เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 2

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 2

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 2

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 2

เจาะเบื้องหลังการสร้าง ฉลามเลือดใหม่ Part 2

แม้ระหว่างทางพวกเขาอาจต้องเสียเพื่อนร่วมรุ่น ที่เห็นหน้ากันทุกวัน และเตะ ฟุตบอล มาด้วยกัน จากปัญหาด้านวินัย ความประพฤติ หรือศักยภาพที่ไม่สามารถพัฒนาต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ อคาเดมีฟุตบอล ไม่อาจเลี่ยงได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่การลงทุนกับนักฟุตบอลเยาวชนบางส่วนจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย

“ผมว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับอคาเดมี่ทั่วโลกแหละ ที่ต้องยอมรับว่า เมื่อถึงปลายทางตอนอายุ 18 ปี นักฟุตบอลที่ฝึกมา จะหายไปไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซนต์ กว่า นักฟุตบอลเยาวชน จะผ่านแต่ละปีได้ จนขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบในทีมชุดใหญ่นั้น เป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้ความอดทนสูงมาก”

“ซึ่งเรามีกฏ กติกา ภายในอคาเดมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องสอนให้เขารู้จักคิดว่าอะไรผิด อะไรถูก เน้นย้ำเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ไหน อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพไหม? แล้วต้องทำอย่างไรให้ไปถึงตรงนั้น? เพราะถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงจูงใจ บอกตรงๆนะครับ เสียเวลา ฉะนั้นเราจะสอนฟุตบอลให้เขาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสอนใช้การใช้ชีวิตพวกเขาด้วย มีตัวอย่างเยอะแยะที่เราหยิบมาสอนได้” วิทยา เลาหกุล เผยให้เห็นว่าการปั้นนักเตะสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย

เย็นให้พอ รอให้ได้

หลังจบซีซั่น 2014 ด้วยตำแหน่งรองแชมป์ โตโยต้า ไทยลีก ควบ รองแชมป์ถ้วย เอฟเอ คัพ และอันดับ 4 ไทยลีก ในฤดูกาล 2015 ชลบุรี เอฟซี ก็เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ความท้าทายครั้งใหญ่ ในการผลัดใบขุมกำลังสู่ยุคต่อไป ที่มีนักเตะจากอคาเดมีรุ่นแรกเป็นความหวังใหม่

ผู้เล่นซีเนียร์อย่าง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, อดุล หละโสะ, นูรูล ศรียานเก็ม, ติอาโก คุนญา, แอนเดอร์สัน ดอส ซานโตส รวมถึง ปกเกล้า อนันต์ ที่ย้ายมาจากเพื่อนตำรวจ ถูกขายออกจากทีมไป ท่ามกลางคำถามมากมายถึงแนวทางที่เปลี่ยนไปของ สโมสรฟุตบอลเมืองน้ำเค็ม

แต่พวกเขาใจเย็นมากพอ ที่จะอดทนรอเวลาบ่มเพาะให้ เด็กกลุ่มนี้ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ ด้วยการใส่ชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2016 แม้เกือบทั้งหมด จะไม่มีใครยึดตัวหลักได้เลย แต่หากไล่เรียงดูจาก คอนเซปท์สโมสร ตลอด 3 ฤดูกาลหลังสุด ก็จะพบว่าเป้าหมายพวกเขาชัดเจนมาตั้งแต่ต้น

Reboot ในปี 2016 ที่หมายถึง การยกเครื่องใหม่ของสโมสร ด้วยการนำผู้เล่นจากอคาเดมีรุ่นแรก ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่จำนวนหนึ่ง, The Next! ในฤดูกาล 2017 ที่เปรียบเสมือน การโปรโมตเจเนอเรชั่นใหม่อย่างเต็มตัว โดยในซีซั่นดังกล่าว ถือเป็นปีแรกด้วยที่มีการส่ง ทีม B เข้าร่วมการแข่งขันไทยลีก 4 ทำให้ ชลบุรีฯ ลงทะเบียนนักเตะดาวรุ่งจากอคาเดมี รุ่นอายุ 16-18 ปี กว่า 20 ชีวิต

ภายใต้การคุมทีมของ เทิดศักดิ์ ใจมั่น อดีตผู้เล่นระดับตำนานของไทย ที่ใช้ประสบการณ์นำมาถ่ายทอด ให้เด็กๆ ได้ซึบซับเรียนรู้การเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ดี ในช่วงเวลา 2 ฤดูกาลแรก

จนมาถึงฤดูกาล 2018 Fight For Chonburi! คอนเซปท์ที่แสดงถึงตัวตน การต่อสู้ และความภาคภูมิใจในการเป็นผู้เล่นชลบุรีฯ โดยเฉพาะเด็กๆ อคาเดมีรุ่นแรก ที่มีอัตลักษณ์ของฉลามชลเต็มตัว และถูกสร้างให้เล่นฟุตบอลตามปรัชญาสโมสรอย่างแท้จริง

“เรามั่นใจว่าแบบฝึกที่สอนเยาวชนเรา ไม่เหมือนกับสโมสรไหนๆ ผมพูดให้เด็กๆฟังเสมอว่า มั่นใจได้เลย เราเป็นอคาเดมีที่ดีสุดทีมหนึ่งในเอเชีย”

“และสิ่งหนึ่งผมพยายามใส่ให้เด็กๆชุดนี้ คือเรื่องของ Winning Mentality ที่นักเตะในอคาเดมีเรา จะต้องมีความกระหายอยากเป็นผู้ชนะ แม้ในสถานการณ์ที่ตามหลัง ก็จะพยายามฮึดกลับมาให้ได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เด็กพวกนี้ พอเล่นด้วยกัน เขาไม่กลัวใครเลย แม้จะเจอกับพวกเก๋าๆในไทยลีก”

คำพูดของ วิทยา เลาหกุล ที่กล่าวถึงคุณลักษณะพิเศษของผู้เล่นกลุ่มนี้ ทำให้เห็นภาพของทีมชลบุรี ซีซั่นนี้ชัดเจนขึ้น

ในฤดูกาล 2018 ผู้เล่นอย่าง สหรัฐ สนธิสวัสดิ์, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ และ กฤษดา กาแมน ที่เป็นเด็กอคาเดมีรุ่นแรก สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็น กำลังหลักในตำแหน่งสำคัญ ทั้ง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ, กองกลางตัวรับ และ กองกลางตัวรุก ขณะที่ เสฏฐ์วุฒิ วงศ์สาย, ภานุเดช ใหม่วงค์, นิติธร ศรีประมาณ ก็เริ่มบทบาทในฐานะตัวสอดแทรก

“แจ๊บ (สหรัฐ สนธิสวัสดิ์) เขาเป็นเด็กที่มีความสามารถ แต่ยังขาดโอกาส ในช่วงที่ผ่านมา จนผมต้องไปขอร้องกับผู้บริหารว่า ผมขอโอกาสให้แจ๊บลงเล่น 3 นัดติดต่อกันได้ไหม ถ้าเขาเล่นไม่ได้ ผมจะปล่อยให้เขาไปอยู่ทีมอื่นเอง”

“และเขาก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ จนตอนนี้ เขาเป็นผู้เล่นชุดใหญ่คนเดียวที่ทีมขาดไม่ได้ ไม่ใช่ ยิม (วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ) นะ เจ้าแจ๊บเนี้ยแหละที่ขาดไม่ได้ เพราะด้วยตำแหน่งที่เขาเล่น ความเข้าใจเกมที่เหนือกว่าเด็กคนอื่นๆ รู้ว่าตัวเองควรเล่นอย่างไร คู่แข่งจะไปทางไหน เพียงแต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นจากเขา คงเป็นลูกยิงไกล เขาเป็นคนยิงไกลดีนะ แต่อาจจะไม่กล้าเท่าไหร่ คิดว่าปีหน้าเราน่าจะได้เห็นเขาทำประตูเพิ่มขึ้น”

“ส่วน แระห์ (กฤษดา กาแมน) เขาเป็นหนึ่งในแบ็กโฟร์ที่ผมฝันไว้ แต่ตอนนี้เพื่อนเขาอีก 3 คน ยังแยกย้ายกระจายถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวอยู่ ถ้าเขาเล่นด้วยกัน จะทำให้อนาคตเรามี แผงหลัง ที่ไว้ใจได้เลย ตอนนี้เขาก็สามารถเล่นได้เหมือนผู้ใหญ่ แต่ยังขาดเรื่องความเร็ว ซึ่งเขาสามารถทดแทนได้ โดยใช้การอ่านเกม การสกัดบอลที่แม่นยำ”

“ยิม (วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ) เขาพร้อมกับไทยลีกมานานแล้ว เพียงแต่ช่วงที่ เทิดศักดิ์ (ใจมั่น) คุมทีม เขาอาจจะยังไม่ค่อยได้รับโอกาส หรือยังไม่สามารถแสดงบางอย่างออกมาได้ พอเป็น โบ้ (จักรพันธ์ ปั่นปี) ก็มั่นใจกล้าใช้เขามากขึ้น คนอื่นๆ อย่าง บาส (เสฏฐ์วุฒิ วงศ์สาย) เขาไม่ใช่กองหน้าที่เก่งสุดในรุ่นนะ แต่เขามีความมุ่งมั่นสูง พยายามแก้ไขจุดด้อย พัฒนาจุดเด่น เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่ไม่ได้เก่งมาก ถ้ามีความพยายามมากพอ ก็มีโอกาสในทีมชุดใหญ่”

“ผมไม่ห่วงเรื่องความสามารถของเด็กชุดนี้เลย แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาแก้ไข ก็คือเรื่องสภาพร่างกาย ความแข็งแกร่ง ความเร็ว ที่ตอนอายุ 16 ผมอาจจะใส่ให้พวกเขาน้อยไปหน่อย เราก็นำเอามาแก้ไขกับรุ่นต่อไป ซึ่งน่าจะได้เห็นเร็วๆนี้ว่า เด็กรุ่นต่อไป (รุ่นอายุ 15-16 ปี) จะมีความเร็ว แข็งแกร่ง และเล่นฟุตบอลได้สวยงามกว่ารุ่นแรก”

หลังผ่านไป 23 เกมในโตโยต้า ไทยลีก

ชลบุรี เอฟซี ลบคำสบประมาท ยึดพื้นที่ท็อป 7 ของตารางไว้ได้ โดยมีขุมกำลังนักเตะที่หมุนเวียนลงสนามเกือบ 1 ใน 3 มาจากอคาเดมีชลบุรีรุ่นแรก ส่วนที่เหลือ ก็เป็นผลผลิตจากทีมเยาวชนรุ่นก่อนหน้านั้น, ผู้เล่นต่างชาติ และนักเตะไทยจากที่อื่นเพียงบางส่วนเท่านั้น

โดย โค้ชเฮง วิทยา อธิบายว่า ผู้เล่นในอคาเดมีที่เติบโตและฝึกฟุตบอลมาด้วยกัน ได้ลงสนามในทีมชุดใหญ่ช่วงเวลาเดียวกันหลายราย เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนและส่งผลให้เด็กๆ สามารถโชว์ฟอร์มได้ดี เพราะรูปแบบการฝึก จังหวะการเล่น สอดประสานไปในทางเดียวกัน รวมถึงยังทำให้ทีมเวิร์ก สปิริตภายในทีม แข็งแกร่งขึ้นด้วย

อีกส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย นั้นคือ “โค้ชโบ้” จักรพันธ์ ปั่นปี อดีตนักฟุตบอลลูกหม้อชลบุรี เอฟซี ที่ผันตัวเองมารับบทบาท ผู้ช่วยโค้ชให้กับสโมสรเป็นเวลาหลายปี ปัจจุบันเขากำลังศึกษาหลักสูตร เอเอฟซี โปร ไลเซนส์ รุ่นแรกของเมืองไทย

แม้ จักรพันธ์ จะไม่เคยรับงานคุมทีมระดับไทยลีกเต็มตัว แต่การได้เรียนงานด้านโค้ชกับหลายกุนซือๆ ทั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, วิทยา เลาหกุล, มาซาฮิโร วาดะ, วรวุธ ศรีมะฆะ และ เทิดศักดิ์ ใจมั่น ก็ทำให้เขาเห็นแท็คติก รูปแบบการฝึกซ้อมที่หลากหลาย และเป็นข้อได้เปรียบของเขาเมื่อได้รับตำแหน่ง หัวเรือใหญ่ จากการรู้จักทุกซอกมุมในสโมสรแห่งนี้

ปธ.เทคนิคฉลามชล เล่าว่า โค้ชโบ้ ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ช่วยดูแลทีมชุดใหญ่อย่างเดียว แต่หากมีเวลาว่าง เขาจะตามทีมไปดูฟุตบอลระดับเยาวชน ในรายการต่างๆ ทำให้คุ้นเคยและรู้ศักยภาพของผู้เล่นดาวรุ่งเหล่านี้ดี จนกล้าที่ใช้งาน ถึงขนาดที่บางเกม วิทยา เลาหกุล ยังเคยแตะเบรกเรื่องการใช้เด็กมากเกินไปมาแล้ว

การที่ ฝ่ายบริหารสโมสรอดทน ใจเย็นมากพอ, ฝ่ายเทคนิคและผู้ฝึกสอนที่มอบความเชื่อมั่นให้กับดาวรุ่ง และผู้เล่นเยาวชนเอง มีความพร้อมที่จะลงไปเล่นเพื่อตราสโมสร ถือเป็น 3 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้ทีมงบประมาณน้อยอย่าง ชลบุรี เอฟซี สามารถต่อกร ยืดหยัดในสังเวียนลูกหนังที่ดีสุดของไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยทรัพยากรที่สร้างขึ้นมา

“ความจริงฤดูกาลนี้ ถ้าไม่มีเรื่องตกชั้น 5 ทีม เราก็อาจจะได้เห็นนักเตะดาวรุ่งหลายราย ได้รับโอกาสลงสนามมากกว่านี้ แต่ปีนี้ก็ต้องรอเวลาก่อนให้เด็กพวกนี้เก็บประสบการณ์ไปก่อน หลายคนก็กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาขึ้นมา”

“ผมมั่นใจว่าเรากำลังมาถูกทาง ตอนนี้มีเด็กอีกจำนวนมาก รอจ่อขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ และภายใน 3 ปี ผมเชื่อว่า ชลบุรีฯ จะกลับมายืนอยู่จุดเดิมในการเป็นทีมลุ้นแชมป์ โดยมี เด็กๆในอคาเดมี เป็นขุมกำลังหลัก”

“ทุกวันนี้ ผมรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่นั่งมองดู เด็กๆ พวกนี้ลงสนามให้กับชุดใหญ่ ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาได้เล่นไทยลีกนะ แต่ผมภูมิใจที่เห็น พวกเขาลงเล่นอย่างมีคุณภาพ และเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัว” เรือจ้างที่ชื่อ วิทยา เลาหกุล กล่าวทิ้งท้าย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo