เศวต เศรษฐาภรณ์

เศวต เศรษฐาภรณ์

เศวต เศรษฐาภรณ์

เศวต เศรษฐาภรณ์

เศวต เศรษฐาภรณ์

แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์ ชายวัย 58 ที่รับบทบาทพ่อ นักธุรกิจ และนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทย เขาเพิ่งทำตามความฝันด้วยการพิชิตเวทีกีฬาระดับโลกอย่าง โอลิมปิกเกม โตเกียว 2020 และทำคนไทยทั้งประเทศแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ในวันที่เขาแบกปืนลูกซองคู่ใจไว้บนบ่า ก่อนจะลั่นไกตามเป้าบินในอากาศ และ 1 คะแนนที่เขาไม่ได้เก็บใส่กระเป๋าในการแข่งขัน ก็ไม่ได้ทำให้คอกีฬาหรือแฟนคลับชาวไทยผิดหวังในตัวนักกีฬาคนนี้แม้แต่นิดเดียว

เพราะการเดินทางตามความฝันของ แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์ ยิ่งใหญ่กว่า 1 คะแนนนั้นมาก

อาเศวตกลับจากการแข่งขัน และหอบบทเรียนจากความพ่ายแพ้มาเป็นแรงฮึดสู้ เราชวนเขาสนทนาถึงการเดินทางเพื่อทำความฝันสูงสุด ในฐานะนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยให้เป็นจริง เขาใช้เวลา 17 ปีในการไต่ระดับความสำเร็จ ทุกย่างก้าวเขามีภรรยาที่เป็นนักกีฬายิงเป้าบินคอยเคียงข้าง และมี ‘หัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้’ คอยเคียงคู่

แม้อาเศวตต้องเลิกขับเครื่องบิน เพราะความเป็นห่วงของคนเป็นแม่ แต่นั่นทำให้เขาเริ่มต้นเส้นทางนักกีฬาตอนอายุ 41 ซึ่งเป็นวัยเดียวกับนักกีฬายิงเป้าบินที่กลายเป็นผู้ฝึกสอนหรือผู้บริหารสมาคม วันที่กระสุนนัดแรกออกจากปลายกระบอกปืน เป็นการประกาศว่า เขากำลังจะเอาจริงเอาจัง ทุ่มความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะตัวเอง

นั่นเพราะอายุไม่อาจตีกรอบความสามารถของคน และเรื่องราวของอาเศวตก็พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นแจ้งแล้วว่า ความฝันไม่เคยจำกัดอายุ หากแต่ว่า หลังจากที่คุณฝันแล้ว คุณเริ่มต้น ‘ทำ’ มันหรือยัง นี่ต่างหากสำคัญ

ชวนย้อนเส้นทางสู่ความสำเร็จ จากวันที่ชายวัย 41 ตัดสินใจจริงจังกับกีฬายิงเป้าบิน ตระเวนแข่งขันมากกว่า 10 ปีแม้ไม่ได้เหรียญกลับบ้าน จนวันนี้ ชายคนเดิมพาตัวเองและประเทศไทยไปยืนบนสนามโอลิมปิกอย่างสง่างาม

และเรื่องราวทั้งหมดนี้ คือเคล็ดลับพิชิตความฝันที่เรียบง่ายและธรรมดาของ เศวต เศรษฐาภรณ์

เห็นจากข่าวว่าคุณอาถูกยกให้เป็น ‘นักกีฬาไทยที่อายุเยอะที่สุด’ ในการแข่งขันโอลิมปิกเกม 2020 

คนเราก็ต้องแก่ใช่มั้ย (หัวเราะ) พอไปถึงโอลิมปิกโตเกียว ผมเซอร์ไพรส์ตรงที่เราติดหนึ่งในสิบนักกีฬาที่แก่ที่สุด พอคนรู้เขาก็จะเข้ามาหา ไม่ได้มาชื่นชมว่าผมเป็นฮีโร่หรอกนะ แต่มาดูหน้าตาว่าเป็นยังไง หรือเวลาผมไปติดต่องานเขาก็จะดูป้ายห้อยคอ เขานึกว่าเป็นผู้จัดการนักกีฬา ไม่ก็โค้ชนักกีฬา พอเห็นป้ายเขียนว่า Athlete ก็ตกใจ

ย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีที่แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณอาคะ

เมื่อก่อนผมเป็นนักบิน แต่หลังจากที่คุณแม่รู้ข่าว คุณสุวิทย์ หวั่งหลี และ คุณเคน สารสิน เสียชีวิตจากเครื่องบินตก ก็ขอให้เลิก และทุกครั้งที่ผมขึ้นบินจะโทรบอกเขา เขาก็จะเข้าห้องพระไปสวดมนต์ตามประสาผู้ใหญ่ ผมมาตัดสินใจทีหลังว่า เรามีชั่วโมงบินเกือบสองพันชั่วโมง มันค่อนข้างเยอะแล้ว พอเพื่อนคุณแม่เสียชีวิตกันหมดจริงๆ ผมคิดว่าคงไปต่อไม่ได้ เรามีความสุขก็จริง แต่ทำให้คนอื่นมีความทุกข์ ตอนนั้นตัดสินใจอยู่สองอย่างว่าจะเล่นกอล์ฟหรือยิงปืนเป้าบิน

ทำไมหวยมาออกที่กีฬายิงปืนเป้าบิน

จริงๆ ผมทำไปพร้อมกันนะครับ ตอนเรียนกอล์ฟก็หาโปรมาสอน เพราะผมเป็นคนทำอะไรก็จะทำจริงจัง แต่เรียนอยู่สามเดือนยังเรียนเหล็กเบอร์ 7 อยู่เลย มันน่าเบื่อจัง ขณะเดียวกันก็หัดยิงเป้าบินด้วย มีเพื่อนนักบินเขาเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมฯ พาเราเข้ามา พอลองดูก็ชอบมากกว่า ไม่มีโค้ชมาจ้ำจี้จ้ำไช จับปืนได้ก็ยิงเลย สุดท้ายก็มาจบที่การยิงแบบแทร็ป

ผมชอบแทร็ปเพราะมันเป็นความงามของการที่เราไม่รู้เลยว่าเป้าจะมาจากทางไหน ทางซ้าย ทางขวา หรือตรงกลาง ทำให้ผมต้องเตรียมความพร้อมอยู่ตลอด และจุดนั้นทำให้ผมมีสมาธิ ผมลองยิงอยู่ประมาณสองเดือน ก็รู้สึกว่าเป็นกีฬาที่ให้อะไรหลายๆ อย่าง มันมีความหยาบของกีฬา แต่ในขณะเดียวก็ต้องการความประณีต

และนั่นคือจุดเริ่มต้นตอนอายุสี่สิบเอ็ดของผม ตราบใดที่เท้าติดดินที่บ้านก็แฮปปี้

อายุ 41 ไม่เป็นอุปสรรคของกีฬายิงปืนเป้าบินหรือคะ

อายุไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราจะทำนะครับ

ที่สำคัญต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ มีวินัยและความอดทนในการซ้อม เพราะตลอดระยะเวลากว่าจะสำเร็จ เรามีทั้งท้อแท้ ผิดหวัง แล้วก็ค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมาจะมีนักกีฬายิงปืนเป้าบินอยู่สองประเภท ประเภทแรกมีฝีมือแต่ไม่มีทุนทรัพย์ อีกประเภท ขับรถคันละสิบล้าน ลงทุนสองสามแสน แต่ไม่มีความอดทน แม้กระทั่งหนุ่มๆ อายุสี่สิบ ห้าสิบ ประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้ว มาถึงก็อยากจะเล่นกีฬาชั้นสูง และส่วนใหญ่จะถามว่าใช้เงินเท่าไหร่ ใช้เวลาเท่าไหร่ ประเภทนี้น้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ ปัจจัยมี แต่ความอดทนไม่มี ผมอยู่สมาคมฯ มาสิบเจ็ดปี เห็นบ่อยนะครับ

คุณอามุ่งมั่นจนติดทีมชาติไทยภายใน 2 ปี 

ผมติดทีมชาติลำดับที่สาม โอเค เราทำได้แล้ว ปีถัดไปเข้าไปคัดอีก ก็เข้าลำดับที่หนึ่งตลอดจนถึงปัจจุบัน กีฬานี้พอเป็นทีมชาติปุ๊บ ต้องคัดตัวนะ ไม่ใช่เป็นทีมชาติแล้วจะเป็นตลอดกาล เราต้องรักษาสภาพร่างกาย มีวินัยและทักษะตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่หย่อนเราก็ไม่ติดทีม พอเป็นนักกีฬาทีมชาติจะมีการแข่งขันตั้งแต่ Thailand Open, Thailand Championship ที่เป็นการแข่งขันภายในประเทศ หลังจากนั้นก็ต้องไปซีเกมส์ ใหญ่มาหน่อยก็เอเชียนเกมส์ เวิลด์คัพ แล้วก็โอลิมปิก

ตอนนั้นผมติดทีมชาติแล้ว เป้าหมายแรกคือ ต้องไปแข่งซีเกมส์แล้วคว้าเหรียญมาให้ได้

คุณอาได้เหรียญอะไรกลับมาจากการแข่งซีเกมส์ครั้งแรก

ครั้งนั้นผมไม่ได้เหรียญ เราเป็นที่หนึ่งประเทศไทย แต่พอไปแข่งขันระดับประเทศ ตอนแข่งจริงๆ ไม่เป็นอย่างที่ซ้อมในประเทศ ผมยิงได้ที่หนึ่งในรอบคัดเลือก พอเข้าไปแข่งไฟนอลรอบหกคนก็จะออกมาคนแรก มันมีทั้งความกดดัน ความตื่นเต้น ความประหม่า และความคาดหวัง ที่เขาตั้งเป้าหมายมาให้เราจากเมืองไทย ผมเทียวแข่งซีเกมส์อยู่สามสี่ครั้งก็ไม่ได้เหรียญสักที มีโอกาสแข่งเอเชียนเกมส์สองครั้ง เข้ารอบลึกแต่ไม่ถึงไฟนอล ไปแข่งเวิลด์คัพก็หลายครั้ง

แข่งสนามนอกประเทศแต่ไม่เคยได้เหรียญเลยตลอด 10 ปี ไม่ท้อหรือคะ

ไม่ (ตอบทันที) ผมเป็นคนที่ถ้าผิดหวัง ท้อแท้ หรือล้มเหลว ผมจะลุกขึ้นมาเองให้เร็วที่สุด นั่นเป็นกฎของผม อีกอย่างผมพยายามทุกวัน พยายามมาหลายปี ปีหน้าผมอาจจะสำเร็จก็ได้ แต่ดันเลิกเสียก่อน และผมไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาเท่ากับสองมือทำ ที่สำคัญ ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องทำการบ้าน ต้องมีแบบแผนที่ถูกต้อง

เมื่อหัวใจไม่ยอมแพ้ คุณอาเดินหน้าลุยต่อยังไง

หลังจากผมยิงมาประมาณสิบปี เหรียญซีเกมส์ไม่เคยได้เลย ก็ขอสมาคมฯ ไปแข่งระดับโลก (เวิลด์คัพ) เพื่อไปเบิกตาดูว่าต่างประเทศเขาทำกันยังไง แต่ตอนนั้นผู้ใหญ่บอกว่า ออกไปไม่ได้หรอก ยิงแค่นี้ ถ้าออกไปก็เสียดายหน้าตาของประเทศชาติ

ด้วยความที่ผมเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยอธิบายกับ คุณภัฏฏการก์ บุนนาค ว่า ผมออกค่าใช้จ่ายเองนะครับ แต่ขออนุญาตให้สมาคมฯ เป็นคนส่ง เพราะการสมัครแข่งขันต่างประเทศต้องใช้สมาคมฯ ยืนยันในการส่งตัว คุยกันสักพัก เขาโอเค พอผมไปถึงปุ๊บ ทีนี้แหละมหกรรมลอกเลียนแบบก็เกิดขึ้น ผมไล่ดูเลยว่านักยิงปืนอันดับต้นๆ เขาใช้ปืนอะไร แว่นตายี่ห้ออะไร สีไหน เขากิน เขาออกกำลังกายแบบไหน ก็ไปลอกเลียนแบบเขามาเลย ปรากฏว่าทำแล้วมันไม่เหมาะกับเราเลย

รอบนี้คว้าเหรียญติดมือมาด้วยมั้ยคะ

ไม่ได้ครับ ผมก็กลับมาบอกพี่ใหม่ (ภัฏฏการก์ บุนนาค) ว่าได้เรียนรู้อันนี้ อันนั้นมา ก็ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าปีละครั้งสองครั้ง หลังจากตระเวนแข่งแบบนี้อยู่สิบปี ใครๆ รู้จักว่าผมมาจากประเทศไทย อายุเยอะ ถือปืนกระเตงไปกับภรรยา ไม่มีทีมติดตาม ไม่มีผู้จัดการ ไม่มีนักจิตวิทยา ไม่มีนักโภชนาการ ไม่มีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ประเทศอื่นเขาครบทีมเลย เราไปกันสองคน กระเตงกันไป แล้วก็เอาขนมไปแจก เอามะม่วงอบแห้งไปแจก ทุกคนรู้จักแซมกับเดนนี่

จากกระดาษเอสี่ที่บรรจุรายชื่อนักกีฬาประมาณยี่สิบห้าคน หนึ่งร้อยคนก็สี่แผ่น ถ้าแข่งร้อยห้าสิบคนก็หกแผ่นกระดาษ แข่งครั้งแรกผมอยู่แผ่นที่หกเลย จนค่อยๆ เลื่อนลำดับจากแผ่นสุดท้ายขึ้นมาแผ่นที่ห้า แผ่นที่สี่ แผ่นที่สาม แล้วมาค้างอยู่ที่แผ่นที่สอง ที่มีรายชื่อนักกีฬาประมาณห้าสิบคน ผมย่ำอยู่ตรงนั้นตั้งนาน เพื่อนๆ นักกีฬาเขาคงสงสาร เขาบอกว่าถ้าคุณอยากจริงจัง ต้องใช้โค้ชนะ แล้วเขาก็แนะนำโค้ชชาวอิตาลีมาให้คนหนึ่ง มาร์โก้ คอนติ

พอมีโค้ชแล้วชีวิตนักกีฬาเปลี่ยนมั้ยคะ 

หกเดือนเห็นผล จากตอนแรกที่ผมทำตามนักกีฬาคนอื่นทุกอย่าง โค้ชก็มาดึงอุปกรณ์ผมออก แว่นให้เหลืออยู่สองสามอัน ที่จริงแว่นผมมีเป็นสิบเลนส์เลยนะ พอแดดเปลี่ยน เมฆมา ลมเปลี่ยน ผมเปลี่ยนตามคนอื่นเขา โค้ชบอกไม่ต้อง มันทำให้เราลังเล ไม่มีความมั่นใจ แล้วปืนของผมก็ปรับได้หมดทุกส่วน โค้ชบอกไม่ต้องปรับอะไร พาผมไปโรงงานแล้วสั่งทำปืนเพื่อให้ผมมีสมาธิอยู่กับตัวเอง

และหลังจากที่ผมไม่โทษอย่างอื่นเลย โทษตัวเองแล้วกลับมาปรับปรุง คะแนนก็กลับมาดี รายชื่อขึ้นมาอยู่หน้าแรก ตอนนั้นเริ่มฝันแล้วว่าอยากจะไปโอลิมปิก เพราะคะแนนผมเริ่มเสถียรขึ้น

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo