แมนฯ ยูไนเต็ด เกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

แมนฯ ยูไนเต็ด เกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

แมนฯ ยูไนเต็ด เกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

แมนฯ ยูไนเต็ด เกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

แมนฯ ยูไนเต็ด เกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยหลุดอันดับท็อป 5 ของสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ด้วยตัวเลขระดับหลักพันล้านปอนด์เป็นอย่างต่ำเสมอ และถึงตอนนี้ 3 พันล้านปอนด์ เป็นตัวเลขปัจจุบัน

แต่ครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเกือบได้เป็นเจ้าของสโมสรนี้ด้วยเงินแค่ 10 ล้านปอนด์ เขาอ่านเกมขาดมาตั้งแต่วันที่สโมสรกำลังจะพังทลายและเจ้าของอยากปล่อยมือ

เขาเห็นอะไรในอนาคต และทำไมการเป็นเจ้าของสโมสรในราคาสุดคุ้มจึงไม่เกิดขึ้น ? ติดตามได้ที่ Main Stand

ปฏิบัติการ “ช้อนหุ้น” 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่คู่กับวงการฟุตบอลอังกฤษมายาวนาน พวกเขาเคยเป็นแชมป์มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ในช่วงที่ฟุตบอลลีกในอังกฤษตั้งไข่ นักเตะหลายคนยังมีรายได้แค่ไม่กี่ปอนด์และมีงานหลักเลี้ยงชีพอยู่แล้ว สโมสรหลายสโมสรก็เป็นการรวมพลของพนักงาน ห้างร้าน หรือทีมชุมชน ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นหนึ่งในนั้น (สโมสรก่อตั้งโดยพนักงานรถไฟ ในชื่อ นิวตัน ฮีธ เมื่อปี 1878) … มันคือส่วนหนึ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า English Game

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเวลาของการตั้งไข่เริ่มนำมาสู่พื้นฐานที่แข็งแกร่ง การต่อยอดเพื่อพา ฟุตบอล ไปอีกระดับก็เริ่มขึ้น จากที่เคยเป็นกีฬาที่เอาไว้เล่นสุดสัปดาห์ แชมเปี้ยนส์ กลายเป็นคำที่มีความหมายมากขึ้น มีการซื้อขายตัวผู้เล่น มีการนำเรื่องการบริหารและเศรษฐศาสตร์เข้ามาใช้ในการทำทีมฟุตบอล และจากนั้นฟุตบอลอังกฤษก็กลายเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของพวกเขามาเสมอ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคปี 1950s-1960s ก็คือชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องจักรชิ้นนี้ ที่ทำให้มันขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

ยูไนเต็ด ยุคนั้น อยู่ภายใต้การทำทีมของ เซอร์ แมตส์ บัสบี้ แม้ต้องเจอกับโศกนาฏกรรมมิวนิค เหตุการณ์เครื่องบินตกที่ทำให้ทีมปีศาจแดงเสียผู้เล่นเกือบยกทีม แต่พวกเขาก็กลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ … ปีศาจแดงสามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ 1 ครั้ง แชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชั่น 1 ในเวลานั้น) 4 ครั้ง และความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมีมูลค่า เพราะเมื่อทีมมีชื่อเสียงก็ทำให้มีใคร ๆ อยากจะลงทุนด้วยมากขึ้น

ฟุตบอลเริ่มกลายเป็นธุรกิจเมื่อทีม ๆ นั้นเริ่มมีมูลค่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพิ่มมูลค่าของสโมสรของพวกเขาเสมอมา แม้บางช่วงจะห่างหายจากแชมป์ไปบ้าง แต่ในแง่ของการพยายามสร้างฐานแฟนคลับใหม่ ๆ พวกเขาก็ทำได้ดีมาเสมอ จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้วในปัจจุบัน

ภาพทุกอย่างชัดขึ้นสุด ๆ ในยุคปัจจุบัน เพราะการซื้อขายสโมสรก็เริ่มเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวมากขึ้นในทุก ๆ ปี แต่เรื่องที่เราจะกล่าวถึงนี้เกิดขึ้นในยุค 1980s ณ เวลานั้น ยูไนเต็ด กำลังประสบปัญหาขาดแคลนโทรฟี่ ทำให้ความยิ่งใหญ่ลดลง จนสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้แฟนบอล … ทว่าสำหรับนักธุรกิจ ของแบบนี้ต้องใช้ภาษาหุ้นด้วยวลีที่ว่า “ต้องรีบช้อน”

“ช้อน” ในที่นี้กล่าวคือ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังมีอนาคตที่สั่นคลอน เจ้าของทีมอย่าง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ เริ่มออกอาการมือสั่นกลัวจะขาดทุนไปมากกว่านี้ ขนาดเจ้าของยังหวั่นใจ ไปจนถึงการมองหาลู่ทางขายทิ้ง มันก็ไม่แปลกที่จะไม่มีใคร “กล้าซื้อ” และรับความเสี่ยงนั้นได้ง่าย ๆ

ทว่าคนจำนวนหนึ่งกำลังรอสถานการณ์แบบนี้อยู่ พวกเขาเป็นนักธุรกิจที่มีเงินเย็นอยู่ในมือ ดังนั้นการซื้อสินค้าที่ไม่มีใครสนใจ จะต้องได้ราคาถูกลงกว่าเดิมหลายเปอร์เซ็นต์แน่ แผนการช้อนซื้อสโมสร แมนฯ ยููไนเต็ด จึงได้บังเกิดขึ้นจากเศรษฐีสายอสังหาริมทรัพย์ และยังเคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อนอย่าง ไมเคิล ไนท์ตัน

ยูไนเต็ด คือของถูกที่จะมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต นั่นคือสิ่งที่ ไนท์ตัน รู้ … เพียงแต่มันต้องใช้เวลาสักหน่อยในการสร้างกำไร มูลค่าที่ ไนท์ตัน มองว่า ยูไนเต็ด จะทำได้ในอนาคตคือ “150 ล้านปอนด์” … เยอะแค่ไหนไม่ต้องสืบสำหรับยุค 80s ยุคที่นักเตะยังย้ายตัวกันด้วยราคาแพงสุดแค่หลักแสนปอนด์เท่านั้น

เอาก็เอา ไม่เอากลับ !

ไนท์ตัน มีทรัพย์สินในมือเท่าไหร่ไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ สายตาของเขาแหลมคมไม่ใช่เล่น เขามองมูลค่าของสโมสร แมนฯ ยูไนเต็ด ในอนาคตออก โดยที่ตัวของเขาจะจ่ายเงินแค่ 10 ล้านปอนด์เท่านั้น … ถ้าตอนนั้นไม่เกิดเรื่องพลิกล็อกขึ้น เขาจะเป็นเจ้าของสโมสรที่มีมูลค่า 3,000 ล้านปอนด์ และประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในอังกฤษ

ไนท์ตัน อ่านขาดด้วยสายข่าว เขารู้ถึงความสั่นไหวในห้องของบอร์ดบริหาร เขารู้ว่า มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ อยากขายทีมแทบจะแย่ แฟนบอลก็ไม่ชอบเขาด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพราะผลงานในสนาม และวิธีบริหารที่แย่มากในสายตาของแฟนบอล

แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นสมบัติของตระกูล เอ็ดเวิร์ดส์ มาตั้งแต่รุ่นพ่อ หลุยส์ เอ็ดเวิร์ดส์ แต่มื่อ มาร์ติน มาสานงานต่อจากพ่อ เขามีการบริหารที่แปลกประหลาด เช่นการชอบปลดโค้ชโดยไม่มีเหตุผลอ้างอิงเพียงพอ นอกจากนี้ยังว่ากันว่า เขายังรับเงินเดือนผู้บริหารเป็นจำนวนมากอีกด้วย ดังนั้นนี่คือจังหวะดีที่สุดสำหรับการช้อน และพร้อมจะเสนอเงินก้อนที่ไม่มากนัก เพราะเขารู้ดีว่า ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ตอนนี้ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส จะเอามันไปพิจารณาอย่างแน่นอน

“เหตุผลที่ผมเข้ามาซื้อทีมนี้มันง่าย ๆ ตอนนั้นทีมงานบอร์ดบริหารมีรอยร้าวเกิดขึ้น มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ไม่เป็นที่นิยมสำหรับทั้งคนภายในและกับแฟนฟุตบอล เขากำลังเหลือทนและอยากจะออกจากสิ่งที่เป็นจะแย่อยู่แล้ว ธุรกิจกำลังมีแต่จม พวกเขามีตัวเลขในบัญชีสีแดง และตัวเลขก็เติบโตไปในทางลบเรื่อย ๆ แม้แต่ตั๋วปีของทีมยังขายได้ไม่ถึง 2 หมื่นใบ (ณ ตอนนั้นความจุ โอลด์ แทรฟฟอร์ด อยู่ที่ 48,000 ที่นั่ง) เลยด้วยซ้ำ” นี่คือสิ่งที่ ไนท์ตัน เล่าย้อนกลับไปสำหรับความคิดจะซื้อ ยูไนเต็ด ของเขา

ไนท์ตัน ขอคุยกับ เอ็ดเวิร์ดส์ ตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม เพราะต่างฝ่ายก็รู้ไส้รู้พุงกันดีว่าแต่ละคนต้องการอะไร ไนท์ตัน เองนอกจากจะเห็นผลกำไรในอนาคตแล้ว เขายังมีความเป็นร็อกแอนด์โรลในสายเลือด การที่เขาซื้อทีมนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเขาเป็นแฟนบอลของ ยูไนเต็ด เขาเป็นคนที่ไม่เคยสงวนท่าที คุยโวโอ้อวดถึงความสำเร็จของตัวเอง เขาบอกกับ เอ็ดเวิร์ดส์ ว่าหากปล่อยให้เขาบริหาร สโมสรแห่งนี้จะเติบโตไปได้แค่ไหน

ขณะที่ เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ได้เห็น “พิมพ์เขียว” ซึ่ง ไนท์ตัน ร่างทุกอย่างที่เขาคิดลงในกระดาษ เอ็ดเวิร์ดส์ รู้สึกเกิดความเชื่อบางประการ เดิมทีเขาจะขายให้ ไนท์ตัน หมดเลยก็ได้สำหรับหุ้นสโมสรที่เขามีอยู่ ทว่าอนาคตนั้นอาจจะดีแบบที่ ไนท์ตัน ว่าไว้จริง ๆ ก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ เอ็ดเวิร์ดส์ เอะใจขึ้นมา ข้อเสนอแบบใหม่จึงกำเนิดขึ้น และต่างฝ่ายต่างยอมจับมือกันเมื่อเห็นข้อเสนอนี้

“10 ล้านปอนด์ เอาก็เอา ไม่เอาก็กลับ” นี่คือบทสรุปคำขาดของ ไนท์ตัน ที่ตั้งตัวเลขในใจมาจากบ้าน เขารู้ว่า เอ็ดเวิร์ดส์ รุ่นที่ 2 เอาแน่ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพียงแต่ มาร์ติน ยังคงอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ได้ล้มเหลวแบบที่แฟนบอลมองว่าเขาเป็น “ลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของพ่อ” … มันอาจจะมีเหตุผลอื่น ๆ เพิ่มเติมแต่ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ไม่ยอมปล่อยมือจากทีมนี้ง่าย ๆ และอย่างน้อย ๆ เขาก็เก่งเรื่องการต่อรอง สิ่งที่เขาร้องขอมันได้ผล

เอ็ดเวิร์ดส์ จะได้รับเงินจาก ไนท์ตัน 10 ล้านปอนด์ สำหรับการขายหุ้นส่วนใหญ่ที่คาดการณ์ว่าอาจจะมากกว่าครึ่งหนึ่งที่เขามี แต่มีข้อแม้ว่าตำแหน่งประธานบริหารของเขาจะยังคงอยู่ ไนท์ตัน จะเป็นได้แค่ผู้ลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่ผู้บริหารแบบที่เขาหวัง ซึ่ง ไนท์ตัน คิดว่า เอ็ดเวิร์ดส์ จะพูดอะไรได้ เขายอมเล่นด้วยเพราะเขาไม่อยาก่อสงครามในการเจรจาที่อาจจะพังลงได้ โดยเฉพาะเมื่อปลายทางคือ 150 ล้านปอนด์ ที่เขามองเห็นอยู่ในอนาคตต่างหาก

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo