แมนฯยูไนเต็ดประกาศ”โรนัลโด้”คว้าเบอร์7″คาวานี”โยกใช้เบอร์21เเทน

แมนฯยูไนเต็ดประกาศ”โรนัลโด้”คว้าเบอร์7″คาวานี”โยกใช้เบอร์21เเทน

แมนฯยูไนเต็ดประกาศ"โรนัลโด้"คว้าเบอร์7"คาวานี"โยกใช้เบอร์21เเทน

แมนฯยูไนเต็ดประกาศ”โรนัลโด้”คว้าเบอร์7″คาวานี”โยกใช้เบอร์21เเทน

“คริสเตียโน โรนัลโด้” ซูเปอร์สตาร์ตัวใหม่ของแมนเชสเตอร์  ยูไนเต็ด  ยืนยันจะสวมเสื้อหมายเลข 7 ด้าน “เอดินสัน คาวานี” เปลี่ยนไปใช้หมายเลข 21

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศยืนยัน คริสเตียโน โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์คนใหม่จะสวมเสื้อหมายเลข 7 ลงเล่นให้ทีมอีกครั้ง

โรนัลโด้ เคยสวมหมายเลข 7 แห่งตำนานมาแล้วในยุคแรกที่อยู่กับทีมระหว่างปี 2003 ถึง 2009 และพาทีมกวาดแชมป์มาครองหลายรายการซึ่งรวมถึง แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2008

แมนฯ ยูไนเต็ด ยืนยันเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสจะได้สวมเสื้อหมายเลข 7 อีกครั้ง

 

ขณะที่ เอดินสัน คาวานี จะเปลี่ยนไปใช้หมายเลข 21 เบอร์ประจำที่ใช้ยามเล่นให้ทีมชาติอุรุกวัย

สำหรับเบอร์ 7 ถือเป็นหมายเลขตำนานของทีมปิศาจแดง ที่เหล่าซูเปอร์สตาร์ต่างสวมใส่ ไม่ว่าจะเป็น จอร์จ เบสต์, ไบรอัน ร็อบสัน, เอริค คันโตน่า และเดวิน เบ็คแฮม

 

คริสเตียโน โรนัลโด

กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู (โปรตุเกส: Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro; เกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักฟุตบอล ชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สโมสรในพรีเมียร์ลีก และทีมชาติโปรตุเกส ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เขาได้รับรางวัลบาลงดอร์ 5 สมัย และรางวัลรองเท้าทองคำยุโรปอีก 4 สมัย ซึ่งทั้งสองสถิติถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดสำหรับผู้เล่นชาวยุโรป โรนัลโดยังเป็นเจ้าของสถิติผู้ทำประตูมากที่สุดและผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากที่สุดในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (134 ประตู และ 42 ครั้งตามลำดับ)  และสถิติผู้ทำประตูมากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบสุดท้าย (14 ประตู)  รวมทั้งเป็นผู้เล่นที่ทำประตูในนามทีมชาติได้มากที่สุดตลอดกาล (111 ประตู)  ตลอดการเล่นอาชีพโรนัลโดทำประตในการแข่งขันระดับทางการรวมกว่า 780 ประตู และชนะเลิศถ้วยรางวัลรวม 32 รายการ  ซึ่งรวมถึงการคว้าแชมป์ลีก 7 สมัย, แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 สมัย, แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (2016) และ แชมป์ยูฟ่าเนชันส์ลีก (2019) และยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ลงสนามทุกรายการมากกว่า 1,100 นัด

โรนัลโดเริ่มต้นอาชีพกับสโมสรสปอร์ติงลิสบอน  ก่อนจะย้ายร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใน ค.ศ. 2003 และสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอคัพ 1 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย และยังคว้ารางวัลบาลงดอร์สมัยแรกใน ค.ศ. 2008 ด้วยวัย 23 ปี  ก่อนจะย้ายร่วมทีมเรอัลมาดริดใน ค.ศ. 2009 ด้วยค่าตัว 94 ล้านยูโร ซึ่งเป็นสถิติโลกในขณะนั้น และคว้าถ้วยรางวัลได้ 15 รายการ  รวมถึงแชมป์ลาลิกา  2 สมัย, โกปาเดลเรย์ 2 สมัย, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 4 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 3 สมัย และยังทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุดตลอดกาลของสโมสร (451 ประตู)  รวมทั้งคว้ารางวัลบาลงดอร์เพิ่มได้อีก 4 สมัย ต่อมา เขาย้ายร่วมทีมยูเวนตุส ใน ค.ศ. 2018 ด้วยค่าตัว 100 ล้านยูโร โดยถือเป็นนักเตะที่มีราคาสูงที่สุดสำหรับการย้ายทีมในสโมสรอิตาลี  และเป็นนักเตะอายุเกิน 30 ปีที่มีค่าตัวสูงที่สุด โดยเขาคว้าถ้วยรางวัลได้ 5 รายการ รวมถึงแชมป์เซเรียอา และ โกปปาอีตาเลีย ก่อนจะย้ายกลับมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใน ค.ศ. 2021

โรนัลโดติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกใน ค.ศ. 2003 ด้วยวัย 18 ปี และในปัจจุบันเขาถือเป็นผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุดและทำประตูมากที่สุดของทีมชาติโปรตุเกส  โดยทำประตูแรกได้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 ซึ่งเขาพาโปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ต่อมา โรนัลได้รับตำแหน่งกัปตันทีม ครั้งแรกใน ค.ศ. 2008  และใน ค.ศ. 2015 โรนัลโดได้รับการเสนอชื่อโดยสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสให้เป็นผู้เล่นชาวโปรตุเกสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เขาพาโปรตุเกสคว้าแชมป์ระดับทางการครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016  ตามด้วยแชมป์ยูฟ่าเนชันส์ลีกใน ค.ศ. 2019 และเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020

เขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและร่ำรวยมากที่สุดของโลก  โรนัลโดได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอบส์ให้เป็นนักกีฬาที่ได้รับค่าจ้างสูงที่สุดในปี 2016  และ 2017  และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารอีเอสพีเอ็น ให้เป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงปี 2016-19 รวมทั้งการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี 2014  เขาถือเป็นนักกีฬา คนที่ 3 (ต่อจากไทเกอร์ วูดส์ และ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำเงินรางวัลรวมตลอดอาชีพได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

เอดินสัน คาวานี ชื่อเรียกในวงการคนไทย

เอดินซอน โรเบร์โต กาบานิ โกเมซ (สเปน: Edinson Roberto Cavani Gómez; เกิด 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลชาวอุรุกวัย ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และทีมชาติอุรุกวัย

กาบานิเริ่มเริ่มอาชีพโดยเล่นให้กับสโมสรดานูบิโอในมอนเตวิเดโอประเทศอุรุกวัย ซึ่งเขาเล่นที่นั่นเป็นเวลาสองปีก่อนที่จะย้ายไปเล่นที่ปาแลร์โมสโมสรในเซเรียอาอิตาลีในปี 2007 เขาเล่นให้ปาแลร์โมเป็นเวลา 4 ฤดูกาล โดยทำไป 34 ประตูจาก 109 นัดที่ลงสนามในลีก ในปี 2010 กาบานิเซ็นสัญญาย้ายร่วมทีมนาโปลีซึ่งเซ็นสัญญาในข้อตกลงของสัญญายืมตัวก่อนจะทำการซื้อขาดด้วยราคา 17 ล้านยูโร ต่อมา ในฤดูกาล 2011–12 เขาได้รับถ้วยรางวัลแรกกับสโมสรคือการคว้าแชมป์รายการโคปปาอิตาเลีย ซึ่งเขาทำประตูได้สูงสุดในรายการจำนวน 5 ประตู ในสองฤดูกาลแรกที่นาโปลี กาบิทำประตูได้จำนวน 33 ประตู รวมทุกรายการให้กับนาโปลี ก่อนที่จะทำได้ 38 ประตูในฤดูกาลที่ 3 ซึ่งเขาจบฤดูกาลด้วยการคว้าตำแหน่งผู้ทำประตูสูงสุดในลีกจำนวน 29 ประตู

 

ในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 กาบานิเซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีมปารีสแซงต์ – แชร์กแมงด้วยค่าตัว 64 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นการย้ายทีมที่มีมูลค่าสูงที่สุดในลีกเอิงของฝรั่งเศสในขณะนั้น กาบินิประสบความสำเร็จมากมายกับสโมสรด้วยการคว้าแชมป์ลีก 6 สมัย, แชมป์คูปส์เดลาลีกเอิง 5 สมัย และ คูปส์เดอฟรองซ์อีก 4 สมัย เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมในการแข่งขันลีกเอิงในฤดูกาล 2016-17 และ คว้าตำแหน่งผู้ทำประตูสูงสุดในลีกในฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 ด้วยการทำไป 35 และ 28 ประตูตามลำดับ กาบินิยังถือเป็นผู้เล่นทีทำประตูรวมในทุกรายการได้มากที่สุดตลอดกาลของสโมสรปารีสแซงต์ – แชร์กแมง จำนวนทั้งสิ้น 200 ประตู ในปี 2020 กาบานิได้ย้ายร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ในการแข่งขันระดับชาติ กาบินิลงสนามในนามทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 และ สามารถทำประตูได้ทันที ในนัดที่พบกับทีมชาติโคลอมเบีย นับจนถึงปัจจุบันกาบานิทำประตูให้ทีมชาติรวมทั้งสิ้น 51 ประตู ทำสถิติเป็นผู้ทำประตูให้ทีมชาติอุรุกวัยมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ตลอดกาลโดยเป็นรองเพียงหลุยส์ ซัวเรส ที่ทำไป 63 ประตู เขาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการใหญ่ร่วมกับทีมชาติจำนวน 8 รายการ ได้แก่ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2010, โกปาอเมริกาปี 2011, คอนเฟดเดอเรชั่น คัพ ปี 2013, ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2014, โกปาอเมริกาปี 2015, โกปาอาเมริกาเซนเตนาริโอปี 2016, ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2018 และ โกปาอเมริกาปี 2019 โดยสามารถพาอุรุกวัยคว้าอันดับที่ 4 ได้ในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ และ คว้าแชมป์โกปาอเมริกาได้ในปี 2011 ซึ่งเป็นสถิติแชมป์สมัยที่ 15 ของทีมชาติอุรุกวัยในรายการดังกล่าว

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo