อังกฤษ ประเทศแห่ง สโมสรฟุตบอล

อังกฤษ ประเทศแห่ง สโมสรฟุตบอล

อังกฤษ ประเทศแห่ง สโมสรฟุตบอล

อังกฤษ ประเทศแห่ง สโมสรฟุตบอล

ทำไม อังกฤษ จึงเป็นประเทศแห่ง สโมสรฟุตบอล  โดย ลงทุนแมน หงส์แดง ปืนใหญ่ เรือใบสีฟ้า สิงโตน้ำเงินคราม ไก่เดือยทอง ปีศาจแดง หลายคนตอบได้ทันทีว่าฉายาเหล่านี้หมายถึงสโมสรฟุตบอลอะไร แม้จะไม่ใช่แฟนบอลก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ นอกจากประเทศไทยแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่คนไทยน่าจะรู้จักชื่อเมืองมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “อังกฤษ”

หลายคนรู้จักลิเวอร์พูล แม้ไม่รู้ว่าเมืองนี้ตั้งอยู่ตรงไหนของเกาะอังกฤษ แต่รู้ประวัติของทีมฟุตบอลและประวัติของผู้เล่นทุกคนอย่างละเอียดอย่างที่หลายคนทราบดี ว่าอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่ แต่อะไรที่ทำให้ลูกหนังอังกฤษครองใจคนทั้งโลกมานานมากกว่า 100 ฤดูกาล ยินดีต้อนรับเข้าสู่ซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ตอน ทำไม อังกฤษ จึงเป็นประเทศแห่ง การแข่งขันฟุตบอลรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่เชื่อมโยงกับกีฬาลูกหนัง ก็คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การประดิษฐ์เครื่องจักร มาเป็นเครื่องทุ่นแรงแทนแรงงานของมนุษย์โดยเริ่มจากการประดิษฐ์เครื่องทอผ้า ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18อังกฤษเป็นชาติแรกของโลกที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม จากอุตสาหกรรมสิ่งทอต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเหล็ก มีการตั้งโรงงานในเมืองใหญ่ๆ ทั่วเกาะอังกฤษ ดึงดูดแรงงานภาคเกษตรกรรมให้เข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเมื่อแรงงานมารวมกันมากเข้า เมืองก็มีขนาดใหญ่มากขึ้น

ในช่วงแรก แรงงานเหล่านี้ทำงานกันอย่างหนัก แต่เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายแรงงานในช่วงทศวรรษที่ 1850s ทำให้แรงงานในเมืองใหญ่มีเวลาว่างมากขึ้น ในช่วงวันหยุด จึงใช้เวลาพักผ่อนเล่นกีฬา หนึ่งในกีฬายอดฮิตก็คือฟุตบอล
เมื่อการคมนาคมโดยรถไฟขยายตัว ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่สะดวกขึ้นมากเริ่มมีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างเมือง ดึงดูดทั้งผู้เล่นและผู้เข้าชมมากมายและนำมาสู่การก่อตั้งสโมสรฟุตบอล สโมสรฟุตบอลแห่งแรกของอังกฤษ ก็คือ สโมสรเชฟฟิลด์ (Sheffield FC) ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเชฟฟิลด์ ใจกลางของเกาะอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1857 เมื่อมีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีผู้กำหนดกติกาพื้นฐานของการเล่นฟุตบอล และใช้บังคับในการแข่งขันระหว่างสโมสรต่างๆ
นำมาสู่การจัดตั้งสมาคมฟุตบอล The Football Association หรือ FA ในปี ค.ศ. 1863กีฬาฟุตบอลเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ดึงดูดให้แรงงานหันมาเล่นเพื่อเป็นนักฟุตบอลจนเกิดเป็นนักเตะฟุตบอลอาชีพ
เมื่อมีทั้งสโมสรฟุตบอลและนักฟุตบอลอาชีพ สโมสรที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลนักฟุตบอล จึงต้องการให้มีการจัดแข่งขันอย่างสม่ำเสมอท้ายที่สุดก็นำมาสู่การจัดตั้งการแข่งขันฟุตบอล หรือ  ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 โดยฤดูกาลแรกคือ ปี ค.ศ. 1888-1889 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันฟุตบอลลีกที่ยาวนานกว่า 100 ฤดูกาลด้วยสภาพภูมิอากาศของเกาะอังกฤษที่มีฝนตกเป็นประจำ สนามหญ้าที่ใช้เตะฟุตบอลจึงชื้นแฉะอยู่เสมอ การเล่นแบบเลี้ยงลูกโชว์ลีลาจึงทำได้ยาก เช่นเดียวกับการเตะบอลลูกเรียดที่จะทำให้ลูกบอลติดน้ำ
ฟุตบอลอังกฤษจึงมุ่งเน้นไปที่การใช้พละกำลัง เล่นลูกกลางอากาศโดยใช้การโยนบอลยาวไปจนถึงการวิ่งแข่งเพื่อเข้าทำประตูความดุดันและตื่นเต้นเร้าใจนี้ ทำให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฟุตบอลอังกฤษ ลีกฟุตบอลอังกฤษจึงได้รับความนิยม ดึงดูดใจแฟนบอลทั่วยุโรป ต่อมาเมื่อการสื่อสารทั่วโลกพัฒนาขึ้น คนทั่วโลกจึงมีโอกาสได้รับชมการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจนี้
แต่อย่างไรก็ตาม ลีกดิวิชั่น 1 ของอังกฤษก็ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนในช่วงปี ค.ศ. 1985 ถึง ค.ศ. 1990
เมื่อกลุ่มแฟนบอลอันธพาล หรือ ฮูลิแกน (Hooligans) ได้สร้างความวุ่นวายทั้งในและนอกสนาม จนทำให้ทีมฟุตบอลอังกฤษถูกห้ามแข่งขันในรายการฟุตบอลยุโรปเป็นเวลาถึง 5 ปีเรื่องราวถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์อัฒจันทร์ถล่มที่สนามฮิลส์โบโร ของทีมเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ในเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ในปี ค.ศ. 1989 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 96 ราย จากสภาพของสนามที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการมีตั๋วยืนชม ทำให้แฟนบอลมาอัดแน่นกันมากเกินไป จนโครงสร้างรองรับไม่ไหว
ปัญหาเรื้อรังเหล่านี้นำความเสื่อมถอยมาสู่ลีกฟุตบอลอังกฤษ
สโมสรฟุตบอลล้วนประสบปัญหาขาดทุน บ้างจำต้องขายนักเตะฝีเท้าดีให้แก่สโมสรอื่นๆ ในยุโรป เมื่อถึงจุดต่ำสุด ทางเดียวที่จะทำให้ลีกฟุตบอลที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปีอยู่รอดต่อไปได้ จำเป็นจะต้องมีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของพรีเมียร์ลีก (Premier League) ที่เราทุกคนรู้จักกันดี พรีเมียร์ลีก ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1992 จากการรีแบรนด์ของ ลีกดิวิชั่น 1 มีการจดทะเบียนเป็นบริษัท เพื่อการดำเนินงานที่เป็นอิสระและความคล่องตัวจากสมาคมฟุตบอล
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างจุดหมายที่ชัดเจนในการสร้างแบรนด์เข้าสู่ตลาดโลกโดยเริ่มจากการวางกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างรายได้นอกเหนือจากค่าตั๋วเข้าชมในสนามในช่วงทศวรรษ 1990s เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านดาวเทียมก้าวหน้าขึ้นมาก
ทำให้สามารถถ่ายทอดสดการแข่งขันจากอังกฤษไปสู่ทั่วโลกได้ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกของแฟนบอลทั่วโลก

ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด Rupert Murdoch นักธุรกิจเจ้าของ Sky TV ได้ยื่นข้อเสนอด้วยวงเงิน 304 ล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่าเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมเกือบ 10 เท่า จึงได้ทำสัญญาฉบับใหม่ในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกตลอด 5 ฤดูกาล ตั้งแต่ ค.ศ. 1992 ถึง ค.ศ. 1997 รายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่เพิ่มขึ้นมากกลายเป็นทุนที่ถูกนำมาจัดสรรให้กับทุกสโมสรในพรีเมียร์ลีก
เพื่อปรับปรุงสนามฟุตบอลให้ทันสมัย ยกเลิกตั๋วแบบยืน ปรับให้เป็นที่นั่งทั้งหมด รวมถึงการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันพวกฮูลิแกน เมื่อสนามมีความปลอดภัยมากขึ้น ก็ยิ่งดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาเชียร์ติดขอบสนามได้มากขึ้น เมื่อภาพของเกมที่เร้าใจ กับการเชียร์ที่สนุกสนานถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกก็ยิ่งสร้างแบรนด์ให้มีฐานแฟนบอลจากภูมิภาคอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อภาพการแข่งขันถูกเผยแพร่ “สปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อ” ก็กลายเป็นอีกขุมทรัพย์ที่สร้างรายได้มหาศาล ดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกให้เข้ามาจับจองพื้นที่ เช่นเดียวกับของที่ระลึกอย่างเสื้อทีมฟุตบอล ที่บริษัทเสื้อผ้าชั้นนำต่างเข้ามาจับจองลิขสิทธิ์เพื่อจำหน่ายแก่แฟนบอลทั่วโลกนอกจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอด สปอนเซอร์ และของที่ระลึกแล้ว “การบุกตลาดเอเชีย” คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เวียดนาม และไทยภูมิภาคนี้มีประชากรกว่า 2,000 ล้านคน เป็นตลาดที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและผู้คนชื่นชอบฟุตบอลอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พรีเมียร์ลีกจึงสร้างกลยุทธ์ด้วยการมาจัดกิจกรรมในภูมิภาคนี้ ทั้งการสร้างชุมชนของแฟนคลับสโมสรต่างๆ
การนำสโมสรฟุตบอลมาตระเวนอุ่นเครื่องในช่วงปิดฤดูกาลแข่งขัน รวมถึงการถ่ายทอดแมตช์แข่งขัน ที่คำนึงถึงเวลาในแถบเอเชียที่เร็วกว่าอังกฤษประมาณ 6-7 ชั่วโมง ชาวเอเชียกลายเป็นฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นของพรีเมียร์ลีก ผลประโยชน์มหาศาลของการแข่งขัน ดึงดูดใจให้มหาเศรษฐีต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรฟุตบอลอังกฤษ สร้างเม็ดเงินให้แก่สโมสรนับหมื่นล้านบาท มาถึงตรงนี้
การที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ได้รับความนิยมล้นหลามและสร้างรายได้อย่างมหาศาล ไม่ใช่เพียงเพราะอังกฤษเป็นถิ่นกำเนิดฟุตบอล แต่ทั้งหมดล้วนเกิดจากการบริหารจัดการ และวิสัยทัศน์ของการต่อยอดจากการแข่งขัน มาสู่การสร้างแบรนด์ระดับนานาชาติ จนกลายเป็นลีกฟุตบอลที่มีเสน่ห์ที่ดึงดูดแฟนบอลทั่วโลก ทั้งที่รู้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้กับลูกกลมๆ ลูกนี้
แต่เหล่าแฟนบอลก็ยังโห่ร้องดีใจเมื่อทีมที่ชื่นชอบชนะ ร้องไห้เมื่อพ่ายแพ้ และโกรธเมื่อถูกทีมคู่แข่งแซงหน้า แฟนบอลหลายคน สโมสรฟุตบอลก็ไม่ต่างอะไรกับที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและทีมสโมสรฟุตบอลอังกฤษ ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยั่งยืนที่สุดในโลก โดยที่ไม่มีใครคาดคิดสำหรับ แบรนด์สินค้า ที่คนพร้อมจะเปลี่ยนใจไปซื้อแบรนด์ใหม่ได้ตลอดเวลาแต่สำหรับเรื่องฟุตบอลไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแมตช์ถัดไปทุกคนพร้อมที่จะเดินเคียงข้าง สโมสร ที่ตนเองรักเสมอ และ ตลอดไป
อังกฤษ ประเทศแห่ง สโมสรฟุตบอล

กีฬาฟุตบอล ถือกำเนิดในประเทศอังกฤษ ทั้งยังเป็นกีฬาประจำชาติด้วย ก่อนจะมีการเล่นอย่างแพร่หลาย ในหลายประเทศทั่วโลก โดยในอังกฤษเรียกว่า ฟุตบอล โดยแทบไม่ใช้คำว่า ซอกเกอร์ อย่างในบางประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกาเป็นต้น โดยมีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ เป็นแห่งแรกของอังกฤษและของโลก เมื่อปี ค.ศ. 1857 ส่วนสโมสรฟุตบอลนอตส์เคาน์ตี เป็นแห่งแรกในระดับอาชีพ เมื่อปี ค.ศ. 1862 ก่อนที่จะมีการก่อตั้ง สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ขึ้นกำกับดูแลกิจการทั้งปวง ในปีต่อมา (ค.ศ. 1863)

ต่อมา เอฟเอเริ่มจัดแข่งขันระบบฟุตบอลถ้วย โดยให้ชื่อว่า เอฟเอคัพ เป็นครั้งแรกของอังกฤษและของโลก ตั้งแต่ฤดูกาล 1871-72 จนถึงปัจจุบัน จากนั้น สโมสรฟุตบอล 12 แห่ง ริเริ่มรวมตัวกันเป็นองค์กรฟุตบอลลีก เพื่อจัดการแข่งขันระบบลีก ระหว่างกลุ่มสโมสรดังกล่าวเป็นครั้งแรก ในฤดูกาล 1888-89 และยังจัดแข่งขันฟุตบอลถ้วย โดยให้ชื่อว่า ฟุตบอลลีกคัพ ตั้งแต่ฤดูกาล 1960-61 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับระบบลีก ดำเนินมาเป็นเวลา 104 ปี จนกระทั่งสโมสรฟุตบอล 22 แห่ง(ต่อมาลดลงเหลือเพียง 20 สโมสร) ในลีกระดับชั้นที่ 1 (Division 1) ร่วมกับรูเพิร์ต เมอร์ด็อก นักธุรกิจสื่อสาร เจ้าของเครือข่ายโทรทัศน์สกาย แยกตัวออกมาก่อตั้งลีกสูงสุดขึ้นใหม่ โดยให้ชื่อว่า พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 1992-93 จนถึงปัจจุบัน ส่วนองค์กรฟุตบอลลีก ยังคงจัดแข่งขันลีก ในระดับรองลงไปตามเดิม

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo