคนในวงการซูโม่ พวกเขาเชื่ออีกแบบ มันคือวิธีคัดคนจริงเท่านั้น เพราะ ซูโม่ ไม่เหมือนกับโรงเรียนเตรียมทหาร ไม่มีการบังคับให้เข้ามา ใครทนไม่ไหว ไม่อยากอยู่ และออกนอกกรอบของวัฒนธรรมซูโม่ คุณก็แค่ยกธงขาวยอมแพ้และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้สบาย ๆ แต่ถ้าคุณเลือกแล้ว และอยากเป็นนักซูโม่จริง ๆ คุณก็ต้องผ่านด่านสุดทรหดให้ได้

กิจวัตรที่ว่าโหดหินนอกจากระบบอาวุโสแล้ว นักซูโม่จะเริ่มตั้งแต่ตี 5-6 โมง ที่ต้องตื่นมาฝึกซ้อมในตอนเช้า และจะได้รับประทานอาหารมื้อแรกของวันในตอนเที่ยงวัน ที่ส่วนใหญ่เป็นหม้อไฟที่เต็มไปด้วยผักที่เรียกว่า “จังโกะนาเบะ” จากนั้นจะเข้านอนในตอนบ่าย และตื่นขึ้นมาทำความสะอาดและฝึกซ้อมในช่วงเย็น ก่อนจะปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารเย็น และเข้านอนก่อนสามทุ่ม

นี่คือชีวิตที่โดนตีกรอบทุกด้าน แต่สุดท้าย ฮัตโตริ ก็เลือกเส้นทางนี้โดยไม่มีเปลี่ยนแปลง เขาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ผ่านช่วงการเป็นน้องใหม่และไต่ระดับ (ซูโม่ นั้นมี 6 ระดับ ระดับสูงสุดคือ โยโกะสึนะ เปรียบได้กับ แชมป์โลก) ด้วยความพยายามอย่างมาก เพราะในช่วงระดับแรก ๆ นั้น ไม่มีเงินเดือนให้  เงื่อนไขที่จะพ้นจากข้อจำกัดนี้คือเอาชนะคู่แข่งให้มากกว่าแพ้เพื่อเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 6 ขึ้นไปดิวิชั่น 2 โดยเร็วที่สุด ซึ่งคำว่าเร็วที่สุดนี้ก็หมายถึงระยะเวลา 3 ปี เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ โลกของ ซูโม่ ที่แท้จริงก็จะเปิดประตูต้อนรับพวกเขา

ตัวของ ฮัตโตริ นั้น ใช้เวลา 4 ปี จนไต่ไปถึงระดับของนักซูโม่ที่ได้แข่งขันตามทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ และมีเงินเดือนให้ เมื่อถึงในระดับที่พอมีชื่อเสียง เขาเปลี่ยนชื่อจาก ฮัตโตริ เป็นฉายาในการต่อสู้ว่า “โชนันซากุระ (Shonanzakura)” และไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามชื่อนี้กลายเป็นชื่อที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและมีผู้คนจดจำได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ดังไกลไปถึงต่างประเทศด้วย

ติดอย่างเดียว เพราะเหตุผลที่ทำให้เขาดังไม่ได้มาจากชัยชนะ … แต่มันคือความพ่ายแพ้ ที่กลายเป็นความทรงจำที่น่าอับอายของนักสู้

โชนันซากุระ ตัวตลกของวงการ 

โชนันซากุระ ผ่านระดับสมัครเล่นมาได้ นั่นก็หมายความว่าเขาน่าจะผ่านการเอาชนะคู่แข่งมาไม่น้อย ทว่าในการแข่งขันระดับสูงขึ้น สิ่งที่น่าแปลกคือเขาเป็นนักซูโม่ที่ไม่มีวี่แววจะเอาชนะใครได้เลย หลังจากการเดบิวต์ในปี 2015 โชนันซากุระ สามารถเอาชนะได้แค่ 3 ครั้ง และอีกมากกว่า 116 ของเขาคือการแข่งขันที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์การแข่งขันไหน สนามใด ปีอะไร ไม่สำคัญ ชื่อของ โชนันซากุระ ถูกจดจำในหมู่คนดูกีฬาซูโม่ และบอกว่าเขาเป็นตัวตลกและความน่าอับอายของวงการ

“เห็นได้ชัดว่าหมอนี่ไม่มีความพยายามเลย เขาอยากจะแพ้การแข่งขันอยู่แล้ว คนอย่างเขาไม่ควรได้รับความเคารพด้วยซ้ำ เขาไม่เคารพอาชีพนี้ ดังนั้นผมคิดว่าเขาไม่สมควรได้เดินขึ้นเวทีในฐานะนักซูโม่เลยแม้แต่น้อย”  นี่คือหนึ่งในคอมเมนต์ที่พูดถึงเขาในแง่ลบ แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ?

มันคงแปลกดีที่คนที่พยายามรักษากฎของการเป็นนักซูโม่ และพยายามไต่เต้าแทบตาย ใช้เวลาต่อสู้ถึง 6 ปี เพื่อมาถึงจุดที่นักซูโม่หลายคนต้องการ แต่เขากลับไม่อยากชนะ ไม่อยากไปที่จุดสูงสุด ถ้าเขาแค่อยากได้รับสวัสดิการจากการเป็นรุ่นพี่ เขายอมทนความลำบากขนาดนั้นได้จริงหรือ

คำตอบคือไม่ใช่หรอก ในกลุ่มครูฝึกของเฮยะ (ศูนย์ฝึก) ชิกิฮิเดะ พวกเขาให้ความเคารพต่อการอุทิศตนของ โชนันซากุระ เสมอ เพียงแต่ว่า ซูโม่ ก็เหมือนกับกีฬาชนิดอื่น ๆ ที่บางครั้งคนเราไม่สามารถใช้แค่ความพยายามอย่างเดียวได้ มันต้องมีสรีระทางร่างกาย ทักษะ และพรสวรรค์ประกอบด้วยจึงจะกลายเป็นผู้ยอดยุทธ์ของวงการนั้น ๆ ซึ่ง โชนันซากุระ ประสบปัญหานี้มาตั้งแต่วันแรกแล้ว

“ตอนเขามาหาผมเมื่อปี 2015 และบอกกับผมว่าอยากจะเป็นนักซูโม่ ผมรู้สึกประหลาดใจมากนะ ผมถามเขาก่อนว่าไอหนุ่ม แกขออนุญาตจากพ่อแม่หรือยัง เขารีบโทรบอกพ่อแม่เขาทันที พ่อแม่เขาไม่อนุญาตและมาลากคอเขากลับบ้านภายใน 30 นาที” ชิกิฮิเดะ โอยากาตะ ครูฝึกของศูนย์ เล่าถึงวินาทีแรกที่เขาเจอกับ ฮัตโตริ ที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า โชนันซากุระ

“เขาสูง 180 เซนติเมตร แต่หนักไม่ถึง 70 กิโลกรัม เขาถือว่าว่าเป็นคนที่ผอมมาก ไม่มีประสบการณ์ด้านซูโม่มาก่อนเลยด้วย นอกจากความตั้งใจแล้ว ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าผมคิดว่าคนอย่างเขาไม่มีทางเป็นนักซูโม่ได้ ผมคิดแบบนั้นและบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขาในอนาคตไปตรง ๆ ‘ไอหนู ฉันไม่ได้จะปรามาสแก แต่หลายสิ่งทำให้ฉันมั่นใจว่าแกจะไปได้ไม่สวยในวงการนี้ และแทบจะหาทางเอาชนะนักซูโม่ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเคี่ยวเข็ญอย่างไร … แกกลับบ้านไปเถอะ ผมไล่เขากลับบ้านอีกครั้ง พยายามดึงเขากลับสู่โลกแห่งความจริงอีกหน” อาจารย์ของเขาเล่า

โลกของมืออาชีพ 

แม้จะบอกว่าเป็นความจริงที่โหดร้าย แต่ความพยายามก็ไม่ได้ไร้ความหมายไปเสียทีเดียว ตัวของ โชนันซากุระ เข็มแข็งพอที่จะดันตัวเองผ่านจุดที่ใคร ๆ ดูถูกในช่วงแรก ๆ เขาผ่านการชนะมาบ้างสมัยยังเป็นนักกีฬาสมัครเล่น แต่เมื่อไต่มาถึงระดับสูง เราคงจะต้องใช้คำว่า “ตาสว่าง” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา โชนันซากุระ มองข้ามคำดูถูกและคิดจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาด้วยพลังของตัวเอง แต่อย่างที่กล่าวไว้ อะไรจะจริงแท้ไปกว่าความเป็นจริง ในวงการซูโม่ระดับสูง ก็เหมือนกับโลกของบาสเกตบอล NBA ที่เป็นศูนย์รวมของปีศาจทั้งหลาย … นักกีฬาที่พรสวรรค์สูงส่ง, นักซูโม่ต่างชาติที่ได้เปรียบเรื่องสรีระและพันธุกรรม, นักกีฬาซูโม่ที่สืบทอดตำแหน่งจากรุ่นสู่รุ่นที่เติบโตมากับระบบที่สร้างแชมเปี้ยนมาหลายชั่วอายุคน นี่คือสิ่งที่ โชนันซากุระ ต้องเจอ คำถามคือเขาจะเอาอะไรไปชนะพวกนั้นได้ ?

คำตอบนั้นง่ายมาก มันไม่มีทางเลย อย่างที่เคยกล่าวไว้ แม้ความพยายามจะสูงส่ง แต่ซูโม่เป็นกีฬาที่ใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลักในการผลักคู่ต่อสู้ออกจากเวที สิ่งสำคัญคือ นี่คือกีฬาที่ไม่จำกัดน้ำหนัก ไม่ว่าคุณจะหนัก 70 กิโลกรัม หรือ 150 กิโลกรัม คุณก็ต้องสู้เมื่อการเผชิญหน้ามาถึง

และถ้าเปรียบกับมวยสากล โชนันซากุระ เหมือนรุ่นน้ำหนักประมาณ แมนนี่ ปาเกียว แต่ต้องขยับน้ำหนักขึ้นชกในรุ่นเฮฟวี่เวตกับนักมวยอย่าง ไมค์ ไทสัน, อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์  และ มูฮัมหมัด อาลี … คำตอบคือ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่ามันเหลือโอกาสไม่ถึง 10% สำหรับการพลิกชนะสำหรับคนตัวเล็กกว่า ยิ่งสำหรับ โชนันซากุระ แล้ว เทคนิคก็ไม่ได้ดีกว่าใครเพราะเริ่มต้นช้ากว่า แบบนั้นยิ่งไปกันใหญ่ ไม่แปลกเลยที่เขาจะมีแต่แพ้กับแพ้ และใคร ๆ ก็เรียกเขาว่าความอับอายของวงการซูโม่

และอีกครั้งที่ต้องย้ำถึงสถิติของเขา ชนะ 3 แพ้ 238 … ค่าเฉลี่ยของชัยชนะไม่ถึง 1.5% และเมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ไม่ใช่เด็กอีกแล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้โง่พอที่จะดึงดันทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อตัวเลขและสถิติไม่เคยโกหกใคร โชนันซากุระ รู้แจ้งแจ่มชัดว่า เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ นั่นจึงทำให้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา (ปลายเดือนสิงหาคม ปี 2021) เขาประกาศ “เลิกเป็นนักซูโม่” อย่างเป็นทางการ

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo