ร็อบเบน

ร็อบเบน

ร็อบเบน

ร็อบเบน

ร็อบเบน

ชื่อเต็ม : อาร์เยน ร็อบเบน
วันเกิด : 23 มกราคม 1984
สถานที่เกิด : เบดุม, โกรนิงเก้น, ฮอลแลนด์
ส่วนสูง : 1.81 เมตร (5 ฟุต 11 นิ้วครึ่ง)
สโมสร : เรอัล มาดริด (2007-ปัจจุบัน)
ตำแหน่ง : ปีก
เบอร์เสื้อ : 11

อาร์เยน Robben นักฟุตบอลชื่อดังชาวดัตช์ เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม ปี 1984 ที่เมืองเบดุม, โกรนินเก้น ประเทศฮอลแลนด์ โดยเขาเริ่มต้นเส้นทางสายลูกหนังด้วยการไปร่วมทีม ซีวีวีบี และ วีวี เบดุม

Robben ชื่นชอบหลักสูตรการอบรมนักเตะแบบ “โคเออร์เวอร์” ซึ่งคิดค้นโดย วีเอล โคเออร์เวอร์ โค้ชฟุตบอลคนหนึ่งของฮอลแลนด์ โดยหลักสูตรนี้เน้นเรื่องความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะ การครองบอล และการควบคุมบอลได้ดี รวมทั้งความรวดเร็วในการจู่โจมคู่ต่อสู้ ด้วยเทคนิคของฝีเท้า และ ร็อบเบน ก็มีคุณสมบัติดังกล่าวอยู่ในตัวอย่างครบถ้วน จนทำให้ เอฟซี โกรนินเก้น สโมสรใหญ่ในเมืองของเขา ดึงตัวไปร่วมทีม

เคสสิงห์บลูส์ชิงตัว Robben ถือเป็นหนึ่งใน “ดีลตัดหน้า” ที่น่าฮือฮามากที่สุดในช่วงต้นยุค 2000 ซึ่งเราจะพาคุณไปย้อนดูที่มาที่ไปของดีลนั้นชัดๆ กันอีกครั้ง ว่าแท้จริงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ย้อนไปช่วงต้นยุคมิลเลนเนียม ชื่อของ อาร์เยน ร็อบเบน คือปีกซ้ายดาวรุ่งพุ่งแรงระดับปรากฎการณ์ของยุโรป

นี่คือหนึ่งในนักเตะอายุน้อยที่เก่งที่สุดของเกม Championship Manager หรือ CM ช่วงปี 2000-2004 (ก่อนที่ สปอร์ตส์ อินเตอร์แอคทีฟ จะแยกตัวไปรีแบรนด์เกมนี้เป็น Football Manager ทีหลัง)

เพียงแค่ฤดูกาลแรกที่เล่นฟุตบอลอาชีพ Robben ในวัยเพียง 17 ปี ก็คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ โกรนิงเก้น จากผลงานระเบิดฟอร์มจี๊ดจ๊าด และยิงได้ 2 ประตูในซีซั่น 2000-01

จากนั้นเขาพัฒนาฟอร์มการเล่นขึ้นมาอีกระดับในฤดูกาล 2001-02 เมื่อซัดรวมทุกรายการได้ถึง 10 ประตู ทำให้ยักษ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์อย่าง พีเอสวี ต้องรีบทุ่มเงิน 3.9 ล้านยูโร คว้าตัวไปร่วมทีม

ผลงานของ Robben ในฤดูกาล 2002-03 ยิ่งพีคถึงขั้นสะท้านยุโรป เมื่อมีส่วนกับประตูถึง 19 ลูก (ยิง 12 แอสซิสต์ 7) จากการลงเล่นเกมลีก 33 นัด ช่วยให้ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทวงแชมป์ เอเรดิวิซี่ คืนจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ได้ทันที

ผลงานโดดเด่นของ ร็อบเบน กับ พีเอสวี ซีซั่นแรก ทำให้เจ้าตัวครองตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีร่วมกับดาวยิงรุ่นพี่ชาวเซอร์เบียอย่าง มาเตย่า เคซมัน จนได้สมญานามจากแฟนบอลว่า “แบทแมน แอนด์ ร็อบเบน” (เคซมัน มีฉายาว่า แบทแมน)

เขากลายเป็นนักเตะที่ติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่สม่ำเสมอ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือบรรดาบิ๊กทีมของยุโรป เริ่มเดินเครื่องทาบทามเขาอย่างจริงจัง

ช่วงซัมเมอร์ปี 2003 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดการเจรจากับ พีเอสวี เป็นครั้งแรก เพื่อสอบถามราคาเบื้องต้น ในการหวังดึงตัว ร็อบเบน วัย 19 ปีไปเล่นในพรีเมียร์ลีก

แต่ในตอนนั้น ด้วยความที่มันกำลังจะเป็นฤดูกาลก่อนศึก ยูโร 2004 ทำให้ ร็อบเบน ยังไม่คิดย้ายทีม เพราะมองว่าด้วยอายุที่ยังไม่ถึง 20 เขาควรเล่นในลีกบ้านเกิดอย่างสม่ำเสมอไปก่อน เพื่อการันตีตำแหน่งในทีมชาติชุดลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ถึงทีมปีศาจแดงไม่ได้ตัวแต่เนิ่นๆ ในตอนนั้น ก็ยังไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือการวางตัว ร็อบเบน เป็นตัวแทนตำแหน่งปีกซ้ายในระยะยาวของ ไรอัน กิ๊กส์ ที่กำลังจะอายุเข้าเลขสาม

แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับ พีเอสวี ในการปิดดีลคว้าตัวนักเตะพรสวรรค์สูงชาวดัตช์ เพราะพวกเขาเคยซื้อ ยาป สตัม ในราคาที่แพงที่สุดในโลกสำหรับตำแหน่งกองหลัง และเคยทุบสถิติเกาะอังกฤษ กระชากตัวดาวยิงอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย ไปเสริมทัพมาแล้ว

ถึงแม้ทีมปีศาจแดงจะเสียซีอีโอที่อยู่เบื้องหลังการดีลนักเตะจากแดนกังหันลม 2 คนดังกล่าวอย่าง ปีเตอร์ เคนยอน ที่เลือกย้ายไปทำงานให้ โรมัน อบราโมวิช ที่เชลซี แต่โดยรวมแล้ว พวกเขาก็ยังมีปัจจัยทุกอย่างที่เพียบพร้อมกว่า

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสนามที่ใหญ่ที่สุดในพรีเมียร์ลีก, มีผู้จัดการทีมที่ดีที่สุด ซึ่งการันตีผลงานได้ว่าจะต้องได้ลุ้นแชมป์ทุกปี โดยไม่เคยจบฤดูกาลต่ำกว่าอันดับ 3 ในลีก แถมเรื่องเงินก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะพวกเขาคือสโมสรที่รวยที่สุดแล้วของอังกฤษ

ต้นเดือนมกราคมปี 2004 ซึ่งเป็นช่วงที่ลีกฮอลแลนด์เบรกหนีหนาว แมนฯ ยูไนเต็ด เชิญครอบครัวของ Robben ให้ไปเยี่ยมชมสนามซ้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการตะล่อมนักเตะดาวรุ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ ใช้ได้ผลมาแล้วหลายครั้ง

จากนั้นวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2004 ฮันส์ Robben คุณพ่อของนักเตะ ถึงกับให้สัมภาษณ์อย่างออกนอกหน้า โดยเผยว่าทีมปีศาจแดงคือสโมสรที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับลูกชายของเขา

“พวกเราได้เดินดูไปรอบๆ และได้พูดคุยกับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พวกเรารู้สึกดีเลยทีเดียว เราได้รับอนุญาตให้เดินชมไปทั่วสโมสร ซึ่งเราทำแบบนั้นในวันศุกร์และวันเสาร์ เฟอร์กูสัน โชว์สนามแข่งและศูนย์ฝึกซ้อมให้เราดู และยิ่งไปกว่านั้นพวกเรายังได้ดินเนอร์ร่วมกับเขาด้วย”

“ก่อนที่เราจะเดินทางไป แมนเชสเตอร์ เรามี 2 คำถามอยู่ในใจ นั่นคือเราต้องการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมของสโมสรว่าจะเป็นยังไง และอยากรู้ว่า Robbenจะได้ลงเล่นสักกี่แมตช์”

“หลังจากที่ได้คุยกับ เฟอร์กูสัน เขาบอกว่าอาจจะให้เล่นถึง 40 แมตช์ต่อฤดูกาล ทั้ง 2 คำถามได้รับคำตอบในแง่บวกมาก”

“ถ้าหาก อาร์เยน ไม่อยู่กับ พีเอสวี ต่อ ก็ต้องเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเราคิดเรื่องนั้นไว้แล้ว”

แต่กลายเป็นว่า หลังจากที่พา ร็อบเบน และครอบครัวไปทัวร์โรงละครแห่งความฝัน ทางด้าน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่แสดงให้เห็นถึงความจริงจัง ในการอยากได้ตัวนักเตะคนนี้ไปเสริมทัพอีกเลย

ในปี 2018 อาร์เยน ร็อบเบน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร โฟร์ โฟร์ ทู

โดยเผยว่าขอแค่ทีมปีศาจแดงยื่นข้อเสนอที่เป็นรูปเป็นร่าง และดีพออย่างที่เคยคุยกันปากเปล่าไว้ เขาก็พร้อมย้ายไปเล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยทันที

เพียงแต่สโมสรที่ยื่นสิ่งนั้นให้เขา กลับเป็น เชลซี ที่ก็มีโปรเจ็กต์ใหญ่เช่นกัน จากการมีเจ้าของสโมสรที่คลั่งฟุตบอลสุดๆ อย่าง โรมัน อบราโมวิช

“ผมได้พูดคุยกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างดีมากๆ ระหว่างดินเนอร์กันที่แมนเชสเตอร์ พวกเราคุยกันเรื่องฟุตบอลและการใช้ชีวิต ผมยังได้ไปเดินดูรอบๆ สนามซ้อมด้วยนะ ทุกอย่างมันดีไปหมดทีเดียว”

“แต่หลังจากนั้น ผมกลับไปที่ พีเอสวี แล้วมันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่มีการติดต่ออย่างจริงจัง และมันก็ไม่เกิดดีลซื้อขาย”

“พีเอสวี เจรจากับ เชลซี ด้วยในตอนนั้น บางทีพวกเขาคงเสนอเงินที่มากกว่าให้กับพีเอสวี ซึ่งผมก็ไม่รู้เรื่องนั้นจริงๆ”

“จากนั้นผมได้คุยกับ เชลซี และผมก็ชอบแผนงานของพวกเขา พวกเราได้พบกันเพียงครั้งเดียว และทุกอย่างมันเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วมาก”

“ถ้าหาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอให้ผมโดยทันทีหลังจากที่ผมไปพบพวกเขา ผมอาจเซ็นสัญญาที่นั่นไปแล้ว แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น และผมก็ไม่มีอะไรให้เสียใจ”

วันที่ 2 มีนาคม 2004 เชลซี ประกาศยืนยันว่าพวกเขาได้ทำการเซ็นสัญญาคว้าตัว อาร์เยน ร็อบเบน จาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อย ด้วยค่าตัว 12.1 ล้านปอนด์ โดยนักเตะจะมาร่วมทีมหลังจากเสร็จศึกยูโรที่ประเทศโปรตุเกส

รายงานข่าวจากสื่ออังกฤษทุกสำนัก รายงานตรงกันว่า สาเหตุที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องคว้าน้ำเหลวไม่เป็นท่า เป็นเพราะพวกเขายื่นข้อเสนอที่ดูถูก พีเอสวี และตัวนักเตะเกินไป นั่นคือแค่ 5 ล้านปอนด์

ฮาร์รี่ ฟาน ราย ประธานสโมสรของ พีเอสวี ไอนด์โอเฟ่น ให้สัมภาษณ์เมื่อ 16 ปีก่อนอย่างโมโห โดยชี้ว่าเงินแค่ 5 ล้านปอนด์ สามารถซื้อได้แค่เสื้อพร้อมลายเซ็นของ ร็อบเบน เท่านั้น

“การเจรจากับ เชลซี ใช้เวลาแค่ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งมันเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ดีลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล่มลง”

“ยูไนเต็ด คือทีมที่ได้คิวแรก ซึ่งเราให้ เชลซี รอไปก่อน แต่เมื่อเราพูดคุยเรื่องค่าตัวกับ ยูไนเต็ด เป็นครั้งที่สอง พวกเราผิดหวังมากสำหรับข้อเสนอที่ต่ำที่พวกเขายื่นมาให้เรา”

“พวกเขาดูเหมือนจะคิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตัวเท่าที่ เชลซี เต็มใจจ่าย นั่นคือการต่อรองที่มากเกินไป เราจึงเริ่มเจรจากับ เชลซี เพียงทีมเดียวเท่านั้น ซึ่งพวกเราพยายามเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับให้นานที่สุดเท่าที่เราทำได้ และผมคิดว่าเราทำสำเร็จ”

คนของ เชลซี ที่มีส่วนสำคัญกับการปิดดีลคว้า อาร์เยน Robbenให้สำเร็จ ก็คืออดีตซีอีโอของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองอย่าง ปีเตอร์ เคนยอน

เคนยอน คือคนที่เจรจาทาบทาม ร็อบเบน ไปเล่นในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ครั้งแรกในช่วงซัมเมอร์ 2003 โดยมีรายงานว่า เขารู้แล้วว่าตัวเลขที่ พีเอสวี จะพอใจ คือไม่น้อยกว่า 10 ล้านปอนด์

ซึ่งหลังจากที่Robbenยังไม่มีความคิดจะย้ายทีม เขาช่วยปิดดีลให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปร่วมทีมก่อนในเดือนสิงหาคม 2003 แล้วจึงโยกไปทำงานให้ โรมัน อบราโมวิช ที่ เชลซี แบบช็อควงการ

ในฐานะที่เคยทำงานเรื่องดีลซื้อขายนับไม่ถ้วนให้ทีมปีศาจแดง แน่นอนว่า เคนยอน ย่อมต้องมีข้อมูลของคู่แข่งอยู่ในมือว่าสนใจเป้าหมายคนไหน รวมถึงได้รู้ตัวเลขที่พอใจของต้นสังกัดนักเตะหลายๆ คน

แม้ ปีเตอร์ เคนยอน จะถูกแฟนผีแดงทั่วโลกมองว่าเป็นคนทรยศ แต่ในเคสที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดได้ตัว อาร์เยนRobben นั่นคือความประมาทของสโมสรเอง ที่คิดว่าทุกๆ อย่างมันจะเข้าทางพวกเขาไปเสียหมด

ดูเหมือนว่าการเลือกย้ายไปสวมเครื่องแบบสีน้ำเงินที่ลอนดอน แทนที่จะไปใส่ชุดสีแดงที่แมนเชสเตอร์ จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งของปีกทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เพราะมันทำให้เส้นทางค้าแข้งของเขาในลีกใหญ่ของยุโรป เต็มไปด้วยช่วงเวลามหัศจรรย์

Robbenกลายเป็นส่วนสำคัญพา เชลซี ที่มี โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีมภาคแรกได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ปีติด

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการเปลี่ยนสไตล์ตัวเองที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ จากปีกซ้ายที่กระชากไปสุดเส้น กลายเป็นปีกขวาสไตล์ตัดเข้าในที่อันตรายที่สุดของยุโรป

จากนั้นพอถึงฤดูกาล 2006-07 ที่สโมสรเปลี่ยนระบบการเล่นไปเน้นแบบไดมอนด์มากขึ้น จากการเข้ามาของ มิชาเอล บัลลัค และ อังเดร เชฟเชนโก้ ทำให้ความสำคัญของปีกอย่างเขาลดลง จึงหนีไปเล่นให้ เรอัล มาดริด ซึ่งแม้ช่วงเวลาที่สเปนอาจไม่นานนัก แต่ก็ยังได้แชมป์ ลา ลีกา มาครอง

พอทีมราชันชุดขาวเปลี่ยนเวย์ไปสร้างทีมแบบกาลาคติกอสอีกครั้งในปี 2009 เขาก็เลือกย้ายไปกอบกู้ชื่อเสียงตัวเองคืนที่ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งที่นั่นเอง ที่เขาได้อยู่ค้าแข้งด้วยนานถึง 10 ปี จนกวาดแชมป์ครบทุกรายการ และกลายเป็นตำนานขึ้นหิ้งของสโมสร

ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ใช่ว่าจะล้มเหลว เพราะถึงแม้ต้องพึ่งพา ไรอัน กิ๊กส์ ต่ออีกหลายปี แต่พอถึงจุดที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เวย์น รูนี่ย์ เข้าสู่วัยพีค พวกเขาก็กลับมาทวงแชมป์ลีกคืนจาก เชลซี ได้ 3 ปีติดต่อกัน และเคยเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปในปี 2008

.

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo