ภารกิจสำคัญของขุนพลช้างศึก

ภารกิจสำคัญของขุนพลช้างศึก

ภารกิจสำคัญของขุนพลช้างศึก

ภารกิจสำคัญของขุนพลช้างศึก

ภารกิจสำคัญของขุนพลช้างศึก ในการลงเตะ ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกโซนเอเชียรอบสอง ที่มีกำหนดออกงานนี้บอกเลย ไม่ง่ายสำหรับช้างศึกรับรองไม่เหมือนเคี้ยวขนมกรุบกรอบ หนทางโคตรหินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

แน่นอนจากตารางคะแนนเราอยู่อันดับ 3 มี 8 แต้ม ถ้าเทียบกับคู่แข่งในสายแล้วยังเป็นรอง  ดาวแดง  เวียดนาม จ่าฝูง ที่มี 11 แต้ม รวมถึงเสือเหลือง มาเลเซีย อันดับ 2 ที่มี 9 แต้ม

การจะเข้ารอบต่อไป ไม่ต้องคิดมากขอเพียงแค่ต้องชนะ ให้ได้หมดทั้ง 3 เกม ซึ่งเท่าที่ดูบอกเลยมีเหนื่อย ลำพังเกมแรกกับอินโดนีเซียคงไม่เท่าไหร่ นัดแรกเราบุกไปชนะมาแล้วถึง 3-0 ดังนั้นการมาเจอกันอีกครั้งคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

เพราะเมื่อรู้เขารู้เราทุกอย่างก็ราบรื่น ส่วนอีก 2 นัดกับเจ้าภาพ ยูเออี ในวันที่ 7 มิ.ย. น่าจะต้องดูที่ความพร้อมของทีมว่ามีมากน้อยแค่ไหนเราชนะเกมส์แรกในบ้านเราแบบหวุดหวิด 2-1 แต่นัดนี้ต้องกลับไป เล่นในบ้านเขา ถือว่าหินสุดๆ ยิ่งในสภาวการณ์ตอนนี้ที่มีการแพร่ระบาดของ

ไวรัสโควิด-19 อย่างหนักของทั่วโลกมาเป็นปี ทำให้ทุกอย่างผิดจากแผนที่วางไว้โดยเฉพาะเรื่องการฝึกซ้อมที่ไม่ค่อยเต็มที่ แต่ก็คิดในแง่ดีว่าทุกทีมก็คงตกอยู่ในสภาพเดียวกับเราคือไม่สามารถซ้อมได้อย่างเต็มที่เช่นกัน

แถมสภาพทีมถ้าพูดแบบเป็นกลางไม่เข้าข้างตัวเอง ยากมากเพราะเราขาดกำลังหลักหลายคน โดยเฉพาะ 2 ผู้เล่นจากเจลีก “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างซ้อม รวมถึง “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ที่ติดปัญหาไม่สามารถเดินทางมาร่วมทีมได้

ถ้าคิดแบบเข้าข้างตัวเองเราบุกไปชนะยูเออี ได้ถึงถิ่นเพราะความฮึกเหิมจากนัดแรกที่เราชนะมาได้คงต้องไปลุ้นในนัดสุดท้ายกับมาเลเซีย วันที่ 15 มิ.ย. ซึ่งเกมนี้ไม่ง่ายแน่นอน นัดแรกเราบุกไปแพ้เขาถึงบ้าน 1-2 แถมระยะหลังจะว่าไปแล้วฟอร์มของทีมเสือเหลืองน่าจะดีกว่าเราด้วยซ้ำ

ดังนั้น นัดสุดท้ายกับมาเลเซียน่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ในเบื้องต้น หากเราชนะไม่ได้ก็ไม่ต้องฝันถึงรอบต่อไปแต่ๆๆๆๆ นี่แค่คิดในเบื้องต้นเท่านั้นนะ เหนือสิ่งอื่นใดต้องเป็นกองแช่งให้ “ดาวแดง” สะดุดขาตัวเอง ในนัดที่เหลือแล้วเราชนะหมด

เพราะเงื่อนไขการเข้ารอบนั้นที่ 1 ของสายเดินสะพายกระเป๋าเข้ารอบแบบตัวปลิว ส่วนอันดับ 2 ของแต่ละสายต้องมาดูผลงานที่ดีที่สุดอีกแค่ 4 ทีมที่จะตามเข้ารอบคิดก็เหนื่อยแทนแล้ว ไม่เป็นไรการได้ฝันถึงเป้าหมายไว้ก่อนยังดีกว่าไม่คิดอะไรเลยแม้จะเป็นงานที่แสนยากเหมือน

งมเข็มในมหาสมุทร ก็ตามทางเดียวคือทำอย่างเต็มที่ผลจะเป็นอย่างไรว่ากันทีหลังที่แน่ๆ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง คงเตรียมอัดฉีดไว้ก้อนโตแน่นอน ถ้าทีมช้างศึกไปถึงฝัน เพราะงานนี้ยักษ์ใหญ่

ขนาดฟุตซอลที่สมหวังได้ไป “เวิลด์คัพ” รับไปแล้ว 2 ล้านบาทคิดเล่นๆ หากทีมช้างศึกหักปากกาเซียนเข้าถึงรอบต่อไปมีโบนัสก้อนโตแน่นอน อย่างน้อยๆ มีเกิน 5 ล้านชัวร์ แต่บอกก่อนอย่าเพิ่งออกข่าว ตอนนี้เพราะเหมือนพูด “ให้เครดิตตัวเอง” ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

เอาเป็นว่าให้เหลือนัดสุดท้ายแล้วดูผลงานทีมอื่นๆ เมื่อเห็นว่าช้างศึกมีหวังตอนนั้นมาประกาศอัดฉีดสัก 10 ล้านก็คงไม่สายถึงอย่างไรก็เอาใจช่วยครับ เพื่อให้ขุนพลช้างศึกฟุตบอลโลก 2022ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้.

การแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งเบอร์หนึ่งของอาเซียน มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน โดยเราจะเห็นการถกเถียงในประเด็นนี้ตามกลุ่มต่างๆ บนโลกโซเชี่ยล ที่เปรียบดั่งสนามรบ ของเหล่าบรรดาแฟนบอลของแต่ละชาติ กับนานาคอมเมนต์ คำถาม และวลี ที่สามารถพบเห็นได้บ่อยที่สุด เช่น ตอนนี้ใครคือ เดอะ เบสต์ ออฟ อาเซียน ? ข้าคือเบอร์หนึ่งของอาเซียน

ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชียกระแสที่มาแรงของทัพ ‘ช้างศึก’ในครั้งนี้ ทำให้ บ้านกล้วย เจาะลึกถึงภารกิจการทวงคืนเบอร์หนึ่งอาเซียนของฟุตบอลทีมชาติไทย ย้อนดูไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้น และวิเคราะห์ถึงสาเหตุสำคัญของการพัฒนาทีมชาติไทย

ฟุตบอลทีมชาติไทย ขึ้นชื่อว่าเป็นชาติมหาอำนาจของวงการกีฬาลูกหนังในดินแดนเอเชียตะวันเฉียงใต้ โดยยึดเป็นเบอร์หนึ่งในแถบอาเซียนมาอย่างยาวนาน ทั้งในเรื่องของการบริหาร ศักยภาพของนักฟุตบอล ที่มีความเป็นมืออาชีพ รวมไปถึงความสำเร็จในรายการที่สำคัญมากมายอย่าง ฟุตบอล อาเซียน คัพ 4 สมัย และเหรียญทองฟุตบอลซีเกมส์ 14 สมัย

ความเป็นเบอร์หนึ่งอาเซียนของทีมชาติไทยในหลายยุคสมัย จึงทำให้ชาติอื่น เริ่มมีการพัฒนาศักยภาพของทีมกันมากขึ้น เพื่อเป้าหมายที่จะล้มทีมชาติไทยให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างนักฟุตบอลดาวรุ่งเพื่ออนาคต การดึงบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาช่วย โดยเฉพาะ ‘ทีมชาติเวียดนาม’

พลพรรคดาวทอง หรือทีมชาติเวียดนามเป็นชาติที่เป็นศัตรูเบอร์หนึ่งของทีมชาติไทย พวกเขาสร้างเซอร์ไพร์ด้วยการขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของอาเซียน พร้อมกับรั้งอันดับที่ 97 ของโลก ตามการจัดอันดับของฟีฟ่า ในขณะนี้ พวกเขาสามารถล้มทีมชาติไทยได้ทุกชุด ไล่มาตั้งแต่ U15, U19, U23 และชุดใหญ่ พร้อมกับขึ้นครองบัลลังก์เจ้าอาเซียนอย่างภาคภูมิใจ

ทีมชาติเวียดนาม เป็นทีมที่เปี่ยมไปด้วยแพชชั่นของนักเตะ และโค้ช มีสไตล์การเล่นเป็นทีมเวิร์คดุดัน วิ่งสู้ฟัดถวายหัว จนกลายเป็นเครื่องหมายการค้าอันดับหนึ่ง นักเตะส่วนใหญ่ล้วนเป็นดาวรุ่งที่มาจากทีมชุดเยาวชนในรุ่นต่าง ๆ จนสามารถไต่ขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ในทีมชุดใหญ่ได้

นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ทีมชาติเวียดนาม มีฟอร์มการเล่นที่ดุดัน คือ การวางแท็กติก ที่เฉียบขาดของ ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือชาวเกาหลีใต้วัย 60 ปี ที่ชาวเวียดนามต่างยกย่องเปรียบดั่งเทพเจ้าที่ปลุกพวกเขาให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ด้วยแท็กติกการเล่นที่มีความเคี่ยว ดุดัน การใช้จิตวิทยาเพื่อปลุกเร้านักฟุตบอลให้มีความคึกฮึกเหิม

ด้วยความร้อนแรงหลายอย่างของทีมชาติเวียดนาม ทำให้เหล่าบรรดาชาติในเอเชีย เริ่มจับตามองพวกเขาเป็นพิเศษ และประมาทไม่ได้เด็ดขาดในยามที่จะต้องลงทำศึกพบกับพวกเขา

โค้ชโต่ย  ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทยกุนซือ ขัดตาทัพทีมชาติไทย เคยแถลงข่าวให้สัมภาษณ์หลังจบเกมส์ที่ทัพ  ช้างศึก  เปิดสนาม ช้าง อารีน่า พ่ายต่อ ทีมชาติเวียดนาม ในศึก คิงส์ คัพ 2019 เมื่อช่วงต้นเดือน มิถุนายนที่ผ่านมา

ซึ่งมีสื่อมวลชนชาวไทยท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามถึงความพ่ายแพ้ ครั้งนี้ถือว่าเป็นการยอมศิโรราบแล้วหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เป็นทางฝั่งทีมชาติไทยที่ทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด จากสถิติการพบกัน 9 เกม ไทย ชนะ 5เสมอ 3 แพ้ 1

กุนซือวัย 50 ปี ได้กล่าวว่า “รู้สึกผิดหวังที่ผลการแข่งขันออกมาเป็นแบบนี้ ทั้งที่เรามีโอกาสหลายต่อหลายครั้ง แต่ต้องมาโดนลงโทษในช่วงเวลาที่ไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลย แต่ผมก็บอกกับนักเตะในทีมแล้วว่า ภารกิจของเรายังไม่จบ เรายังต้องลงไปสู้กับ อินเดีย ในเกมชิงที่สาม เราต้องเรียกสมาธิกลับมา

ความพ่ายแพ้ในวันนี้ยังไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้ต่อ เวียดนาม แล้ว ผมยังไม่ยอมศิโรราบต่อพวกเขา ผมยังเชื่อว่ารูปเกมของ ไทย ดีกว่าหากวัดจากการครองบอล หรือจังหวะเข้าทำ แต่ในเมื่อฟุตบอล ตัดสินกันที่ประตู เราเองก็คงต้องหาทางปรับต่อไป ผมมองว่าตัวชี้วัดอนาคตของฟุตบอลก็คือ แท็กติก และวิธีการเล่น ไม่ใช่ผลการแข่งขันในวันนี้

การขยับขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งอาเซียน กับการติด 1 ใน 100 อันดับโลก ของเวียดนาม ศัตรูที่รักที่ขับเคี่ยวกันมาตลอด พร้อมกับกระแสกดดันจากเหล่าแฟนบอลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

ทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยไม่นิ่งเฉย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ทั้งระบบการบริหาร รวมไปถึงตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน และสตาฟโค้ช

สิ่งที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนแรก คือเรื่องระบบการบริหาร สมาคม กีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศแต่งตั้งการ์เลส โรมาโกซา ชาวสเปน เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคคนใหม่ของทีมชาติไทย เขาผ่านประสบการณ์มาอย่างมากมาย

 

 

 

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo