สถาพร แดงศรี

สถาพร แดงศรี

สถาพร แดงศรี

สถาพร แดงศรี

สถาพร แดงศรี

กลายเป็นเรื่องฮือฮา เมื่อ  ตราด เอฟซี  ได้โพสต์ผ่านเพจเฟสบุ๊คอย่างเป็นทางการของสโมสรว่า “เจ้าหนุ่ม” สถาพร แดงศรี แนวรับมากประสบการณ์ วัย 32 ปี จาก “ช้างขาวจ้าวเกาะ” ที่ตกชั้นสู่ไทยลีก 2 มีชื่อติดทีมชาติไทย  ในชุดล่าสุด ที่เตรียมเข้าแคมป์ เพื่อสู้ศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่สอง กลุ่ม จี ช่วงเดือนมิถุนายน ที่จะถึงนี้ ณ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

หลายคนสงสัยว่า ทำไม อากิระ นิชิโนะ และทีมงาน ถึงเลือก “เจ้าหนุ่ม” เข้ามาติดทีมชาติไทย ในชุดนี้ ก่อนมีการตัดตัว พวกเขาเล็งเห็นอะไรในตัวของ สถาพร เรามาวิเคราะห์กัน

ปกติแล้ว อากิระ นิชิโนะ จะใช้ระบบ 4-2-3-1 กับทีมชาติไทย โดยจะมีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟสองคน แต่ทว่า สามเกมที่จะต้องเจอกับ อินโดนีเซีย, ยูเออี และ มาเลเซีย นั้น อาจจะมีการปรับแผนบ้างในบางเกม หรือบางช่วงเวลาระหว่างเกมการแข่งขันกำลังดำเนินไป

อาจจะมีบ้างที่ต้องใช้ระบบ 3-5-2 หรือ 3-4-3 แล้วแต่สถานการณ์ ฉะนั้น ภายใต้ระบบหลังสาม อาจจะต้องเล็งกองหลังตัวกลางที่เล่นเท้าซ้ายได้ดี แม้จะถนัดขวา หรือ เป็นเซ็นเตอร์ที่ถนัดเท้าซ้ายไปเลย ซึ่งเหลือบมองดูแล้ว เซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวไทย ที่เข้าข่ายว่าจะได้เป็นตัวจริงของทีมชาติไทย หรือตัวหลักของสโมสรใหญ่ๆ นั้น ต่างก็ถนัดเท้าขวากันทั้งสิ้น

โจทย์นี้ กลายเป็นโจทย์ที่ทีมงานของอากิระ นิชิโนะ ค้นหามานานว่า จะเลือกใครบ้าง ที่เล่นเซ็นเตอร์ได้ และใช้เท้าซ้ายได้ดีด้วย และหนึ่งในคำตอบของโจทย์นี้ ก็มีชื่อว่า สถาพร แดงศรี นั่นเอง

“เจ้าหนุ่มนับเป็นดาวเตะแนวรับสารพัดประโยชน์คนหนึ่งแห่งไทยลีก โดยเขาสามารถเล่นได้ทั้ง แบ็คซ้าย, วิงแบ็คซ้าย, ปราการหลังตัวกลาง ทั้งในระบบหลังสอง หรือหลังสาม หรือดันขึ้นไปเล่น ปีกซ้าย ก็ได้ แม้กระทั่งกองกลาง เขาก็เล่นมาแล้ว

ฉะนั้น นักเตะที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่งแบบนี้ จะเป็นที่ชื่นชอบของโค้ชชาวญี่ปุ่น ที่มีโอกาสปรับหมากไดก้ตลอดเวลา ซึ่ง นิชิโนะ ก็คงต้องการนักเตะประเภทยืดหยุ่นกับทุกหมากไว้สักคนสองคน เพื่อให้สมดุลทีมไม่เสีย และทดแทนได้หลายตำแหน่ง เมื่อมีนักเตะตัวหลักบาดเจ็บ

พูดง่ายๆ ก็คือ แม้จะไม่ใช่ตัวหลัก แต่ สถาพร แดงศรี ก็นับเป็นอะไหล่ที่น่าสนใจ ที่คอยทำให้โค้ชอุ่นใจได้ หากมีเขาอยู่บนม้านั่งสำรอง

ในซีซั่นนี้ สถาพร ได้ลงสนามไปทั้งหมด 28 เกม ให้กับ ตราด เอฟซี ในศึกไทยลีก 2020-21 ซึ่งเป็นจำนวนนัดที่เท่ากับการลงเล่นให้กับ ตราด เอฟซี ในปี 2019

นั่นหมายความว่า สองฤดูกาลหลังสุด เขาได้ลงสนามในลีกสูงสุดไปแล้ว 56 เกม และเป็นตัวจริงถึง 54 เกมด้วยกัน โดยถูกเปลี่ยนตัวออกจากตัวจริงแค่ 3 เกมเท่านั้น

ฉะนั้น ในวัย 32 ปี ที่อาจจะถูกมองว่าโรยราแล้วในระดับหนึ่ง สถาพร แดงศรี ก็ยังรักษาเนื้อรักษาตัวได้ดี และยังคงมีความฟิตอยู่ในระดับที่เล่นไทยลีกได้สบายๆ

ซึ่งนอกจากเรื่องของความฟิตแล้ว การได้ลงสนามต่อเนื่อง แบบเป็นตัวจริง 28 เกมในซีซั่นนี้ ในทีมที่หนีตกชั้น และเน้นเล่นเกมรับเป็นหลักอย่าง ตราด เอฟซี ทำให้เขาต้องเจอกับการบุกของคู่

แข่งมาจากทุกทิศทุกทาง ในทุกเกม

นั่นทำให้ สถาพร แดงศรี อดีตแนวรับของ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด รายนี้ ได้เพิ่มพูนความเก๋า และประสบการณ์ไปแบบเต็มๆ ในส่วนของการเล่นเกมรับ ซึ่งความสามารถที่มากขึ้นดังกล่าว ก็คงสามารถเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ให้กับทีมชาติไทยได้ในระดับหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ เราเคยได้เห็น เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจอมเก๋าจากสโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ได้ติดทีมชาติไทย ในวัยประมาณ 30 ปี แต่ก็สามารถปรับตัวได้เร็ว และก้าวไปถึงการเป็นกัปตันทีมชาติไทยเลยทีเดียว

ในเคสของ แม้เขาจะมีชื่อติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก แถมยังในรายการใหญ่ อย่าง “เวิลด์คัพ รอบควอลิฟาย” ทว่า หากลองเช็กไทม์ไลน์ลูกหนังย้อนหลังของ “เจ้าหนุ่ม” เราจะพบว่า เขาเคยผ่านการลงสนามให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปี 2016 ที่เป็นแชมป์ร่วมของศึก โตโยต้า ลีก คัพ ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในชุดที่คว้ารองแชมป์ ช้าง เอฟเอคัพ เมื่อปี 2017 กับ รองแชมป์ โตโยต้า ไทยลีก เมื่อปี 2018

โอเคหละว่า การลงสนามของเขา กับ ทีมบิ๊กเนมอย่าง “ปราสาทสายฟ้า” และ “แข้งเทพ” จะไม่ได้เป็นตัวหลักที่ลงสนามมากมาย แต่การได้ลงซ้อมกับนักเตะระดับท็อป ที่ติดทีมชาติไทยหลายคน ในสองสโมสรที่ว่า ก็ทำให้เขารู้จักมักจี่กับนักเตะดีกรีทีมชาติไทย

และก็น่าจะทำให้ หากได้กลับไปร่วมงานกันอีกครั้ง ในแคมป์ “ช้างศึก” ก็คงสามารถเริ่มต้นได้เลย เพราะมีความสัมพันธ์เบื้องต้นอยู่แล้ว และคงไม่เคอะเขินในการปรับตัวในแคมป์ทีมชาติไทยแต่อย่างใด

” แนวรับจาก “ตราด เอฟซี” ออกมาเปิดใจภายหลังจากที่ตัวเขามีชื่อติดทีมชาติไทยในวัย 33 ปี ขอบคุณตัวเองที่สู้มาตลอดมา

วันที่ 4 พ.ค. 64 กองหลัง ตราด เอฟซี ยอมรับค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับตัวเองเช่นกัน หลังติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ครั้งแรกวัย 33 ปี ในชุดที่เตรียมความพร้อม ลุยศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ทั้งนี้ดาวเตะวัย 33 ปี ลงเล่นในลีกไปถึง 28 นัด และ โชว์ฟอร์มได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ก่อนถูก อากิระ นิชิโนะ กุนซือชาวญี่ปุ่น เรียกเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ของทีมชุดนี้ ที่มีลุ้นลุยศึกคัดบอลโลก ที่ยูเออี ซึ่งเหลืออีก 3 นัด

ล่าสุดออกมากล่าวว่า “รู้สึกดีใจ และ ตื่นเต้นจริงๆ ครับที่มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้ ความรู้สึกแรกที่เห็นชื่อตัวเอง บอกไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่ยอมรับเลยว่าด้วยอายุตอนนี้ 33 ปี ผมไม่คิดแล้วว่าจะมีโอกาสติดทีมชาติสักครั้งในชีวิต ก็ยังเซอร์ไพรส์กับตัวเองเหมือนกันครับ แต่อย่างน้อย มันก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอด ไม่สูญเปล่า และวันนี้ก็ตอบแทนเราครับ”

“ตั้งแต่เด็ก ก็ฝันมาตลอดครับว่าอยากติดทีมชาติสักครั้ง เพราะที่ผ่านมา ยังไม่เคยติดทีมชาติชุดไหนเลย แต่อย่างที่บอก ถ้าพูดตอนนี้ จริงๆ ก็หมดหวังไปแล้วครับ แต่พอมีชื่อติดครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุด และ จังหวะที่ดีด้วยครับ ที่จะทำให้เรามีความหวัง มีแรงกระตุ้นมากขึ้นในช่วงบั้นปลายอาชีพครับ”

อดีตแนวรับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กล่าวต่อ “ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าโค้ช (อากิระ นิชิโนะ) มองเห็นอะไรในตัวผม เพราะก็ยังไม่มีโอกาสคุยกับโค้ช แต่ส่วนตัวคิดว่า ก็น่าจะเป็นฟอร์มที่สม่ำเสมอครับ ที่ผมมีโอกาสลงเล่นในปีนี้ ก็ต้องขอบคุณสโมสร ตราด เอฟซี ด้วยครับ ที่ให้โอกาสผม ในแง่ความพร้อม ก็คิดว่าเตรียมตัวมาพอสมควรครับ ทั้งสภาพร่างกาย และ ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเล่นของทีม ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนเป้าหมาย ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ทุกการฝึกซ้อมครับ ลึกๆ ก็หวังว่าจะมีชื่อติดไปเล่นที่ ยูเออี แต่ถ้าไม่ติด ก็ไม่ได้เสียหายอะไรครับ เพราะแค่มีโอกาสเข้ามา ก็ถือเป็นกำไร และ ประสบการณ์ล้ำค่าแล้ว สุดท้าย ผมอยากขอบคุณตัวเองที่สู้มาตลอด และ คนรอบข้างที่คอยเป็นกำลังใจให้ผม ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้เลย ผมจะสู้เต็มที่แน่นอนครับ” สถาพร ปิดท้ายด้วยแววตาที่มุ่งมั่น

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo