เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 1

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 1

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 1

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 1

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 1

ท่ามกลางเกลียวคลื่นยักษ์การตกชั้น 5 สโมสรในฤดูกาลนี้… ชลบุรี เอฟซี กลับหาญกล้าที่จะส่ง “ฉลามสายเลือดใหม่” ออกจากฝั่งไปท้าชนทุกทีม เด็กสร้างรุ่นแรกของ สโมสร เหล่านี้มีดีอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่

“For Wenger. If you’re good, you’re old enough”  เอคตอร์ เบเยริน แบ็กซ้ายของอาร์เซนอล กล่าวประโยคนี้ที่สะท้อนถึงแนวทางการทำทีมของบรมกุนซือ อาร์แซน เวงเกอร์

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ เวงเกอร์ จะไม่สามารถนำถ้วยรางวัลความสำเร็จ มาประดับสโมสร อาร์เซนอล ได้มากมายเฉกเช่นอดีต แต่หากดูไทม์ไลน์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ความพยายามในใช้งานผู้เล่นเยาวชนนั้น มีค่านับอนันต์ต่อ บรรดาลูกศิษย์ ในเวลาต่อมา

ผู้เล่นหลายคนมีอาชีพการค้าแข้งที่ดี ก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นระดับโลก บางคนเปลี่ยนชีวิตจาก นักฟุตบอล ธรรมดา กลายเป็น นักเตะที่มีชื่อเสียง จากโอกาสที่ได้รับจาก เวงเกอร์…

ถ้าคุณมีเงิน คุณสามารถทุ่มเงินสร้างศูนย์ฝึกอคาเดมีใหญ่โตได้, ถ้าคุณมีเงิน คุณสามารถใช้เงินซื้อผู้เล่นดาวรุ่งฝีเท้าดีจากสโมสรอื่นได้

แต่ต่อให้คุณมีเงิน คุณก็ไม่สามารถใช้เงินซื้อ “ประสบการณ์” ให้กับเด็กดาวรุ่งได้ หากปราศจากความเชื่อใจ ดังนั้นเมื่อมองในแง่การพัฒนาบุคลากร สิ่งที่ เวงเกอร์ ทำมีค่ามากกว่าเงินทอง หรือโทรฟี่แชมป์เสียอีก

“ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี อดีตแชมป์ไทยลีกเมื่อทศวรรษที่แล้ว อาจไม่เหลือร่องรอยของ มหาอำนาจลูกหนังเมืองไทย ในปัจจุบันมากนัก

พวกเขาร้างจากความสำเร็จมานานหลายปี ด้วยขีดกำจัดในเรื่องงบประมาณการทำทีม จึงปรับเปลี่ยนแนวทางมาเน้นสร้างฟุตบอลด้วยความยั่งยืน ใช้จ่ายตามกำลังที่หามาได้  นั่นจึงก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ระหว่าง ฉลามชล กับบรรดาทีมยักษ์ใหญ่เงินทุนสูง

แต่ในแง่ของความเป็น “สโมสรฟุตบอล” พวกเขาไม่เคยหยุดที่จะทำหน้าที่นั้น โดยเฉพาะการสร้างคน

ชลบุรี เอฟซี เริ่มทำอคาเดมีสโมสรของตัวเอง ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครมองเห็นความสำคัญของการผลิตนักเตะตัวน้อย ขึ้นมาเป็นผู้เล่นอาชีพ ผ่านเสียงวิจารณ์ คำดูถูก และมองว่าเป็นความฝันอันเลื่อนลอยของชายแก่อย่าง วิทยา เลาหกุล ที่คิดจะใช้เด็กๆ เหล่านี้มาเป็น ตัวหลักของสโมสรในอนาคต

กระทั่งฤดูกาล 2018 ผลจากความอดทนในการเจียระไนเพชรอย่างปราณีต ของสโมสรชลบุรี เอฟซี ก็เริ่มผลิดอกออกผล ผู้เล่นดาวรุ่ง 4-5 รายในอคาเดมีสโมสรรุ่นแรก สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นตัวหลัก ลงสนามช่วยทีมลงแข่งขันในโตโยต้า ไทยลีก ซีซั่นหฤโหด ที่จะมี 5 สโมสรตกชั้น และเพิ่งเอาชนะ เมืองทองฯ ในฟุตบอลถ้วยมาหมาดๆ

มาเจาะเบื้องหลังการสร้าง The Class of ‘08 ของ ชลบุรี เอฟซี…ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแรก จนถึงขวบปีแห่งการเปลี่ยนในซีซั่นนี้

บ้านบึงแหล่งเจียระไนเพชร

“จุดเริ่มต้น มันเกิดขึ้นหลังจากที่ผมโดนรถชน” วิทยา เลาหกุล ประธานพัฒนาเทคนิค ชลบุรี เอฟซี กล่าว่า

“ความจริงผมก็คุ้นเคยกับ ชลบุรี มานาน ถ้ามีเวลาว่างก็จะมาสอนฟุตบอลให้พวกเด็กๆ หรือสอนความรู้ให้โค้ชตลอด ตั้งแต่สมัยพวก เจ้าเหมี่ยว (ณัฐพงษ์ สมณะ) คาร์ (เกียรติประวุฒิ สายแวว) บัว (เจษฏากร เหมแดง) ยังเรียนอยู่ อัสสัมชัญศรีราชา, จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ฯ อยู่เลย แต่ตอนนั้นผมอยู่ที่ ญี่ปุ่น ก็จะมีเวลามาสอนแค่ปีละ 1 เดือน บางทีกลับมาอีกครั้ง เด็กขาดความต่อเนื่อง เพราะเราไม่ได้เห็นพัฒนาการทุกวัน”

“แต่พอผมมาคุมทีมชุดใหญ่ ชลบุรี เอฟซี ผมก็รู้ทันทีว่าการที่ ชลบุรี เป็นได้แค่ รองแชมป์ เพราะผู้เล่นเรามีคุณภาพในทีมไม่เพียงพอ ไม่ได้เล่นตามแนวทางสโมสร ทำให้ผมตัดสินใจบอก ณพ (อรรณพ สิงห์โตทอง) ว่า ถ้าอยากให้ผมอยู่ ชลบุรี ต่อ ต้องสร้างอคาเดมีของตัวเองขึ้นมา”

“แล้วผมจะทุ่มเวลาทั้งหมดสอน ไปเด็กๆพวกนี้เอง ณพ เขาก็เห็นดีด้วยนะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น แม้จะมีทีมอื่น หรือในญี่ปุ่น ติตต่อมา เพราะผมจะรอวันที่ได้เห็น เด็กพวกนี้เล่นไทยลีก”

ชลบุรี เอฟซี มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ ในเรื่องการกล้าใช้งานผู้เล่นเยาวชน มาอย่างช้านาน ผู้เล่นกว่า 80 เปอร์เซนต์ ทีมชุดแชมป์ไทยลีก 2007 คือเด็กปั้นของพวกเขา เพียงแต่ในอดีตรูปแบบเด็กฝึกหัด ฉลามชล ยังใช้โมเดลคล้ายๆกับทีมทั่วไป ที่นำเยาวชน ไปฝากเลี้ยงกับโรงเรียนต่างๆ ภายในจังหวัด

ก่อนที่ ฉลามชล จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเยาวชนครั้งใหญ่ ด้วยการตัดสินใจสร้างอคาเดมีฟุตบอลของสโมสรอย่างแท้จริง ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปี 2009 ถึง 2010

โดยใช้พื้นที่ในอำเภอบ้านบึง ที่อยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัด ซึ่งเคยปล่อยให้ JMG Academy เช่าใช้งานมาดัดแปลง ต่อเติม และพัฒนาให้กลายเป็น “บ้าน” และที่ฝึกฟุตบอลของเด็กๆ

จากนั้น ชลบุรี เอฟซี ก็เริ่มตามหาช้างเผือกตัวจิ๋วเข้ามาขัดเกลาฝีเท้า ทั้งการสเกาท์ดูฟอร์มแข้งอายุน้อยจากทัวร์นาเมนต์ รวมถึงการเปิดโอกาสในนักเตะที่สนใจ มาทดสอบฝีเท้ากับอคาเดมีได้ โดยมี วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ เป็นหนึ่งในดาวเด่นรุ่นแรกของอคาเดมีฉลามชล ที่แฟนบอลรู้จักกันมานาน

อคาเดมีของชลบุรีฯ กลายเป็นรู้จักของผู้คนแวดวงฟุตบอลทั่วไป ทั้งในไทย รวมถึงต่างแดน ซึ่งสโมสรได้วางโปรแกรมการฝึก แบ่งตามช่วงอายุ และตำแหน่ง เป็นแผนรายปี ภายใต้ปรัชญาต้องเล่นฟุตบอลที่รวดเร็ว และดุดัน นอกจากนี้ยังผลักดันทีมไปแข่งขันตามต่างประเทศเสมอ “หากนับเฉพาะเจ้ายิม เชื่อไหมว่า เขาผ่านเกมระดับนานาชาติมาแล้ว 120 นัด” เฮงซัง กล่าว

กว่าจะเป็นเพชร

มูลค่านักฟุตบอลในปัจจุบัน อาจเปรียบได้ดั่งเพชร ยิ่งนักฟุตบอลที่มีพรสรรค์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ เพชรน้ำหนึ่ง ที่หลายๆสโมสรย่อมหมายปอง และต้องจ่ายในราคาแพงหากอยากได้มาครอบครอง

การซื้อ “เพชร” มาประดับทีมนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินกำลังความสามารถด้านการเงิน ของเหล่าทีมฟุตบอลที่มีงบประมาณสูง แต่การเจียระไน เพชร สักเม็ดหนึ่งขึ้นมานั้น ต้องใช้ทั้งความเพียร พยายาม และบางทีอาจสูญเปล่าเป็นได้แค่ หินก้อนหนึ่ง ที่หมดราคาไป

“เรารับเด็กเข้าอคาเดมี ตั้งแต่อายุ 10 ขึ้นไป รู้ไหมว่า ช่วงวัยที่ยากสุดในการทำอคาเดมี คือตอนเด็กอายุ 13-15 ปี เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กกำลังเติบโต กระดูกยืด ถ้าได้รับการฝึกผิดวิธี หรือการดูแลเอาใจใส่ไม่ดี เด็กคนนั้นอาจเสียของไปเลย” เฮงซัง กล่าวเริ่ม

“นั้นคือปัญหาของเด็กยุคก่อน แต่สมัยนี้มันไม่ได้มีแค่เรื่องกระดูกยืดอย่างเดียว มันยังมีเรื่องการหนีเที่ยว, บุหรี่, ผู้หญิง, การเล่นโซเซียล ที่ทำให้เด็กเสียคนมาเยอะแล้ว ถ้าเราไม่สนใจ ไม่สามารถเป็นที่ปรึกษา หรือเข้าไปพูดคุยกับเขาได้ เขาก็อาจจะหลงทางไป”

วิทยา เลาหกุล ที่เด็กๆเรียกว่า “อาจารย์” จึงเปรียบเสมือนพ่อที่ต้องปกครอง ดูแล และฝึกสอนเด็กกว่า 100 ชีวิตในทุกๆวัน

ผู้เล่นดาวรุ่งชุดใหญ่ ที่มาจากอคาเดมีชลบุรี เอฟซี รุ่นเกิด พ.ศ. 2540-2542  อาทิ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, กฤษดา กาแมน, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์, ณัฐวุฒิ ชูติวัตร, สิทธิโชค ภาโส, เสฏฐ์วุฒิ วงศ์สาย, ภานุเดช ใหม่วงค์ ล้วนแต่ผ่านมาเขี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงจาก อาจารย์ท่านนี้ มาตั้งแต่วัยเยาว์

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo