สุเบญรัตน์ อินแสง

. สุเบญรัตน์ อินแสง

สุเบญรัตน์ อินแสง

. สุเบญรัตน์ อินแสง

สุเบญรัตน์ อินแสง

ความเคลื่อนไหวของ “เบญ” สุเบญรัตน์ อินแสง นักกีฬาขว้างจักรหญิง   ทีมชาติไทย  ในโอลิมปิกเกมส์  “โตเกียว 2020”   หลังพ้นช่วงเวลากักตัว  3 วันตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด19   ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่   25   กรกฎาคม   นักกรีฑาขว้างจักรสาวไทยได้ลงสนามฝึกซ้อมในสนามเป็นครั้งแรก ภายใต้การดูแลของรีดุส   เดวอน   เธอร์มอนด์   โค้ชชาวอเมริกันอย่างใกล้ชิด

สุเบญรัตน์ กล่าวว่า ในช่วงกักตัวตนก็ได้ทำการฟิตเนสเพื่อคลายกล้ามเนื้อและวอร์มร่างกายเบาๆ ส่วนการฝึกซ้อมวันแรกหลังเดินทางมาถึงญี่ปุ่น โค้ชได้เน้นการฝึกเทคนิค  การขว้าง การปรับจังหวะการยืนและการขว้าง นอกจากนี้ยังได้ไปทำการจั๊มทรายเพื่อสร้างแรงกระโดดเพิ่มประสิทธิภาพในการขว้างอีกด้วย ใช้เวลาฝึกซ้อมราว 2.30 ชั่วโมง

“วันนี้ ออกมาสนามขว้างเป็นวันแรก   เจ้าภาพยังจัดเตรียมสถานที่ยังไม่พร้อม 100   เปอร์เซ็นต์   อย่างเรื่องที่นั่งสำหรับรองรับนักกีฬาที่ยัง ไม่เพียงพอ         เพราะมีนักกีฬามาซ้อมร่วมกันเยอะแม้จะแบ่งสนามซ้อมเป็น   2  สนามแล้วแต่จำนวน   นักกีฬาชาย-  หญิงมาซ้อมรวมกันก็เลยทำให้ต้องใช้เวลา         ในการต่อคิวกันซ้อมนานพอสมควร    แต่นักกีฬาทุกคนก็ได้เตรียมใจรับสภาพนี้ไว้อยู่แล้ว ปัญหาหลักก็น่าจะอยู่ที่อากาศร้อน   แต่ที่สนามจัดร่มไว้สำหรับให้นักกีฬาหลบแดดช่วงรอคิวซ้อมไม่เพียงพอ”

สุเบญรัตน์ กล่าวอีกว่า ตนเองปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับบรรยากาศได้แล้ว     60-70    เปอร์เซ็นต์    แต่ยังมีเวลาอีก   2-3

วันสำหรับการฝึกซ้อมมั่นใจว่าจะพร้อม   100  เปอร์เซ็นต์ทันการแข่งขันแน่นอน  โดยตนจะลงแข่งขว้างจักรหญิง

รอบคัดเลือกในวันที่  31   กรกฎาคมนี้

นักขว้างจักรสาวไทย ยังได้กล่าวแสดงความยินดีกับเหรียญทองแรกของทัพนักกีฬาไทย   ที่   “เทนนิส”   พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ คว้ามาได้จากกีฬาเทควันโดซึ่งถือว่าเป็นขวัญและกำลังใจของนักกีฬาไทยทุกคนที่กำลังแข่งขันอยู่ในขณะนี้ ที่มุ่งมั่นจะสร้างผลงานที่ดีเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติด้วย

เป็นเวลากว่า 15 ปีที่ ‘เบญ’  นักกีฬาขว้างจักรหญิงได้สร้างผลงานไว้มากมายให้กับทัพนักกรีฑาทีมชาติไทย สถิติต่างๆ ที่เธอได้จารึกไว้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จได้เป็นอย่างดี เหรียญรางวัลที่แขวนไว้ภายในบ้านคือเกียรติยศที่เธอได้รับ 

คำชื่นชม สรรเสริญและเสียงชัยโยโห่ร้องยังคงกึกก้องอย่างต่อเนื่อง เมื่อเบญสามารถคว้าตั๋วโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่นได้สำเร็จนับเป็นโอกาสครั้งที่สองของเธอหลังจากที่เคยทำได้มาแล้วเมื่อ 5 ปีก่อนที่บราซิล

ทว่า กว่าที่เบญจะเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ เธอต้องเผชิญกับคำถากถาง คำพูดที่เสมือนใบมีดโกนกรีดลงกลางใจ คำหยามเหยียดที่อาจจะทำให้ใครบางคนล้มเลิกความฝัน แต่สำหรับหญิงจิตใจแกร่งอย่าง ‘เบญ’ เธอข้ามผ่านมาได้เพียงเพราะความตั้งใจที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนได้รู้ว่า “ฉันทำได้”

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับเบญ หนึ่งในนักกีฬาที่จะได้ไปแสดงฝีมือในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กำลังจะมาถึงนี้ ในช่วงต้นของการสนทนาเสียงหัวล่อของคู่สายยังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะนั่นแสดงให้รู้ว่าความอารมณ์ดีของเธอส่งผลให้แนวความคิดเป็นบวกและมองทุกสิ่งอย่างเป็นเรื่องปกติวิสัย

“ก่อนหน้าที่จะหันมาเอาดีทางกีฬาขว้างจักร หนูเล่นวอลเลย์บอลมาก่อนเพราะดัวยรูปร่างที่ตัวใหญ่กว่าใครในรุ่นครูจึงจับมาเล่นกีฬาชนิดนี้”

เบญ เล่าย้อนไปเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กหญิงวัย 15 ปี แต่ด้วยความสูง 178 เซนติเมตรในเวลานั้น ถือว่าเป็นบุคคลที่รูปร่างสูงใหญ่จึงไม่แปลกที่เธอจะถูกจับยัดให้ลงแข่งวอลเลย์บอล

“เกณฑ์การคัดเลือกไม่ได้มีอะไรมากเลยแค่หนูตัวสูงผู้อำนวยการก็เลือกให้ไปเล่นเป็นตัวแทนของโรงเรียน แรก ๆ ก็สนุกแต่ดัวยความที่มันเป็นกีฬาประเภททีมที่ต้องเล่นด้วยกัน ความคิดเห็นมันก็เลยต่างกันไป ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวหนูเล่นวอลเลย์บอลได้ประมาณปีครึ่งก็หยุดเล่น ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะหนูไม่ถนัดกีฬาประเภททีมด้วยและส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่เข้าใจกันในทีมแล้วก็กับโค้ชในตอนนั้นด้วยรายละเอียดอาจจะไม่ชัดเจนแต่ก็พอจำได้บ้าง”

ภาพจำอาจจะลางเลือนแต่เสียงที่กระแทกโสตประสาทของเบญในวันนั้นยังคงกังวาลมาจนถึงปัจจุบัน เธอบอกว่าคำพูดจากโค้ชคือจุดแตกหักที่ต้องหันหลังให้กับกีฬาประเภททีม

“รายการสุดท้ายที่พวกหนูลงแข่งในนามของโรงเรียนเหมือนกับว่าเราทำเต็มที่สุด ๆ แล้วแต่กลับไม่เป็นที่พอใจของโค้ชก็เลยโดนด่าหาว่าเราเล่นไม่ดี หนูเลยรู้สึกว่าในเมื่อเราพยายามเต็มที่แล้วแต่ทำไมมาด่าหนูอยู่คนเดียว ทำไมจ้องแต่จะมาว่าเราอยู่คนเดียวทั้งที่ก็เล่นกันเป็นทีม หนูก็นอยด์ จะบอกว่าด้วยความที่เราตัวใหญ่การเคลื่อนไหวมันก็ต้องช้ากว่าคนอื่น ๆ ในทีม การรับลูกก็อาจจะทำได้ไม่ว่องไวเหมือนคนที่ผอมเพรียว มันก็เลยไม่ถูกใจโค้ชกลายเป็นว่าหนูต้องโดน่าโดนว่า จริง ๆ ควรจะให้กำลังใจกันดีกว่ามั้ย ตอนนั้นหนูเลยมองว่าขอออกจากทีมดีกว่าจะได้ไม่ต้องมาถูกต่อว่าอีก”

ใครจะไปรู้ว่าการที่เบญถอนตัวเองออกมาจากทีมวอลเลย์บอลจะทำให้เธอได้เจอกับกีฬาที่นำไปสู่โอกาสที่ดีกว่ากับการได้ติดเยาวชนทีมชาติไปลุยยูธเอเชี่ยนเกมส์

เด็กหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าคือตัวแปรที่ทำให้ทีมวอลเลย์บอลของโรงเรียนต้องพ่ายแพ้ คำพูดที่บั่นทอนจิตใจเกือบจะทำให้เธอต้องกลายเป็นแพะรับบาป แต่ทว่า 2 ปีต่อมาโชคชะตาก็ทำให้เธอได้พบกับครูผู้ฝึกสอนกีฬาท่านหนึ่งที่พาให้เธอได้รู้จักกับกีฬาขว้างจักร

เบญบอกว่าเธอได้รู้จักกับครูผู้ฝึกสอนท่านหนึ่งที่ชี้ทางให้เธอได้พบกับกีฬาประเภทลู่ ทุ่มน้ำหนักคือกีฬาชนิดแรกที่เบญสัมผัสด้วยความที่สรีระสูงใหญ่กว่าใครในรุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้ฝึกสอนจึงมองเห็นลู่ทางที่จะผลักดันให้เธอได้เดินในทางที่ถูกที่ควร

“ครูท่านสอนให้หนูเล่นทุ่มน้ำหนัก เราฝึกซ้อมกันมาจนได้โอกาสลงแข่งในกีฬาระดับอำเภอหนูดันทำผลงานได้ที่ 1 ก็เลยได้โควตาไปแข่งระดับจังหวัดแล้วก็ได้ไปแข่งต่อในระดับประเทศ ตอนนั้นมันเป็นการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ทีนี่ครูก็เลยบอกว่าให้หนูลงแข่งไปเลยสองประเภททั้งทุ่มน้ำหนักแล้วก็ขว้างจักร ซึ่งหนูไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรเล่นยังไง แต่ด้วยความที่หนูเชื่อมั่นในตัวครูผู้สอนพร้อมกับต้องการพิสูจน์ให้รู้ว่าเราก็ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง”

 

เบญสารภาพว่าในช่วงเวลานั้นเธอไม่รู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนกับการได้มาจับลูกตุ่มเหล็ก แต่ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่บวกกับการที่ได้โค้ชผู้สึกสอนที่เชื่อใจซึ่งกันและกันทำให้เธอยังคงมุ่งมั้นแม้ทักษะเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้แทบจะเป็นศูนย์เลยก็ตาม

“หนูเห็นคนอื่นเขาจะหมุนตัวตอนขว้างลูกเหล็กออกไป ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่าวิธีการจริงๆ แล้วมันเป็นยังไงตอนนั้นคิดไว้แค่ว่าจะต้องขว้างออกไปให้ไกลที่สุดก็พอ หนูยืนเฉยๆ แล้วก็เหวี่ยงแขนไปให้สุดแรงให้ลูกเหล็กมันพุ่งออกไปแล้วมันก็ทำได้ หนูไม่คิดเลยว่ามันจะทำได้แบบนั้น”

เบญยังบอกด้วยว่า จากการที่เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอเลือกลงนั้นเป็นการตัดสินใจที่คิดว่าถูกต้องที่สุดแล้ว จากที่เคยเป็นแพะรับบาปในกีฬาประเภททีม เธอคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าถ้าจะมีใครผิดพลาดอีกครั้งนี้เธอขอรับมันไว้ด้วยตัวเองทั้งหมด ไร้ซึ่งความกดดันใดๆ ถือว่าเธอได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว

ถ้าจะพูดว่าเบญเป็นมือใหม่ในกีฬาขว้างจักรก็คงไม่ผิดนัก เพราะทักษะในกีฬาชนิดนี้ของเธอจเท่ากับศูนย์ เริ่มนับหนึ่งในวันที่ลงแข่งแต่ด้วยความตั้งใจของเธอทำให้สามารถทำลายสถิติของการแข่งขันรอบคัดเลือกเอเชี่ยนยูธเกมส์

“ตอนนั้นที่หนูขว้างก็ทำลายที่ 39 เมตรมันเป็นสถิติของตัวเราเองแล้วก็เป็นสถิติใหม่ในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปีสำหรับรายการที่ลงแข่ง ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องทำให้ได้แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นทำลายสถิติ บอกกับตัวเองว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเลยว่าหนูจะยืนขว้างได้ไกลถึง 39 เมตร ส่วนตัวหนูพอใจมากๆ กับสิ่งที่ทำได้”

เบญบอกด้วยว่านั่นคือจุดพลิกชีวิตของเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งให้กลายมาเป็นที่รู้จักในวงการกีฬาจากจุดเริ่มต้นที่ไม่มีใครคาดคิดสู่การตบเท้าเข้าสู่รั่วเยาวชนทีมชาติไทย

“หนูไม่เคยคิดเลยว่าจะติดทีมชาติ ไม่มีอยู่ในหัวเลยจริงๆ ตอนไปแข่งคัดเลือกหนูยังไม่รู้เลยว่าแข่งคัดเลือกรายการอะไร ครูให้ไปก็ไปให้เล่นก็เล่น ตอนที่หนูรู้ว่าคัดติดทีมชาติหนูก็งงๆ ยังแอบคิดเลยว่านี่เราจะได้รับใช้ชาติได้ไปแข่งในระดับนานาชาติแล้วเหรอ งั้นเราก็ได้ไปเที่ยวต่างประเทศแล้วซินะ มันตื่นเต้นมาก”

เสียงหัวเราะดังลั่นอีกครั้ง เมื่อเบญย้อนนึกถึงวันที่รู้ตัวว่าได้รับใช้ชาติเป็นครั้งแรก ทั้งปลาบปลื้มและตื่นเต้นผสมปนเปกลายเป็นความสับสนไม่รู้จะเฮให้สุดเสียงหรือยืนครุ่นคิดว่านี่ความจริงหรือว่าฝัน

“มันมีความแตกต่างจากการแข่งในบ้านเราอย่างมาก ทั้งสถานที่ ทั้งบรรยากาศการแข่งขัน เหมือนกับมันทำให้รู้ว่าการจัดการแข่งขันในแต่ละระดับมันเป็นยังไงทีนี่ความกดดันเข้ามาเต็มๆ กังวลไปหมดทุกอย่างกลัวว่าจะทำไม่ได้ ไหนจะเรื่องทักษะการหมุนตัวขว้างหนูก็ไม่มีแต่ครั้งนี้หนูบังคับตัวเองแล้วว่าจะต้องหมุนตัวขว้างให้ได้เพื่อให้ได้สถิติที่ดีกว่าเดิม”

เบญบอกต่อว่า ด้วยหลักการแล้ว การยืนขว้างก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดแต่พอความไกลของตุ่มเหล็กจึงจำเป็นต้องอาศัยแรงเหวี่ยงของลำตัวให้ร่างกายเป็นจุดศูนย์กลางจากนั้นก็เริ่มหมุนลำตัวให้ได้แรงเหวี่ยงและขว้างลูกเหล็กออกไป ซึ่งมันจะพุ่งได้ไกลกว่าการยืนขว้างเป็นไหนๆ

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo