หลุยส์ ฟานกัล

หลุยส์ ฟานกัล

หลุยส์ ฟานกัล

หลุยส์ ฟานกัล

หลุยส์ ฟานกัล

หลุยส์ ฟาน กัล โด่งดังจากการเป็นผู้จัดการทีมพา อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 1995 ได้อย่างยิ่งใหญ่ แถมยังพา อาแจ็กซ์ เข้าชิงรายการเดิมได้อีกครั้งในปี 1996 ส่วนความสำเร็จระดับสโมสรในเนเธอร์แลนด์ เขากวาดมาครบหมดแล้ว
พอไปคุม บาร์เซโลน่า ที่สเปน เขาก็คว้าแชมป์ ลา ลีกา ได้ 2 ฤดูกาลติด ทั้งในซีซั่น 1997-98 และ 1998-99 นั่นทำให้ชื่อของเขาถูกยกให้เป็นสุดยอดโค้ชที่ดีที่สุดของวงการฟุตบอลดัตช์ ในช่วงรอยต่อระหว่างปลายยุค 90 กับต้นยุค 2000

ตลอดชีวิตของ ฟาน กัล

เคยทำหน้าที่คุมทีมชาติเนเธอร์แลนด์มาแล้ว 2 ช่วง นี่ถือเป็นการถูกแต่งตั้งเป็นช่วงที่ 3 ซึ่งน่าสนใจตรงที่ทั้งหมดล้วนเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ทีมเพิ่งล้มเหลวในศึกยูโร
ในปี 2000 ฟาน กัล เข้ามาคุมทีมอัศวินสีส้มเป็นครั้งแรกแทนที่ของ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ที่ตัดสินใจลาออกหลังพาทีมดวลจุดโทษแพ้ อิตาลี ในศึกยูโรรอบรองชนะเลิศ

ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ยุคนั้นถือว่าเต็มไปด้วยดาวดังครบทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์, ยาป สตัม, 2 พี่น้อง แฟร้งค์ กับ โรนัลด์ เดอ บัวร์, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, เอ็ดการ์ ดาวิดส์, ฟิลิป โคคู, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส ไปจนถึงมีศูนย์หน้าระดับพระกาฬทั้ง รุด ฟาน นิสเตลรอย, แพทริค ไคลเวิร์ต, ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์, จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ และ รอย มาคาย
แต่กลายเป็นว่า ฟาน กัล พาทีมตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002 ซะอย่างนั้น ก่อนที่เขาจะประกาศลาออกจากตำแหน่งแบบจบไม่สวยในเดือนมกราคม 2002
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เขาค่อยๆ ใช้เวลาชุบตัวให้กลับมาเป็นกุนซือแถวหน้าของวงการอีกครั้ง ด้วยแชมป์ลีกดัตช์กับ อาแซ่ด อัลค์มาร์ ในปี 2009 ตามด้วยพา บาเยิร์น มิวนิค คว้าดับเบิลแชมป์เยอรมนีในปี 2010 โดยเข้าชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย แต่พ่ายแพ้ต่อ อินเตอร์ มิลาน ไป 0-2

หลังจากโดนบาเยิร์นไล่ออกในช่วงต้นปี 2011 เพราะพาทีมตกต่ำลงเรื่อยๆ แถมมีปัญหากับลูกทีมหลายๆ คน เขาว่างเว้นจากการคุมทีมไปนานกว่า 1 ปี ก่อนถูกแต่งตั้งให้คุมทีมชาติเนเธอร์แลนด์เป็นหนที่ 2 ในปี 2012 แทน เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ที่ตัดสินใจลาออก เพื่อรับผิดชอบผลงานพาทีมแพ้รวดจนตกรอบแบ่งกลุ่มยูโร
การคุมทีมกังหันลมเป็นครั้งที่ 2 ของ ฟาน กัล ถือว่าทำผลงานได้ยอดเยี่ยม เขาพาทีมผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2014 ด้วยสถิติไร้พ่าย (ชนะ 9 เสมอ 1) และไปถึงอันดับ 3 ในรอบสุดท้ายที่บราซิล
หลังจบฟุตบอลโลกเมื่อ 7 ปีก่อน เขาไปหาความท้าทายในพรีเมียร์ลีกด้วยการรับตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแม้จะมีโทรฟี่ติดมือ แต่ช่วงเวลาของเขาในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ค่อยน่าจดจำมากนัก

หลุยส์ ฟาน กัล โดน แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2016 หรือ 2 วันให้หลังจากที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ
สาเหตุที่ ฟาน กัล ต้องไปให้พ้นจากสโมสร เป็นเพราะเขาไม่สามารถพาทีมทำอันดับติดท็อปโฟร์ในพรีเมียร์ลีกได้ แถมฟอร์มการเล่นก็ดูน่าอึดอัดตลอดทั้งซีซั่น ซึ่งตอนนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังว่างงาน พร้อมรอเสียบแทนพอดี
หลังจาก “อาจารย์หลุยส์” โดนผีแดงปลด เขาก็ไม่ได้ไปคุมทีมไหนต่ออีก ก่อนจะประกาศเกษียณตัวเองครั้งแรกในเดือนมกราคม 2017 โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของครอบครัว
เหตุผลเรื่องครอบครัวที่ว่า เป็นเพราะเขาอยากใช้เวลาช่วยดูแลลูกสาวให้ผ่านช่วงซึมเศร้าไปให้ได้ เนื่องจากสูญเสียสามีที่เสียชีวิตไปอย่างกะทันหันในเดือนธันวาคม 2016
กุนซือจอมปรัชญาให้สัมภาษณ์กับ เดอ เทเลกราฟ หนังสือพิมพ์เจ้าดังที่สุดของเนเธอร์แลนด์ไว้เมื่อ 4 ปีก่อนว่า “ผมสามารถไปคุมทีมที่เมืองจีนได้ แต่ผมยังคงอยู่ที่นี่”

“มันมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นกับครอบครัวของผม ผมจึงจำเป็นต้องมองหลายสิ่งหลายอย่างให้แตกต่างไปจากเดิม”
“ผมเคยบอกเอาไว้ก่อนว่าหลังจากที่อำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว ผมอาจจะหยุดคุมทีมแล้วผมก็ขอเปลี่ยนเป็นการหยุดพักเฉยๆ แทน แต่ตอนนี้ผมเชื่อว่าผมจะไม่กลับไปทำงานโค้ชอีกแล้ว”
“ผมไม่เหลือความทะเยอทะยานในวงการฟุตบอลแล้ว ผมได้มาแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ผมค้นพบว่ามันน่าเบื่อที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด แต่ลองไปดูประเทศที่ผมเคยไปทำงาน และระดับของทุกสโมสรที่ผมเคยคุมสิ มันไม่เหลืออะไรให้ท้าทายแล้วจริงๆ”

“จริงๆ ผมอยากจะหยุดตั้งแต่จบฟุตบอลโลก 2014 แล้วด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นมันมีโอกาสไปคุมทีมที่อังกฤษเข้ามา และนั่นคือประเทศมหัศจรรย์ที่เข้ามาอยู่ในโปรไฟล์ของผมเพิ่ม”
ระหว่างที่ หลุยส์ ฟาน กัล ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวอย่างเงียบๆ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ก็กำลังทำผลงานได้อย่างน่าจับตามอง ภายใต้การคุมทีมของ โรนัลด์ คูมัน ที่รับตำแหน่งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2018 เพื่อกอบกู้วิกฤติทีมชาติ ที่ไม่สามารถเข้ารอบสุดท้ายยูโร 2016 และฟุตบอลโลก 2018 ได้

ในช่วงที่ คูมัน ยังเป็นกุนซือของทัพอัศวินสีส้ม เขาสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก และผ่านรอบคัดเลือก ยูโร 2020 อย่างสบายๆ
ขุมกำลังของเนเธอร์แลนด์ในยุคที่ คูมัน คุม ดูจะมีอนาคตที่สดใสจากการที่มีสายเลือดใหม่อย่าง เฟรงกี้ เดอ ยอง, มัตไตส์ เดอ ลิกท์ และ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค แจ้งเกิดขึ้นมา ผสมผสานกับนักเตะประสบการณ์สูงชั้นดีอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม และ เมมฟิส เดอปาย

แต่วิกฤติโควิด-19 ที่เล่นงานทั่วโลกในช่วงต้นปี 2020

ทำให้สถานการณ์หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปศึกยูโรรอบสุดท้ายถูกเลื่อนออกจากกำหนดการแข่งขันเดิมออกไปถึง 1 ปี ซึ่งดันมาประจวบเหมาะพอดี ที่ซัมเมอร์ที่ว่างลงนั้น ดันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ บาร์เซโลน่า ต้องการหากุนซือคนใหม่หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือจอมเฮี้ยบ กลับมารับงานคุม ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ส เซ็นสัญญากระทั่งจบศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์

นับเป็นครั้งที่ 3 ซึ่ง ฟาน กัล กุมบังเหียน “อัศวินสีส้ม” โดยการแต่งตั้งครั้งล่าสุด เกิดขึ้นก่อนวันเกิดครบ 70 ปีบริบูรณ์ เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์ และเป็นงานแรก หลังถูก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลดเมื่อปี 2016นายใหญ่วัย 69 ปี กล่าว “ผมมีความผูกพันอันลึกซึ้งกับ ฟุตบอลดัตช์ มาตลอด และการทำหน้าที่โค้ชทีมชาติ ตามความเห็นผม คือ บทบาทสำคัญที่จะขับเคลื่อนวงการฟุตบอลของเราไปข้างหน้า ยิ่งกว่านั้น ผมพิจารณาว่า มันเป็นเกียรติที่ได้คุม ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ส”

อดีตผู้จัดการทีม บาร์เซโลนา และ บาเยิร์น มิวนิก เข้ามาแทน แฟรงค์ เดอ บัวร์ ซึ่งลาออก หลังจบยูโร 2020 และจะเริ่มงาน เดือนกันยายนนี้ ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนยุโรป 3 นัด
ก่อนหน้่า ฟาน กัล เคยคุม “เดอะ ฟลายอิง ดัตช์แมน” 2 ครั้ง ปี 2000-2002 ซึ่งจบด้วยการตกรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1986 และปี 2012-2014 ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก ที่ประเทศบราซิล

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo