เฟร์นันโด โฆเซ ตอร์เรส ซันซ์

เฟร์นันโด โฆเซ ตอร์เรส ซันซ์

เฟร์นันโด โฆเซ ตอร์เรส ซันซ์

เฟร์นันโด โฆเซ ตอร์เรส ซันซ์

เฟร์นันโด โฆเซ ตอร์เรส ซันซ์

(สเปน: Fernando José Torres Sanz; เกิด 20 มีนาคม ค.ศ. 1984) เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวสเปน ปัจจุบันเป็น ผู้จัดการทีมอัตเลติโกเดมาดริด รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี

ตอร์เรส เกิดที่เมืองฟูเอนลาบราดา (Fuenlabrada) เมืองชนบทขนาดย่อมทางใต้ของกรุงมาดริด เดิมตอร์เรสเป็นเด็กฝึกหัดของอัตเลติโกเดมาดริดในประเทศสเปน และก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ รวมถึงการที่ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันของทีม โดยในขณะนั้นตอร์เรสมีอายุเพียง 19 ปี ตอร์เรสได้รับฉายาจากสื่อในสเปนว่า “เอลนีโญ” (เด็ก) เพราะหน้าตาของตอร์เรสดูอ่อนวัยกว่าอายุเป็นอย่างยิ่ง

ตอร์เรสเป็นศูนย์หน้าที่มีพรสวรรค์ในการเล่นเป็นอย่างมาก เขาสามารถยิงประตู 75 ประตูใน 5 ฤดูกาล ในลีกสูงสุดของสเปน โดยมีเพียง ซามูเอล เอโต และ ดาบิด บียา ที่ยิงได้มากกว่าในระยะเวลาเดียวกัน

ผลผลงานในระดับสโมสร

อัตเลติโกเดมาดริด

ตอร์เรส เริ่มต้นเป็นนักฟุตบอลกับอัตเลติโกเดมาดริด มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 เมื่อครั้งยังเป็นนักฟุตบอลฝึกหัด และมีแววว่าจะได้เป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง จนกระทั่งสามารถขึ้นสู่ชุดใหญ่ของสโมสรได้ตอนอายุเพียง 17 ปี และได้รับตำแหน่งกัปตันทีมเมื่ออายุเพียง 19 ปี โดยลงเล่นให้กับอัตเลติโกเดมาดริดไปทั้งสิ้น 244 นัด ยิงประตูได้ 91 ประตู 

ลิเวอร์พูล

ฤดูกาล 2007-2008 (ฤดูกาลแรก)

ตอเรสตอนเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2007-08

ค่าตัวในการเซ็นสัญญาของ เฟร์นันโด ตอร์เรส ได้รับการบันทึกไว้เป็นสถิติสูงสุดของลิเวอร์พูล แม้ว่าสื่ออังกฤษรายงานว่า ค่าตัวนักเตะอยู่ที่ประมาณ 26.5 ล้านปอนด์ ราฟาเอล เบนีเตซ ยืนยันในการสัมภาษณ์กับสื่อสเปนว่า ค่าตัวอยู่ที่เกือบ 20 ล้านปอนด์ ยังมีรายงานอีกว่า ตอร์เรสยอมลดค่าเหนื่อยสำหรับการย้ายตัว หนังสือพิมพ์ The Times รายงานว่า ค่าตัวลดจาก 103,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ในสเปน เหลือ 91,000 ปอนด์

ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ตอร์เรสลงแข่งนัดเปิดตัวให้ลิเวอร์พูล โดยแข่งกับแอสตันวิลลา และชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 หลังจากนั้นตอร์เรสยิงประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในการลงแข่งครั้งแรกในสนามแอนฟีลด์ ในวันที่ 19 สิงหาคม ในนาทีที่ 16 ผลเสมอ 1-1 กับเชลซี โดยวิ่งไปรับบอลจากการส่งของ สตีเฟน เจอร์ราร์ด ตอร์เรสเลี้ยงผ่านกองหลังเชลซี ทาล เบน ฮาอิม และยิงผ่านมือผู้รักษาประตู ปีเตอร์ เช็ค เข้าไปตุงตาข่ายเชลซี

ตอร์เรสยิงแฮตทริกเป็นครั้งแรกให้สโมสรในวันที่ 25 กันยายน ในนัดเยือน ถ้วยคาร์ลิงคัพกับเรดดิง และชนะไป 4-2 โดยประตูแรกของตอร์เรสในเกมคือประตูที่ยิงให้ลิเวอร์พูลนำ 2-1 ลูกที่สองของเขาทำให้ลิเวอร์พูลนำ 3-2 และตามด้วยลูกปิดท้าย 4-2 หลังจากจบการแข่งขัน ตอร์เรสได้รับการคิดเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน และเนื่องจากตอร์เรสสามารถทำแฮตทริกได้สำเร็จ เขาจึงได้รับลูกบอลที่ใช้ในการแข่งขันเป็นของที่ระลึก

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ตอร์เรสสามารถทำแฮตทริกแรกในลีกได้สำเร็จในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะทีมมิดเดิลสโบร 3-2 และในวันที่ 5 มีนาคม ปีเดียวกัน ตอร์เรสสามารถทำแฮตทริกได้อีกครั้งในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ด 4-0 ทำให้เฟร์นันโด ตอร์เรสได้รับการบันทึกไว้เป็นสถิติว่า เป็นผู้เล่นคนแรกต่อจากแจ็กกี บัลเมอร์ ที่เคยทำแฮตทริกในเกมที่แอนฟีลด์ติดต่อกัน 2 นัด ในปี 1946 และยังเป็นนักเตะคนที่ 5 ของสโมสรที่สามารถทำได้ ตอร์เรสได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งเดือนกุมภาพันธ์ของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยนอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะนอกสหราชอาณาจักรคนแรกที่ยิงได้ 15 ประตูในพรีเมียร์ลีกให้ลิเวอร์พูล

ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551 เฟร์นันโด ตอร์เรส กลายเป็นผู้เล่นคนแรกของสโมสร ต่อจาก ร็อบบี ฟาวเลอร์ ที่สามารถทำประตูในลีกได้เกินถึง 20 ประตูใน 1 ฤดูกาล เมื่อเขาทำประตูในนาทีที่ 47 ในเกมที่ลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะทีมเรดดิง 2-1 และหลังจากนั้น ตอร์เรสก็สามารถยิงประตูช่วยให้ทีมเอาชนะอินเตอร์มิลานในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 สุดท้าย

วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551 เฟร์นันโด ตอร์เรส สามารถทำประตูที่ 30 ของตัวเองให้กับลิเวอร์พูลได้ในฤดูกาลแรกที่ย้ายมา โดยประตูดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะทีมแบล็กเบิร์นโรเวอร์ส 3-1 ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ชิพของอังกฤษ และด้วยประตูนี้เอง ทำให้เฟร์นันโด ตอร์เรสสามารถทำสถิติ ยิงประตูติดต่อกัน 7 นัด ในสนามแอนฟีลด์

และในวันสุดท้ายของฤดูกาล ณ สนามของทีมสเปอร์สในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ตอร์เรสได้ทำประตูสุดท้ายของฤดูกาลนี้เป็นประตูที่ 33 ที่ทำให้เขาเป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูเกิน 30 ประตูในหนึ่งฤดูกาล โดยก่อนหน้านั้น มีเพียงร็อบบี ฟาวเลอร์ทำได้ 30 ประตู ในปี 2539-2540 โดยเฉพาะวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ณ สนามแอนฟีลด์ ลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมแมนเชสเตอร์ซิตี ทีมชนะไป 1-0 โดยตอร์เรสเป็นผู้ยิงประตูตัดสินชัยชนะ ทำให้เขาสามารถทำประตูติดต่อกันเป็นนัดที่ 8 ในถิ่นแอนฟีลด์ ส่งผลให้เขาเป็นนักเตะคนแรกของทีมที่ทำประตูในเกมลีกสูงต่อหน้าแฟนบอลในแอนฟีลด์ได้ 8 นัดติดต่อกัน โดยมีโรเจอร์ ฮันต์ ที่ทำได้อีกคนแต่ทำได้ในลีกดิวิชัน 2 เดิมในช่วงทศวรรษที่ 60 ฤดูกาล 1961-1962

33 ประตู จาก 46 นัดในทุกรายการ เฉพาะเกมลีกเขาทำไป 24 ประตู จาก 33 นัดที่ลงแข่ง และทั้ง 24 ประตูไม่มีลูกจากจุดโทษเลย ทำให้เฟร์นันโด ตอร์เรส ทำสถิติเป็นนักเตะต่างชาติที่ทำประตูสูงสุดเพียงปีแรกที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกคนใหม่ และทำให้เขามีสถิติยิงปรตูเฉลี่ยทุก ๆ 1.39 เกม ทำลายสถิติผู้เล่นที่ทำประตูเฉลี่ยสูงสุดให้ลิเวอร์พูลในฤดูกาลแรกของ จอห์น อัลดิดจ์ (1.55 เกม) ได้อย่างสิ้นเชิง และยังเอาชนะนักเตะอย่างเอียน รัช (1.63), โรเจอร์ ฮันต์ (1.65), ร็อบบี ฟาวเลอร์ (1.83), ไมเคิล โอเวน (1.91) และเคนนี ดัลกลิช (2) ได้อีกด้วย และทุกนัดที่เขาสามารถทำประตูได้ในเกมลีกทีมจะไม่แพ้อีกด้วย และ 25 ประตู ใน 33 ประตูที่เขาทำได้ในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นในสนามแอนฟีลด์ และนัดสุดท้ายที่เขาเล่นให้ลิเวอร์พูลคือนัดที่ลิเวอร์พูลบุกอัดวูล์ฟแฮมป์ตันไป 3-0 เมื่อ 22 มกราคม 2554 ที่ผ่านมาและตอร์เรสก็เป็นคนทำ 2 ประตูและมันก็คือประตูและก็นัดสุดท้ายที่เขาลงเล่นในสีเสื้อลิเวอร์พูล

เชลซี
ตอร์เรสทำสองประตูในตอนเจอกับ สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี ในนัดชิง เอฟเอคัพ รอบ 5 ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2012

ในวันที่ 31 มกราคม ปี พ.ศ. 2554 เฟร์นันโด ตอร์เรส ได้ย้ายจากลิเวอร์พูลมาเชลซีด้วยค่าตัวที่สูงที่สุดในอังกฤษ คือ 50 ล้านปอนด์ (ราว 2,458 ล้านบาท) ในเกมแรกของตอร์เรสนั้น ได้ลงสนามเจอกับทีมเก่าของเขา ลิเวอร์พูล ที่สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ ผลการแข่งขันนั้น เชลซีแพ้ลิเวอร์พูล 0-1 ตอร์เรสโดนเพื่อนร่วมทีมเก่าทำฟาวล์บาดเจ็บ และเขาได้ถูกเปลี่ยนตัวออกแล้วส่งผู้เล่นสำรอง ซาลอมง กาลู ลงมาเล่นแทนในนาทีที่ 66

ประตูแรกของตอร์เรสนั้น เป็นเกมที่เชลซีชนะเวสต์แฮมยูไนเต็ด 3-0 ที่ สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ โดยนัดนั้นเชลซีขึ้นนำไปก่อน 1-0 ก่อนที่ตอร์เรสจะถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทนดีดีเย ดรอกบา และซัดด้วยเท้าซ้าย บอลเข้าไปตุงตาข่าย ทำให้เชลซีขึ้นนำอีกครั้ง 2-0 และเขาได้รับการยกย่องให้เป็นแมนออฟเดอะแมตช์ในเกมนั้น

ฤดูกาล 2011-12 ได้มีโอกาสลงเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2012 รอบแบ่งกลุ่ม เขายิงสองประตู ช่วยให้ทีมชนะเกงค์ไป 5-0 หลังจากการทำประตูในนัดที่พบกับเกงค์นั้น ตอร์เรสก็ยิงประตูคู่แข่งไม่ได้อีกเลย ในทุกรายการ ทำให้เขาถูกตัดชื่อออกจากทีมชาติสเปนชุดแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 และอุ่นเครื่องกับทีมชาติเวเนซุเอลา จนครบหนึ่งปีที่เขาย้ายออกจากถิ่นแอนฟีลด์สู่สแตมฟอร์ดบริดจ์ แต่ถึงแม้เขาจะยิงประตูไม่ได้แต่ก็ช่วยส่งบอลให้เพื่อนยิงประตูได้หลายครั้ง จนในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555 เชลซีเปิดบ้านรับทีมเลสเตอร์ซิตี เชลซีชนะ 5-2 โดยตอร์เรสสามารถยิงได้ 2 ประตู และส่งให้เพื่อนยิงอีก 2 ลูก สามารถหยุดสถิติยิงประตูคู่แข่งไม่ได้ในรอบ 5 เดือน 1,541 นาทีได้ และยิงอีก 1 ประตูในเกมที่ชนะแอสตันวิลลา 4-2 หลังจากนั้นเดือนเมษายน ในเกมถ้วยยุโรป เชลซีบุกไปเสมอบาร์เซโลนาได้ 2-2 โดยในเกมนั้น ตอร์เรสเป็นผู้ทำประตูปิดท้ายด้วยการรับบอลยาวของแอชลีย์ โคล กลางสนามก่อนหลุดไปดวลกับบิกตอร์ บัลเดส และล็อกหลบผู้รักษาประตูแล้วแปเข้าไปแบบโล่ง ๆ ทำให้เชลซีผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศพบกับบาเยิร์นมิวนิก ด้วยประตูทีมเยือน แม้เขาจะไม่สามารถยิงได้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่เชลซีก็สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้เป็นสมัยแรกของสโมสรหลังเสมอกับบาเยิร์นมิวนิกในเวลาปกติ 1-1 ก่อนดวลจุดโทษชนะด้วยสกอร์รวม 5-4

ตอร์เรสลงเล่นในนัดที่เชลซีไปเยือนอาร์เซนอล วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

การทำแฮตทริกครั้งแรกของตอร์เรสในสีเสื้อเชลซี เกิดขึ้นในเกมที่เชลซีเปิดบ้านถล่มสโมสรฟุตบอลควีนส์พาร์กเรนเจอส์ ไป 6-1 โดยเขาทำประตูได้ในนาทีที่ 19,25,64 ในฤดูกาล 2011-2012 เขายิงประตูได้ 11 ประตู โดยลงสนาม 48 นัดตั้งแต่ย้ายมาเชลซี ยิงรวม 12 ประตู

ก่อนเปิดฤดูกาล 2012-13 เชลซีแข่งขันชิงถ้วยคัมมิวนิตีชีลด์กับแมนเชสเตอร์ซิตี โดยตอร์เรสเป็นผู้ทำประตูให้เชลซีขึ้นนำไปก่อน 1-0 แต่เชลซีแพ้ 2-3 เมื่อพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2012-13 เปิดฤดูกาล ตอร์เรสยิงประตูแรกในฤดูกาลนี้ของตัวเองได้ในเกมที่เชลซีเปิดบ้านเอาชนะเรดดิ้งไปได้ 4-2 และยิงอีกนัดละ 1 ประตูในนัดที่เชลซีชนะนิวคาสเซิล 2-0, ชนะอาร์เซนอล 2-1, ชนะวูล์ฟแฮมตัน 6-0, ชนะนอริชซิตี 4-1 โดยในช่วงที่เขายิงประตูได้นี้ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าสำรองของเชลซี มีอาการบาดเจ็บ ทำให้ตอร์เรสไม่ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกบ่อยครั้ง และทำ 1 ประตูในเกมที่ชนะชัคตาร์โดเนตสค์ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3-2 ในเดือนธันวาคม เชลซีได้ราฟาเอล เบนีเตซมาคุมทีมแทนดี มัตเตโอ ตอร์เรสเริ่มกลับมาทำประตูให้กับทีมในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่ถล่มโนร์เชลลันด์ 6-1 ตอร์เรสยิง 2 ประตู 3 วันต่อมา เขายิงอีกสองประตูในนัดที่พบกับซันเดอร์แลนด์ สามารถปลดล็อกการยิงประตูไม่ได้ในลีกมาแล้ว 8 เกมได้ ทำอีกนัดละ1ประตูจาชิงแชมป์สโมสรโลกที่ชนะมอนเตร์เรย์ 3-1 แคพิทอลวันคัพกับลีดส์ยูไนเต็ด 5-1 และลีกกับแอสตันวิลลา 8-0 เอฟเอคัพกับเบรนด์ฟอร์ด 2-2 จากนั้นมาอีกหลายสัปดาห์ เขาประสบปัญหาในการยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลย จนปลายเดือนมีนาคม ตอร์เรสก็ยิงประตูได้อีกครั้งในยูโรป้าลีก 1 ประตู (สเตอัวร์บูคาเรสต์, บาเซิล) 3 ประตู (รูบินคาซาน) และ 1 ประตูในนัดชิงชนะเลิศกับไบฟีกา เชลซีคว้าแชมป์ไปครองและยังสามารถยิงประตูในลีกนัดสุดท้ายกับเอฟเวอร์ตัน 2-1 อีกด้วย

ตอร์เรสกลายเป็นนักเตะเชลซีคนแรกที่สามารถยิงประตูได้ถึง 7 รายการในฤดูกาลเดียว คือ พรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, คัมมิวนิตีชีลด์, ยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก, ยูฟ่ายูโรปาลีก และการชิงแชมป์สโมสรโลก

เอซีมิลาน

ในต้นฤดูกาล 2014-15 ตอร์เรสถูกวิจารณ์ว่าฟอร์มตกลงไป กอรปกับการย้ายเข้ามาเชลซีของดีเอโก คอสตา กองหน้าเพื่อนร่วมชาติจากอัตเลติโกเดมาดริด อันเป็นต้นสังกัดเก่าของตอร์เรสด้วย ทำให้ตอร์เรสต้องกลายเป็นตัวสำรอง ดังนั้นทางสโมสรจัดตัดสินให้เอซีมิลาน ทีมในเซเรียอา ของอิตาลี ยืมตัวตอร์เรสไปเป็นระยะเวลา 2 ปีด้วยกัน

กลับสู่อัตเลติโกเดมาดริด

ในต้นปี ค.ศ. 2015 ตอร์เรสได้กลับคืนสู่อัตเลติโกเดมาดริด ในลาลิกา ของสเปนอีกครั้ง ซึ่งเป็นสโมสรดั้งเดิมของตัวเอง พร้อมกับสวมเสื้อหมายเลข 19 ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีครึ่ง โดยสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2015-16 

ตอร์เรสได้ลงเล่นในรายการโกปาเดลเรย์รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่อัตเลติโกเดมาดริด พบกับ เรอัลมาดริด นัดที่ 2 ที่สนามซานเตียโก เบร์นาเบว โดยลงเล่นแทน มารีออ มันจูคิช และตอร์เรสก็ช่วยยิงประตูให้ทีมได้ถึง 2 ลูกในนาทีที่ 1 และนาทีที่ 46 เมื่อจบการแข่งขันเสมอกันไป 2-2 แต่ผลการแข่งขันโดยรวม เรอัลมาดริดแพ้ไป 2-4

ผลงานในระดับชาติ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ตอร์เรสชนะเลิศทัวร์นาเมนต์อัลการ์ฟกับทีมชาติสเปนชุดอายุไม่เกิน 16 ปี ในเดือนพฤษภาคม ที่มีได้ลงแข่ง ในฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี และชนะเลิศ โดยตอร์เรสยิงประตูชัยซึ่งเป็นประตูเดียวในนัดชิงชนะเลิศ ตอร์เรสยิงประตูได้มากที่สุดในการแข่งขัน (7 ประตูใน 6 เกม) และได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยม

ในปี พ.ศ. 2546 ตอร์เรสได้ลงเล่นเป็นครั้งแรกให้กับทีมชาติสเปนในวันที่ 6 กันยายน ในการแข่งกระชับมิตรกับโปรตุเกส ตอร์เรสยิงประตูแรกให้ทีมชาติได้ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 โดยแข่งกับอิตาลี เมื่อปิดฤดูกาล ตอร์เรสได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติสเปน เพื่อแข่งในฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปปี 2547 ตอร์เรสได้ลงสนาม โดยการเปลี่ยนตัว ใน 2 เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่มของสเปน แต่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในการแข่งนัดชี้ชะตากับโปรตุเกส ตอร์เรสยิงชนเสาในนาทีที่ 62 หลังจากนูโน โกเมส ยิงให้โปรตุเกสนำ ในนาทีที่ 57 สเปนแพ้ไป 1-0 และตกรอบ

ในการลงแข่งครั้งแรกในฟุตบอลโลกในปี พ.ศ. 2549 ในประเทศเยอรมนี ตอร์เรสยิงประตูสุดท้าย ในเกมที่ชนะยูเครน 4-0 ด้วยลูกวอลเลย์ ในนัดที่สองรอบแบ่งกลุ่ม ตอร์เรสยิง 2 ประตูในนัดเจอตูนิเซีย ประตูแรกในนาทีที่ 76 ทำให้สเปนนำ 2-1 และอีกลูกจากจุดโทษ ในนาทีที่ 90 ตอร์เรสไม่ได้ลงในนัดกระชับมิตรกับโรมาเนีย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 แต่ได้ลงเล่นในนัดกระชับมิตรกับอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 โดยสเปนชนะไป 1-0

เฟร์นันโด ตอร์เรส แสดงความดีใจ หลังยิงประตูได้ในบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
ตอร์เรสฉลองแชมป์ยูโร 2012 กับเพื่อนร่วมทีมชาติ

ในฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป ปี 2551 รอบคัดเลือก ตอร์เรสยิงประตูแรกในนัดเจอกับลิกเตนสไตน์ ซึ่งสเปนชนะไป 4-0 ตอร์เรสยิงลูกเสียบมุมประตู จากระยะ 11 เมตร ตอร์เรสได้ลงเล่นในนัดเจอกับไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งสเปนแพ้ 3-2 สเปนได้แข่งกับสวีเดน และแพ้ไป 2-0 ในนัดนี้ ในนัดเจอเดนมาร์ก ตอร์เรสได้เปลี่ยนตัวลงมาเล่นในนาทีที่ 64 แต่ไม่สามารถยิงประตูได้ แต่สเปนก็ชนะไป 2-1 ตอร์เรสเป็นตัวสำรองอีกครั้ง แต่ได้เปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 43 แทนเฟร์นันโด โมเรียนเตส ตอร์เรสยิง 2 ครั้ง แต่ไม่ตรงกรอบทั้งสองครั้ง แต่สเปนยังชนะ 1-0 จากประตูของอีเนียสตาในนาทีที่ 80 ตอร์เรสไม่ได้ถูกเลือกในนัดที่สเปนชนะลัตเวีย 2-0 และนัดเจอลิกเตนสไตน์ 2-0 ตอร์เรสได้ลงเล่นในนัดเสมอ 1-1 กับไอซ์แลนด์ ชาบี อาลอนโซเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล โดนใบแดงไล่ออก ในนัดเจอลัตเวีย ตอร์เรสยิงได้ 1 ประตู สเปนได้เป็นที่ 1 ของกลุ่ม และตอร์เรสยิงให้สเปนได้ 2 ประตู

ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 ตอร์เรสยิงประตูได้ 3 ประตู ในเกมที่ชนะทีมชาติไอร์แลนด์ 4-0 สองลูก และในนัดชิงชนะเลิศที่สเปนชนะอิตาลี 4-0 อีกหนึ่งลูก คว้าดาวซัลโวร่วมกับคริสเตียโน โรนัลโด, มารีโอ โกเมซ, มารีโอ บาโลเตลลี, อลัน ดซาโกเอฟ และมารีออ มันจูคิช แต่ตอร์เรสได้รับรางวัลดาวซัลโวรองเท้าทองคำ เนื่องจากยิงได้ 3 ประตู จ่ายให้เพื่อนยิง 1 ลูกและลงเล่นในเวลาที่น้อยกว่า 5คนที่เป็นดาวซัลโวร่วม เขาจึงได้รับรางวัลดาวซัลโวพร้อมแชมป์ยูโร 2012 กับสเปนไปครอง โดยก่อนหน้าที่จะมาทำศึกฟุตบอลยูโร 2012 เขายิงได้ในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติเกาหลีใต้ได้อีก 1 ลูก

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo