แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันแข่งขันในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สโมสรมีฉายา “ปีศาจแดง” ก่อตั้งในชื่อสโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ใน ค.ศ. 1878 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดหลังจากได้อันดับที่ 8 ในฤดูกาล 1969–70

และออกสตาร์ทได้อย่างย่ำแย่ในฤดูกาล 1970–71 บัสบี้ถูกดึงตัวกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง หลังจากหยุดพักรักษาตัว และ แมคกินเนสส์ก็กลับไปคุมทีมสำรองอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1971

แฟรงค์ โอ แฟร์เรลล์ ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งผู้จัดการทีม แต่ก็อยู่ได้เพียง 18 เดือน ก็ถูกแทนที่โดย ทอมมี่ โดเชอร์ตี้ ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1972โดเชอร์ตี้สามารถช่วยให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดรอกพ้นจากการตกชั้น ซึ่งมีเพียงแค่ ค.ศ.1974 เท่านั้นที่ทีมต้องตกชั้น และสามประสานก็ได้ย้ายออกจากทีมไปทั้งเบสท์ ลอว์

และชาร์ลตัน ภายในปีเดียวพวกเขาก็ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง รวมถึงยังสามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพในปี ค.ศ. 1976 แต่ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ให้แก่ เซาแธมป์ตัน พวกเขสยังได้เข้าชิงอีกครั้งในปี 1977 และคว้าแชมป์ไปครองด้วยการเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2–1 หลังจากนั้นไม่นาน โดเชอร์ตี้ก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลังมีการเปิดเผยข่าวคราวในเชิงชู้สาวกับภรรยาของนักกายภาพสโมสร

เดฟ เซกตัน เข้าคุมทีมแทนโดเชอร์ตี้ในช่วงฤดูร้อนปี

ค.ศ.1977 รวมถึงการเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะ อันได้แก่ โจ จอร์แดน ควีน แกรี่ เบลีย์ และ เรย์ วิลกิ้นส์ อย่างไรก็ดีทีมก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงทีมในครั้งนี้ โดยแพ้ให้กับ อาร์เซนอล ในการเข้าชิงรายการเอฟเอ คัพ ปี 1979 เซกตันถูกไล่ออกในปี ค.ศ.1981 แม้ว่าภายได้การคุมทีม 7 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ทีมจะเก็บ

ชัยชนะรวดทุกนัดก็ตาม[5] จากนั้นรอน แอตกินสัน เข้ามาคุมทีมแทนที่ ซึ่งเขาได้ทำลายสถิติการซื้อตัวผู้เล่นในอังกฤษ โดยดึงตัวไบรอัน ร็อบสัน จาก เวส บรอมวิช อัลเบี้ยน ภายใต้การคุมทีมของแอตกินสัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเอฟเอ คัพ ได้ติดต่อกันสองปี คือในปี ค.ศ.1983 และ 1985 ฤดูกาล 1985–86 หลังจากชนะ 13 เกม เสมอ 2 ในช่วงออกสตาร์ท 15 เกมแรก

ทีมมีหวังใกล้เคียงที่จะกลับสู่ความยิ่งใหญ่

ในฟุตบอลลีกอีกครั้ง แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังคว้าได้เพียงอันดับที่ 4 เท่านั้น ฤดูกาลถัดมาสโมสรทำอันดับได้สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นอย่างมาก จนแอตกินสันถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน

โค้ชทีมสำรอง ได้รับการเลื่อนขั้นให้มาคุมทีมชุดใหญ่แทน แมตต์ บัสบี้ ซึ่งเขาเป็นลูกหม้อเก่าของสโมสรหลังจากที่เข้ามาร่วมทีมตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะในช่วงกลางของทศวรรษ 1950 แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะแทนที่ในสิ่งที่บัสบี้เคยทำไว้ได้อย่างรวดเร็ว ยูไนเต็ดเปลี่ยนถ่ายสู่ยุคใหม่ แต่โชคก็ไม่ค่อยเข้าข้างแมคกินเนสเท่าไหร่ แม้ฤดูกาลแรกเขาจะทำทีมได้ถึงอันดับที่ 8

ซึ่งดีกว่าอันดับที่ 11 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่บัสบี้คุมทีม แต่ฤดูกาลถัดมาทีมเกาะกลุ่มอยู่ท้ายตารางเสี่ยงที่จะตกชั้นรวมทั้งยังตกรอบลีก คัพ ด้วยน้ำมือของแอสตันวิลลา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นแค่ทีมกลางตารางของฟุตบอลดิวิชั่น 3 ทำให้แมคกินเนสต้องถูกลดไปคุมทีมสำรองอีกครั้ง และในอีกไม่นานเขาก็ได้ลาจากทีมไป

บัสบี้ได้กลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่เป็นการชั่วคราวเท่านั้นและก็สามารถช่วยให้ทีมพ้นจากโซนตกชั้นมาได้ และจบฤดูกาลที่อันดับ 8 แฟรงค์ โอ แฟร์เรลล์ จากสโมสรเลสเตอร์ซิตี ได้กลายมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ หลังจากฤดูกาล 1971 หลังจากถูกปฏิเสธจากจอร์ค สตีน โค้ชของเซลติก ดอน เรวีย์ ผู้จัดการทีมลีดส์ ยูไนเต็ด และ เดฟ เซ็กตัน จากสโมสรเชลซี ในฤดูกาลแรกของแฟร์เรลล์

ทั้ง ๆ ที่ออกสตาร์ท ฤดูกาล 1971-72 ได้อย่างยอดเยี่ยมและก็กลายเป็นความหวังจากแฟน ๆ ว่าเขาจะนำความสำเร็จมาสู่ทีมได้เหมือนกับในยุคของบัสบี้ แต่จากการที่ต้องแพ้ถึง 7 นัด ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมาทำให้ทีมจบอันดับได้แค่ที่ 8 เท่านั้น จบความหวังแชมเปี้ยนอันสวยหรูของครึ่งฤดูกาลแรกไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถึงอย่างไรก็มีเรื่องน่ายินดี ตรงที่ทีมได้เซ็นสัญญาคว้านักเตะวัยรุ่นอายุเพียง 22 ปี จาก อเบอร์ดีน ในตำแหน่งกองหลัง มาร์ติน บูชาน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกำลังหลักในการนำพายูไนเต็ดเถลิงความสำเร็จ

ในตอนนี้เองที่ จอร์จ เบสท์ เริ่มสร้างปัญหาให้กับทีม ทั้งการแหกกฏระเบียบและสร้างปัญหาต่าง ๆ นานา อยู่เป็นประจำ หลังจบฤดูกาล 1971-72 ในวันเกิดครบรอบ 26 ปีของเขา เขาได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอล แต่ไม่ทันไร ภายในวันเดียวกันเขาก็ประกาศอีกครั้งว่าจะเล่นฟุตบอลต่อไป

ภายใต้ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเบสท์ ยูไนเต็ดก็ต้องดิ้นรนอีกครั้ง ในฤดูกาล 1972–73 ที่ออกสตาร์ทได้อย่างยำแย่ โดยไม่พบกับชัยชนะเลย ใน 9 เกมเริ่มต้น หลังจากนัดที่แพ้ทอตแฮม ฮอตสเปอร์ ด้วยสกอร์ 4-1 ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.1972 ประธานสโมสรหลุย เอ็ดเวิร์ดได้พยายามที่จะปลดโอ แฟร์เรลล์และมีแผนที่จะดึงโจ เมอร์เซอร์ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี มาแทนที่ แต่โอ แฟร์เรลล์ ไม่อยู่ในวันที่เอ็ดเวิร์ดกำลังจะประกาศปลดเขาด้วยภารกิจดูฟอร์มนักเตะ ทำให้แผนในการดึงเมอร์เซอร์ วัย 58 ปี เป็นอันต้องถูกยกเลิกไปก่อน

ฟอร์มการเล่นของยูไนเต็ดดีขึ้นบ้าง ซึ่งนั่นทำให้โอ แฟร์เรลล์ ยังคงนั่งอยู่ในเก้าอี้ร้อนตัวนี้ได้ แต่จากการพ่ายแพ้ต่อทีมคู่แข่งหนีตกชั้นคริสตัล พาเลซโดยสกอร์ยับเยินถึง 5-0 ก่อนช่วงคริสต์มาส ส่งผลให้โอ แฟร์เรลล์ ต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในวันที่ 19 ธันวาคม ซึ่งถือเป็นการหมดยุคอย่างแท้จริง จากการที่บิลล์ โฟล์กประกาศเลิกเล่น บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน

ลงเล่นในนัดเทสติโมเนียลแมตช์อันทรงเกียรติก่อนวันไล่โค้ชออก 1 วัน ส่วน จอร์จ เบสท์ ก็ประกาศแขวนสตั้ดอีกครั้งในวันเดียวกัน ชาร์ลตัน ในวัย 35 ปีลงเล่นเกมสุดท้ายของเขาในนัดปิดฤดูกาล

วันหลังจากนั้น ยูไนเต็ดประกาศแต่งตั้งทอมมี่ โดเชอร์ตี้ ชาว สก็อตแลนด์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ และเขาได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทีมในทันที ด้วยการเซ็นสัญญาคว้านักเตะอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการคว้าตัวลู มาคาริ พวกเขาจบที่อันดับ 18 ยูไนเต็ดรอดพ้นจากการตกชั้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี มีหลายสิ่งที่ทำให้ต้องกังวลเกี่ยวกับทีม ทั้งเรื่องปัญหาการใช้งานนักเตะในระยะยาว เรื่องผู้เล่นอันน้อย

นิดที่ได้รับมรดกมาจากยุคบัสบี้ หรือจะเรื่องนักเตะอายุมากภายในทีมที่ถูกดึงมาในช่วงของโอ แฟร์เรลล์ และการอยู่รอดอย่างสบายในระดับดิวิชั่น 1 แต่การแจ้งเกิดของมาคาริและกัปตันทีมคนใหม่ มาร์ติน บูชาน (ซึ่งถือว่าเป็นการเซ็นสัญญานักเตะที่ดีที่สุดในยุคของโอ แฟร์เรลล์) ยังพอทำให้แฟน ๆ คิดในแง่บวกว่าทีมจะดีขึ้นมา แต่ฤดูกาลถัดมามันก็เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีสำหรับการต้องดิ้นรนอีกครั้ง

เดนิส ลอว์ ได้ย้ายไปสู่ทีมแมนเชสเตอร์ซิตี ในช่วงปิดฤดูกาล ท่ามกลางกลุ่มแฟนบอลที่ประท้วงการย้ายทีมครั้งนี้อย่างรุนแรง จอร์จ เบสท์ แขวนสตั้ดในฤดูกาล 1973–74 ยูไนเต็ดต้องพบกับสถานการณ์ดิ้นรนหนีตกชั้นอีกครั้ง โดยต้องชนะใน 2 นัดสุดท้ายของ

ฤดูกาล พร้อมทั้งต้องหวังให้ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ พ่ายแพ้เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในเวทีดิวิชั่น 1 ต่อไป เบอร์มิงแฮมชนะในเกมที่ต้องการชัยชนะ แต่ยูไนเต็ดต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ซิตี ด้วยลูกยิงของอดีตนักเตะยูไนเต็ด เดนิส ลอว์ ส่งผลให้ยูไนเต็ดต้องตกชั้นลงไปเล่นในระดับดิวิชั่น 2 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี

ช่วงเวลานี้เอง จอร์จ เบสท์ ได้จากกันด้วยดีกับยูไนเต็ด โดยเขาลงเล่นนัดสุดท้ายให้กับยูไนเต็ดในวันปีใหม่ ค.ศ.1974 แต่เขายังไม่ได้ออกจากทีมอย่างเป็นทางการ รอจนกระทั่งฤดูกาลถัดมา ที่ทำให้เขาสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระ และไม่มีค่าตัว เบสท์ได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมกับทีมสต็อคปอร์ท เคาท์ตี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo