เจสซี่ ลินการ์ด

เจสซี่ ลินการ์ด

เจสซี่ ลินการ์ด

เจสซี่ ลินการ์ด

เจสซี่ ลินการ์ด

ข้อมูล และประวัติล่าสุดของ เจสซี่ ลินการ์ด นักเตะที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข “ปีศาจแดง” ที่ต้องย้ายออกไปจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพื่อให้ตัวเองกลับมาเกิดใหม่ในวงการลูกหนังให้ได้อีกครั้ง
ชื่อเต็ม : เจสซี่ เอลลิส ลินการ์ด (Jesse Ellis Lingard)

เกิด : 15 ธันวาคม 1992 ที่วอร์ริงตัน ประเทศอังกฤษ

อายุ : 28 ปี

สัญชาติ : ประเทศอังกฤษ
ตำแหน่ง : กองกลาง

ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร
เส้นทางลูกหนัง
ในวัยเด็ก เด็กชายลินการ์ด ก็เป็นเหมือนเด็กผู้ชายทั่วโลกที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอลอย่างมาก และทีมที่เจ้าตัวรัก และเชียร์ก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้เจ้าตัวได้มาทดสอบฝีเท้า และได้เข้ามาเป็นนักเตะเยาวชน ในศูนย์ฝึกอคาเดมี่ของ “ปีศาจแดง” ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ กันเลยทีเดียว

ลินการ์ด แม้จะเป็นเด็กรูปร่างเล็ก แต่ก็ถูกทดแทนด้วยพรสววร์อย่างอื่น เขาเป็นนักเตะที่มีความรวดเร็ว คล่องแคล่ว จนฝีเท้าถือว่ายอดเยี่ยมกว่านักเตะในรุ่นเดียวกัน เขาค่อยๆ สร้างชื่อในระดับเยาวชนของทีม จนเป็นที่ถูกจับตามมองอย่างมากว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของ แมนยู ได้
แต่เพื่อต้องการให้นักเตะมีประสบการณ์ และชั่วโมงบินในการลงสนามจริงๆ มากยิ่งขึ้น แมนฯ ยูไนเต็ด เลยตัดสินใจปล่อยยืม ลินการ์ด ไปให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเวลานั้นเล่นในระดับลีก แชมเปี้ยนชิพ และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2012 เขาก็ได้ย้ายไปค้าแข้งให้กับทัพ “สุนัขจิ้งจอก” อย่างเป็นทางการ

ลินการ์ด ย้ายมาเล่นที่ เลสเตอร์ ด้วยความกระหายที่จะลงสนามอย่างมาก และเจ้าตัวก็ได้ลงประเดิมให้กับต้นสังกัดใหม่แมตช์แรก ด้วยการถูกส่งเป็นตัวสำรอง ในเกมที่ทีม พบกับ โบลตัน วันเดอเรอร์ โดยเขาได้ลงสนามในนาทีที่ 85 ของการแข่งขัน ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางลูกหนังอาชีพของเขา

ต่อมา ลินการ์ด เริ่มโชว์ฟอร์มการเล่นให้กับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม และค่อยๆ ยึดตำแหน่งตัวจริงของทีม ด้วยผลงานที่เข้าตาอย่างมาก ทำให้เจ้าตัวถูกจับขยายสัญญายืมตัวเพิ่มออกไปอีกทันที

แต่แล้วอุปสรรคขวากหนามก็เข้ามาทดสอบ ลินการ์ด เสียแล้ว เมื่อเขาเกิดโชคร้าย ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก ทำให้ เลสเตอร์ ส่งตัวเขากลับมาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เพื่อทำการรักษา ทำให้เขาต้องชวดลงสนาม และไม่ได้อยู่ที่ เลสเตอร์ ต่อไป
หลังจากพักรักษาตัวอยู่นาน ในปี 2013 เจ้าตัวก็กลับมาซ้อม และเริ่มโชว์ฝีเท้าได้ดีอีกครั้ง ทว่าเขาก็ยังไม่สามารถทะลุขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่ของ แมนยู ได้ ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจปล่อยให้ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ยืมตัวไปใช้งานก่อน เพื่อให้นักเตะมีโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเดือน กันยายน ปี 2013 ลินการ์ด ได้ย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ เบอร์มิงแฮม ที่เวลานั้นต้องการที่จะขึ้นชั้นจากลีก แชมเปี้ยนชิพ มาเล่นในพรีเมียร์ลีกให้ได้ ทำให้ต้องมีการเสริมทัพในการสู้ศึก ซึ่ง ลินการ์ด ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของทีม

การย้ายมาเล่นให้กับ เบอร์มิงแฮม ของ ลินการ์ด ถือว่าเจ้าตัวทำผลงานได้กระฉูดแตกมาก เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง จนช่วยให้ทีมได้เข้ารอบเพลย์ออฟในแมตช์ชิงแชมป์ ถึงแม้ว่าผลสรุปสุดท้าย ทีมของเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และต้องเล่นในศึก แชมเปี้ยนชิพ ต่อไปก็ตาม โดยเจ้าตัวได้ลงสนามไปทั้งหมด 13 เกม และยิงไปถึง 6 ประตู เลยทีเดียว

หลังจบฤดูกาล ลินการ์ด ได้ย้ายกลับมายัง แมนฯ ยูไนเต็ด และหวังที่จะขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่ให้ได้ เนื่องจากเขามั่นใจว่าโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับ เบอร์มิงแฮม ทำให้น่าจะมีโอกาสในการลงสนามมากขึ้น ทว่าในเวลานั้น แผงกองกลางของ “ปีศาจแดง” อุดมไปด้วยดาวดังระดับโลกทั้งนั้น ทำให้เขาจึงถูกปล่อยยืมอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ เขาได้ย้ายไปเล่นให้กับ ไบรท์ตัน นั่นเอง
การย้ายมาเล่นที่ ไบรท์ตัน เขาก็โชว์ฟอร์มได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว กลายเป็นตัวหลักของทีม ด้วยการลงสนามไปทั้งหมด 15 เกม และทำไปได้อีก 3 ประตู ทว่าก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้

ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมในการเล่นให้กับ ไบรท์ตัน ทำให้ในฤดูกาลต่อมา ชีพจรของ ลินการ์ด ก็ได้ลงเท้าอีกครั้ง เมื่อเขาได้ย้ายไปเล่นให้กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในสัญญายืมตัวอีกครั้ง

ซึ่งการย้ายมาเล่นที่นี่ ลินการ์ด เข้ามาเป็นคีย์แมนคนสำคัญของทีมเลยก็ว่าได้ เขาเข้ามาเป็นจอมทัพให้กับทีม รับหน้าที่ทั้งยิงฟรีคิก เตะมุม และเป็นศุนย์กลางในเกมบุกของทีม ทว่าด้วยการที่มีเขาที่โดดเด่นอยู่คนเดียว เขาก็ไม่สามารถแบกทีมไหว ทำให้จบฤดูกาล ดาร์บี้ ก็ไม่สามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาได้
ต่อมาฤดูกาล 2014-2015 โอกาสทองครั้งสำคัญก็มาถึง ลินการ์ด แล้ว เมื่อ หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น ได้เรียกตัวเขากลับมาฝึกซ้อม เพื่อเตรียมตัวขึ้นไปเล่นชุดใหญ่ของ “ปีศาจแดง”

เมื่อได้โอกาสครั้งสำคัญแล้ว ลินการ์ด ไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปอีกแล้ว เขามุ่งมั่นอย่างมาก ขยันฝึกซ้อมทั้งในสนาม และเข้ายิมเล่นฟิตเนสอยู่เป็นประจำ จนก้าวขึ้นไปเป็นตัวหลักของทีม ได้โอกาสลงสนามเป็น 11 ตัวจริงอยู่เสมอๆ

ในฤดูกาล 2015-2016

ถือว่าเป็นปีที่ ลินการ์ด ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง และทำผลงานได้ค่อนข้างโดดเด่น โดยเขาลงสนามไปทั้งหมด 41 เกม ยิงได้ 7 ประตู กับทำอีก 4 แอสซิสต์ ซึ่งไฮไลท์สำคัญของเจ้าตัว เกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศกับ คริสตัล พาเลซ ที่เขาถูกลงสนามมาเป็นตัวสำรอง ในนาทีที่ 110 ในการต่อเวลาพิเศษ และเจ้าตัวก็มายิงลูกวอลเลย์สุดงาม เป็นประตูนำร่องให้กับทีม ก่อนที่สุดท้าย แมนยู จะสามารถเก็บชัยชนะ และคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

แม้ว่า แมนยู จะมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือจาก ฟาน กัล มาเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ทว่า ลินการ์ด ก็ยังสามารถยึดตำแหน่งตัวหลักของทีมได้อย่างต่อเนื่อง ได้ลงเล่นแบบสม่ำเสมอ และมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีม ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รวมทั้งแชมป์คาราวบาวคัพ ในฤดูกาล 2016-2017 อีกด้วย
ฤดูกาลต่อมา 2017-2018 เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ ลินการ์ด โชว์ฟอร์มได้ค่อนข้างดี เขาได้ลงสนามไปทั้งหมด 48 เกม ยิงได้ถึง 13 ประตู และทำไปอีก 7 แอสซิสต์ จนช่วยให้ทีมจบซีซั่นด้วยการเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นรองแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้น

แม้ว่าในฤดูกาลต่อมา “ปีศาจแดง” จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการทีมอีกครั้ง ด้วยการปลด มูรินโญ่ ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาทำหน้าที่แทนในช่งเดือนธันวาคม แต่ถึงอย่างนั้น ลินการ์ด ก็ยังถือว่าเป็นตัวหลัก และกำลังสำคัญของ เช่นเดิม และยังได้รับความไว้วางใจจาก โซลชา ให้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง
แต่แล้ว ฤดูกาล 2019-2020 ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยน และเป็นฤดูกาลที่ย่ำแย่ของ ลินการ์ด อย่างมาก เมื่อเจ้าตัวเริ่มมีปัญหาชีวิตนอกสนาม จนส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่น และควาามมั่นใจในการลงสนามก็หายไป จนฟอร์มเก่าๆ ที่ยอดเยี่ยม ที่เคยทำได้ หายไปเกือบหมด จนหลุดไปเป็นตัวสำรองของทีม และแทบไม่มีโอกาสได้ลงสนามเลย จนมีข่าวออกมาว่าเขาจะโดนปล่อยตัวออกจากทีม

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวก็รวบรวมกำลังใจ และได้เข้าไปพูดคุยกับ โซลชา ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ทำให้เขาฮึดกลับมามุ่งมั่นกับลูกหนังอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นตัวหลักของทีมแล้วก็ตาม
ทว่าในฤดูกาลนี้ ก็ยังมีชอตที่สามารถสร้างชื่อให้เขาได้อีกครั้ง เมื่อในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องดวลกับ เลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อแย่งตั๋วไปเตะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาก็ได้ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามไปในช่วงท้ายเกม เพื่อเรียกความมั่นใจ และเขาก็มายิงประตูสำคัญในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน ช่วยให้ ทีมเอาชนะไป 2-0 และยังทำให้ “ปีศาจแดง” จบอันดับ 3 ของตารางอีกด้วย

ตัดภาพในฤดูกาลปัจจุบัน ช่วงต้นซีซั่น ลินการ์ด แทบไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลย ไม่มีชื่อแม้แต่ตัวสำรอง จะได้ลงเล่นบ้างในฟุตบอลลีกคัพบางนัด ทำให้มีข่าวออกมาว่า เขาจะโดนปล่อยตัวออกจากทีมค่อนข้างแน่ จนกระทั่งมาถึงเดือนมกราคมที่ตลาดซื้อขายนักเตะเปิดขึ้นอกีครั้ง กระแสข่าวก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด เจ้าตัวก็ตัดสินใจที่จะโบกมือลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก ทีมที่เขาเริ่มต้นวิชาลูกหนังที่แรก ย้ายไปค้าแข้งให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในรูปแบบการยืมตัว เพื่อโอกาสในการลงสนาม และเพื่อการกลับแจ้งเกิดในวงการลูกหนัง ให้ได้อีกครั้ง

และเวลานี้เจ้าตัวก็กำลังทำผลงานในระดับเทพ ให้กับ เวสต์แฮม เมื่อทั้งยิง ทั้งจ่าย และกลายเป็นหัวใจหลักในเกมรุกให้กับทีม จนเวลานี้พาทีมขึ้นมามีลุ้นคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แล้ว
ผลงานทีมชาติอังกฤษ
กับทีมชาติอังกฤษนั้น ลินการ์ด เริ่มต้นมาจากการติดทีมชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ในปี 2008 โดยเขาได้ลงสนามแค่ 3 นัดเท่านั้น จากนั้นก็ขยับขึ้นมาเล่นในชุดอาขุไม่เกิน 21 ปี ซึ่งในทีมชุดนี้ เขาถือว่าเป็นตัวหลักของทีมเลยก็ว่าได้ ลงสนามไปถึง 11 นัด และยิงได้ 2 ประตู
และจากฝีเท้าที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ลินการ์ด ก็ถูกเรียกไปติดทีมชุดใหญ่ของทัพ “สิงโตคำราม” ภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ในปี 2016 โดยแมตช์แรกที่เขาได้ประเดิมสนาม คือเกมที่ อังกฤษ เปิดบ้านเอาชนะ มอลตา 2-0 ในวันที่ 8 ตุลาคม ปี 2016 นั่นเอง

โดย ในฟุตบอลโลกปี 2018 ลินการ์ด ก็เป็น 1 ใน 23 ขุนพล ที่ได้ไปเล่นรอบสุดท้ายด้วย และมีส่วนสำคัญจนช่วยให้ทีมจบอันดับ 4 ได้สำเร็จ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ลินการ์ด ลงรับใช้ชาติไปแล้ว 24 เกม และยิงได้ 4 ประตู ด้วยกัน
เกียรติประวัติ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แชมป์ เอฟเอ คัพ : 2015-2016
แชมป์ เอฟเอ คอมมิวนิตีชีลด์ : 2017
แชมป์ อีเอฟแอลคัพ : 2016-2017
แชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก : 2016-2017

 

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo