ลูก้า โมดริชแห่งโครเอเชีย

ลูก้า โมดริชแห่งโครเอเชีย

ลูก้า โมดริชแห่งโครเอเชีย

ลูก้า โมดริชแห่งโครเอเชีย

ลูก้า โมดริชแห่งโครเอเชีย

ลูก้า โมดริชแห่งโครเอเชีย หลังจากที่โครเอเชีย กับ สกอตแลนด์ พบกันไปเมื่อคืนด้วนคะแนนที่ 3 ต่อ 1 ด้วยนาทีเกือบจะสุดท้าย ก่อนที่จะมาดูผลงานของเขาในการแข่งขันฟุตบอลยูโร เราจะพามาทำความรู้จักนักเตะท่านนี้กันก่อนดีกว่า เริ่มจากการศึกษาประวัตของเขากัน Luka Modric ( ลูก้า โมดริช ) ภาษาโครเอเชีย Luka Modric นักฟุตบอลชาวโครเอเชีย เกิดวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1985 สูง  1.73 เมตร  หรือ 5 ฟุต 8.1 นิ้ว   ตำแหน่งที่เล่นคือ กองกลาง  ปัจจุบันอยู่ทีมเรียลมาดริด  สโมสรชื่อดังแห่งลาสีกาสเปน สวมเสื้อหมายเลข 19

 

เขาเริ่มต้นเข้าเล่นฟุตบอลให้กับทีมเยาวชน เมื่อปี 2002-2003 โดยเล่นให้กับทีม ดีนาโม ซาเกร็บ เป็นเวลาหนึ่งปี จากนั้นได้ก้าวขึ้นสู่เวทีของการค้าแข้งสายอาชีพในปี 2002-2008 เป็นเวลา 5 ปี กับ ดีนาโม ซาเกร็บ ระหว่างนั้นปี 2003-2004 ถูก Zrinjski Mostar

 

ต่อมาเขาถูกยืมตัวและต่อมาอีกหนึ่งปี ย้าย ต่อมาปี 2018 -2012 ได้ย้ายเข้ามาอยู่รวมทีมกับเรียลมาดริดทีมชื่อดัง จากนั้น 2018 -2012 ได้ย้ายเข้ามาอยู่รวมทีมกับเรียลมาดริด ทำให้สัมผัสถึงความเก๋าและเป็นนักเตะที่ช่วยให้สโมสรเรียลมาดริดประสบความสำเร็จและเป็นนักนักเตะคนสำคัญของสโมสร และยังได้รับรางวัลการันตีความสามารถและทักษะการเล่นคือรางวัล กองกลางที่ดีที่สุดในปี 2016 และปี 2017

 

ลูก้า โมดริช เริ่มต้นการเมื่อปี 2001 โดยเล่นให้กับทีมชาติ โคตรเอเชียในรุ่นอายุและปีเดียวกันไม่เกิน 15 ปี จากนั้นในปี 2003 และ 2004 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 รวมถึงปี 2004-2005 ที่ลงเล่นในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี จากนั้นในปี 2006

 

ได้ติดทีมชาติอย่างเต็มตัวมาโดยตลอด ซึ่งเป็นนักฟุตบอลที่มีความสำคัญในเรื่องของการเล่นเกม ของทีมชาติที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติโครเอเชียตลอดทุกนัดที่มีการแข่งขัน

 

โมดริชเกิดและเติบโตที่เมือง Zadar ประเทศโครเอเชีย ในปีค.ศ.1985 ในช่วงปี 1991 เกิดสงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย ทำให้โมดริชและครอบครัวต้องระหกระเหินลี้ไฟสงคราม ไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรมนานกว่า 7 ปี ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของเขาและครอบครัว

 

เขาเล่าให้ฟังว่า ปู่ของเขาถูกสังหารโดยกลุ่มกบฏเซิร์บในละแวกใกล้บ้าน และบ้านที่เคยอาศัยอยู่ก็ถูกไฟของสงครามเผาเป็นเถ้าถุลีไปหมด ถึงแม้เขาจะบอกว่าไม่ได้ตระหนกถึงสงครามเท่าไร เพราะเขายังเด็กมากอีกทั้งชีวิตถูกรายล้อมด้วยเพื่อนฝูง และครอบครัวที่เอาใจใส่ก็ตาม

ท่ามกลางความเชื่อว่า ความแข็งแกร่งทางร่างกายเป็นกุญแจสำคัญสู่โลกลูกหนังอาชีพ โมดริชถูกมองว่ามีร่างกายที่เล็กและอ่อนแอเกินไปที่จะประสบความสำเร็จในฐานะนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ แต่ความพยายามและเซนส์ในด้านฟุตบอลก็เป็นใบเบิกทางให้เขาถูกดึงตัวเข้าร่วมทีมท้องถิ่น NK Zadar

ครอบครัวของโมดริชถึงแม้จะไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงนัก แต่พ่อของเขาก็สนับสนุนให้โมดริชเล่นฟุตบอล อาจเพราะเห็นพรสวรรค์อะไรบางอย่างในตัวเขา หรือเพียงแค่ส่งเสริมความฝันของลูกก็ตาม ช่วงที่เขาหนีจากพิษไฟสงครามไปอาศัยอยู่ในโรงแรม Kolovare โมดริชเตะฟุตบอลกับเพื่อนทุกวัน ภายในลานจอดรถของโรงแรม ก็คงคล้ายนักบอลระดับโลกหลายคน ที่สรรค์สร้างทักษะของตัวเองผ่านพื้นปูนขรุขระ โกล์รูหนู และรองเท้าผ้าใบ

เขาตกลงให้โมดริชเข้าสู่อะคาเดมีของ NK Zadar และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามีโอกาสเฉิดฉายในฟุตบอลเยาวชนที่อิตาลี ทีมใหญ่ในซีเรีย อา อย่าง ยูเวนตุส ปาร์มา อินเตอร์ มิลาน เริ่มให้ความสนใจในตัวเขา แต่เป็นดินาโม ซาเกร็บ ทีมใหญ่จากเมืองหลวงที่ได้รับลายเซ็นต์จากเขา และได้ตัวมาร่วมทีมในที่สุด

โจเซฟ บัลโจ เฮดโค้ชของสโมสรท้องถิ่น NK Zadar ได้รับสายจากผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงานในโรงแรมว่า ”ลองมาดูฝีเท้าเจ้าหนูที่เตะบอลอยู่ในลานจอดรถของโรงแรมเราดูสิ” บัลโจตอบรับคำเชิญชวน และตกตะลึงกับทักษะและความละเอียดอ่อนในเชิงลูกหนังของเจ้าหนูโมดริชในตอนนั้น

ในแคมป์ฝึกซ้อมของซาเกร็บ โมดริชไม่ได้เป็นเจ้าชายพรสวรรค์สูงเพียงคนเดียว เขาต้องต่อสู้ พิสูจน์ตัวเองท่ามกลางคนรุ่นเดียวกัน และรุ่นซีเนียร์ที่มีประสบการณ์มากกว่า ไม่นานนัก ในปี 2003 ซาเกร็บตัดสินใจปล่อยโมดริช ไปสั่งสมวิชาในลีคบอสเนียกับ Zrinjski Mostar ภายใต้สัญญายืมตัว

ลีคบอสเนียนับว่าขึ้นชื่อเรื่องความโหดหิน การเข้าปะทะที่รุนแรง อีกทั้งมีเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้นในสนาม โมดริชกลบฝังทุกคำสบประมาท คำหยามเหยียด ด้วยผลงานในสนาม เขาคว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่มประจำปี ของลีคบอสเนียมาได้สำเร็จด้วยวัยเพียง 18 เท่านั้น

แต่ซาเกร็บก็ยังไม่เชื่อว่ากระดูกเขาแข็งเพียงพอที่จะลงมาเล่นให้กับทีม เขาถูกส่งไปเล่นกับทีม Inter Zapresic ในออสเตรีย และเป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม และพา  Inter Zapresic เป็นที่สองของลีค ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรก(และครั้งเดียว) ในหน้าประวัติศาสตร์ของทีม

ทางด้านซาเกร็บมั่นใจแล้วว่า เจ้าหนูคนนี้ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของพวกเขา ในปี 2005 ซาเกร็บตัดสินใจยื่นสัญญาระยะยาว 10 ปี ให้กับโมดริช และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง โมดริชพาซาเกร็บควบแชมป์ลีค 3 สมัย บอลถ้วยอีก 3 สมัย และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมส่วนตัวอีกหลายครั้งระหว่างลงสนามให้กับดินาโม ซาเกร็บ

พอหลังจากนั้นไม่นานนัก เขาก็ได้รับความสนใจจากทีมใหญ่ทั่วยุโรปทั้ง อาร์เซนอล แมนฯ ซิตี้ บาร์เซโลนา แต่เป็นท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่ปาดหน้าทุกทีมใหญ่และคว้าแข้งทองคำจากโครเอเชียมาประเดิมสนามได้สำเร็จในปี 2008 โมดริชไม่ทำให้สเปอร์ผิดหวัง เขาพาสเปอร์คว้าพื้นที่หัวตารางไปเล่นฟุตบอลยุโรป และถูกสรรเสิญจากแฟนบอลว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดตลอดกาลของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

ความมหัศจรรย์ของเจ้าหนุ่มใบไม้แห้งจากโครเอเชียก็ไปสะดุดตาสโมสรระดับโลกอย่างราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด และในปี 2012 โมดริชถูกอัญเชิญเข้าสู่พระราชวังเบร์นาเบวด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ เขาย้ายจากลอนดอน มาลงหลักปักฐานที่กรุงมาดริด และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่พาราชันชุดขาวคว้าทริปเปิลแชมป์ยุโรปสามสมัยซ้อน สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จ

ประสบการณ์ ประกอบกับชั้นเชิงลูกหนังและความแข็งแกร่งในด้านจิตใจและร่างกาย ลูก้า โมดริชเกือบสร้างปาฏิหารย์ในเวทีแข่งขันระดับชาติ เมื่อเขาสามารถพาโครเอเชีย เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลกที่รัสเซีย แม้ว่าโครเอเชียจะต้องพ่ายแพ้ให้กับฝรั่งเศษก็ตาม แต่ความเหนือชั้นและชาญฉลาดในเกมส์ลูกหนังของเขาก็ยังติดตรึงอยู่ในดวงตาประชาชนทั่วโลก รวมทั้งในดวงตาของคณะกรรมการฟีฟ่าซึ่งได้ลงมติมอบรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์ให้แก่เขา

ลูก้า โมดริช อายุ 32 ปีแล้ว และถนนลูกหนังสำหรับเขา คงไม่ได้ทอดไปอีกไกลนัก อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโมดริชคว้ารางวัลยิ่งใหญ่มามากมายในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ ทั้งระดับส่วนตัวและสโมสร เรียกได้ว่าเขาเป็นนักฟุตบอลคนหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในสายอาชีพของตัวเอง และนี่ก็เป็นเส้นทางจากผู้ลี้ภัยสงคราม สู่นักเตะยอดเยี่ยมของโลก

หลังจากศึกฟุตบอลยูโรที่โครเอเชียทำคะแนนนำสกอตแลนด์ไปโดย โมดริช ศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้าย กลุ่ม ดี คืนวันอังคารที่ 22 มิถุนายน ที่สนาม แฮมพ์เดน พาร์ค เมือง เซนต์ กลาสโกว์ ประเทศ สกอตแลนด์ เป็นการพบกันระหว่าง โครเอเชีย ดวล สกอตแลนด์ โดยทั้งสองทีมต่างมีเพียง 1 คะแนน ต้องคว้า 3 แต้มในเกมนี้เพื่อความหวังในการลุ้นเข้ารอบ

นาทีที่ 77 “ตาหมากรุก” หนีห่างเป็น 3-1 จนได้จากลูกเตะมุมทางซ้าย ลูก้า โมดริช ปั่นมาเสาแรกให้ อิวาน เปริซิช ขยับหนี คีแรน เทียร์นี่ย์ โฉบมาโขกเช็ดบอลผ่านหน้าประตูชนโคนเสาสองเปลี่ยนทางตุงตาข่าย  10 นาทีสุดท้าย สกอตแลนด์ พยายามหาประตูปลุกความหวัง ไรอัน เฟรเซอร์ แหวกขึ้นมาทางซ้ายก่อนซัดแฉลบบล็อคแนวรับ สกอตแลนด์ เด้งมาเสาไกลถึง เช อดัมส์ ทิ้งตัวชาร์จไปติดขา โดมินิค ลิวาโควิช เซฟไว้ได้

  หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม โครเอเชีย 3 สกอตแลนด์ 1

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo