แข่งรถ Formula1ตอน2

แข่งรถ Formula1ตอน2

แข่งรถ Formula1ตอน2

แข่งรถ Formula1ตอน2

แข่งรถ Formula1ตอน2

เพราะทีมสามารถทำคะแนนทีมผู้สร้างไปได้เป็นอันดับที่ 2 ทันที ก่อนที่ 4 ปีต่อมา ทีมคว้าแชมป์ ไปได้ เคียงข้างกับรางวัลแชมป์

ประเภทนักขับอย่าง Vettel ก่อนที่จะเริ่มเสียรังวัดไปให้กับทีมมาแรงอย่าง Mercedes-AMG Petronas F1 Team ทำให้ Vettel ตัดสินใจย้ายทีมออกไป

ในที่สุดเมื่อปี 2015 แต่ก็ยังมีดาวเด่นอย่าง Daniel Ricciardo มาช่วยประคองทีมเอาไว้ได้ แต่ยังไม่ที่สุด แต่เมื่อปี 2016 ทีมได้ตัว “Mad Max” Max Verstappen มาร่วมทีม ทำให้การแข่งขันในทีมดุเดือดอีกครั้ง จนทำให้ Red Bull Racing

เป็นที่น่าจับตามองอีกครั้ง ถึงแม้ว่าปี 2020 จะมีแชมป์เพียง 2 สนาม แต่ฟอร์มโดยรวมก็ยังคว้าอันดับที่ 2 ไปได้อยู่ดี Aston Martin Red Bull Racing ดูแลทีม

โดย Christian Horner ผู้อำนวยการทีม ชาวอังกฤษอายุ 47 ปี เข้ามาคุมทีมตั้งแต่เริ่มทำทีมเมื่อปี 2005 เลย ซึ่งตอนนั้น

ถือเป็นนายใหญ่ของทีม F1 ที่มีอายุน้อยที่สุด และเขาคือสามีของอดีตนักร้องอังกฤษชื่อดัง Geri Halliwell หรือ Ginger Spice จากวง Spice Girl วง Girl Group ชื่อดังจากอังกฤษนั่นเอง

นักแข่ง Max Verstappen

“Mad Max” Max Verstappen นักแข่งดาวรุ่งวัน 23 ปีชาวเนเธอร์แลนด์ เริ่มต้นกับทีม Red Bull ด้วยการเข้าร่วม ทีมเยาวชน  Red Bull Junior Team เมื่อปี 2014 แล้วสามารถขยับขึ้นไปขับระดับ F1 ได้ เมื่อทีม Scuderia Toro Rosso ทีมน้องของ Red Bull ทำการประกาศว่าเขาจะเป็นนักขับของทีมในฤดูกาล 2015 เคียงข้างกับ Carlos Sainz Jr. โดยไปขับแทนที่ Daniil Kvyat ที่ได้โปรโมทขึ้นไปขับทีมใหญ่อย่าง Red Bull Racing แทน ทำให้เขากลายเป็นนักแข่งระดับ F1 ที่มีอายุน้อยที่สุดไปในทันที ด้วยอายุ 17 ปี 166 วัน

เปิดสนามแรกด้วยการวิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ทำคะแนนได้ แต่เสียดายที่เครื่องยนต์พังเสียก่อน ไม่จบการแข่งขัน ก่อนที่จะเก็บคะแนนแรกของตัวเองได้ที่มาเลเซีย ด้วยการจบอันดับที่ 7 เป็นนักแข่งอายุน้อยที่สุด

ที่ทำคะแนนได้ในการแข่งขัน Formula 1 (17 ปี 180 วัน) จบปีแรกด้วยการทำไปได้ 49 คะแนน เป็นอันดับที่ 12 และปี 2016 ก็คือปี

ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปทันที เมื่อผ่านไปเพียง 5 สนาม ทางทีม Red Bull Racing ได้ทำการสลับที่กันระหว่างเขากับ Daniil Kvyat ทำให้ Verstappen ได้ไปขับเคียงข้างกับเบอร์ 1 อย่าง Daniel Ricciardo ทันที

และเขาก็ตอบแทนทีมทันที ด้วยการคว้าแชมป์ในสนาม Spanish Grand Prix ทันทีที่ลงแข่งครั้งแรก ทำให้เขากลายเป็นนักแข่ง F1 อายุน้อยที่สุด

ที่คว้าแชมป์ไปได้ (18 ปี 228 วัน) ก่อนที่ปีนั้นเขาจะขึ้นไปโพเดียมอีก 6 ครั้ง เก็บคะแนนได้เป็นอันดับที่ 5 กลายเป็นดาวรุ่ง

ดวงเด่นของวงการ F1 ไปในทันที แต่เมื่อถึงปี 2017 เขากลับประสบปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ใน 14 สนามแรก เครื่องยนต์มีปัญหาจนขับไม่จบการแข่งขันถึง 4 สนาม

และระห่ำจนชนในรอบแรกไปอีก 3 สนาม ออกจากการแข่งขันโดยไม่มีแต้ม แต่ก็ยังสามารถคว้าแชมป์ไปได้ 2 สนาม จบฤดูกาลด้วยการเก็บไป 168 คะแนน เป็นอันดับที่ 6 ของประเภทนักแข่ง

จนมาถึงปี 2018 ก็เป็นปีที่เขาเริ่มเจิดจรัสมากขึ้น และเป็นที่ชัดเจนว่าเขาไม่อยากเป็นมือ 2 รองจาก Daniel Ricciardo อีกต่อไป เห็นได้จากความเกรี้ยวกราดในยามที่ขับในสนาม ไม่ยอมทำตามแผนของทีมที่ให้ Ricciardo เป็นเบอร์ 1

ซึ่งทางทีมก็ออกจะเอียงไปเข้าข้าง Verstappen เสียด้วย เพราะมองว่าเขาเป็นอนาคตของทีมที่น่าจะพาทีมไปคว้าแชมป์ได้ จบฤดูกาล 2018 ไปด้วยการคว้าแชมป์ไป 2 สนาม

ขึ้นโพเดียมไป 11 ครั้ง ทำคะแนนไป 249 แต้ม จบอันดับที่ 4 มากกว่าเบอร์ 1 ของทีมอย่าง Ricciardo ที่เก็บไป 170 คะแนน เป็นอันดับ 6 และนี่คงเป็นส่วนหนึ่ง

ที่ทำให้ Ricciardo ต้องย้ายทีมไปซบอก Renault แทน และฤดูกาลล่าสุด ปี 2019 คือปีที่เขางัดฟอร์มเก่งขึ้นมาได้เต็มที่ ด้วยการเก็บแชมป์ไป 3 สนาม 9 โพเดียม

จบเป็นอันดับที่ 3 รองจาก 2 นักแข่งจาก Mercedes เท่านั้น และปี 2020 สามารถคว้าแชมป์ไปได้ 2 สนาม ขึ้นโพเดียมไปได้เกือบทุกสนาม ยกเว้นที่ขับไม่จบ 5 สนาม กับที่ตุรกี

ที่จบอันดับ 6 มากพอที่จะเก็บคะแนนรวมอันดับที่ 3 ไปได้

Sergio Pérez

นักแข่งชาวเม็กซิโกอายุ 31 ปี Sergio Pérez ผลผลิตจาก Ferrari Driver Academy เริ่มต้นเข้าสู่วงการ Formula 1 เมื่อปี 2011 กับทีม Sauber

แทนที่ของ Nick Heidfeld ท่ามกลางเสียงนินทาว่า เข้ามาอยู่ในทีมได้เพราะสปอนเซอร์ส่วนตัวของเขา Telita ค่ายโทรคมนาคมใหญ่ของเม็กซิโก เพราะหลังการประกาศไม่นาน ก็ได้มีการประกาศเพิ่มเติมเรื่องการสนับสนุนทีมของ Telita  ตามมา แต่ฝีมือเขาก็มีเยอะจริง

เพราะแค่สนามแรกที่ลงแข่ง เขาสามารถคว้าอันดับที่ 7 ไปได้ โดยใช้การเปลี่ยนยางแค่ครั้งเดียว แต่สุดท้ายก็ถูกจับ Disqualified จากการทำผิดกฎ

เรื่องทางเทคนิค สุดท้ายปีแรกจบด้วยอันดับ 16 ด้วยการเก็บไป 14 คะแนน ปีต่อมา Sergio Pérez ก็ยังขับให้กับทีมเดิมอยู่ แต่ปี 2013 เขาได้เซ็นสัญญาเพื่อไปขับให้กับ Mclaren แทนที่ของ Lewis Hamilton ที่ย้ายไปขับให้กับ Mercedes ซึ่งผลงานของเขาก็ดีขึ้นเล็กน้อย

กับการเก็บได้ 49 คะแนน จบเป็นอันดับที่ 11 แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียว ก็ตัดสินใจย้ายไปขับให้กับ Force India ในปี 2014 ซึ่งเริ่มเปิดตัวได้ดี เมื่อสามารถขึ้นโพเดียม

ในตำแหน่งที่ 3 ในสนาม Bahrain Grand Prix แล้วก็ประคองฟอร์มอยู่กลางตารางได้ จนจบที่ 10 ด้วย 59 คะแนน และยังขับในทีมเดิมต่อเนื่อง

มาจนถึงปัจจุบัน ผลงานล่าสุดฤดูกาล 2019 Sergio Pérez จบด้วยอันดับที่ 10 มี 52 คะแนน และปีที่แล้วก็สามารถระเบิดฟอร์มได้อย่างเต็มที่

คว้าแชมป์ไปได้ 1 รายการ และเก็บแต้มสะสมรวมจบอันดับที่ 4 ทั้งที่อยู่ในทีมระดับกลาง แต่ก็ไม่สามารถยึดตำแหน่งเดิม

ในทีม Racing Point ไส้ได้ เพราะการมาของอดีตแชมป์โลกอย่าง Sebastian Vettel ด้วยความที่ยังดวงแข็งของ “เช็กโก้” ที่ทีม Red Bull Racing ดันยังไม่พอใจฟอร์มของนักแข่ง

ลูกครึ่งชาวไทย Alexander Albon เลยตัดสินใจดึงเขาเขข้ามาร่วมทีมในสัญญาระยะสั้น 1 ปี แล้วดัน “น้องเล็ก” ไปเป็นนักขับสำรองแทน

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo