ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 1

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 1

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 1

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 1

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 1

ทั้งที่ก่อตั้ง ลีกอาชีพ มาเพียงแค่ 4 ปี ทัพซามูไรบลูพาตัวเองไปฟุตบอลโลกได้อย่างไร

“ทำได้แล้ว ในที่สุด โอคาโนะ ก็พาญี่ปุ่นไปเล่นฟุตบอลโลกแล้ว”

ทันทีที่ มาซายูกิ โอคาโนะ ส่งบอลไปกองที่ก้นตาข่ายของอิหร่านก่อนหมดเวลาเพียง 2 นาทีในช่วงต่อเวลาพิเศษ ก็ทำให้ผู้บรรยายในเกมนั้นถึงกับตะโกนออกมาด้วยความดีใจ เมื่อประตูอันล้ำค่าลูกนี้ มีความหมายว่าทีมชาติญี่ปุ่น จะได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

บรรยากาศทั่วญี่ปุ่นหลังจากนั้น เต็มไปด้วยความชื่นมื่น ผู้คนต่างเฉลิมฉลองด้วยความตื้นตัน และดีใจอย่างสุดเหวี่ยง จนทำให้วันนั้นถูกเรียกว่า “การดีใจอย่างสุดขีดแห่งยะโฮร์บาห์รู”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เหลือเชื่อคือ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นในปี 1997 หรือเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น หลังจากการก่อตั้ง “เจลีก” หรือลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น

บิดาแห่งฟุตบอลญี่ปุ่น

“เมื่อก่อนทีมชาติญี่ปุ่นก็พอ ๆ กับทีมชาติไทย แต่ตอนนี้ญี่ปุ่นพัฒนาไปไกลแล้ว” อาจจะเป็นเรื่องเล่าที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ที่ยุคอินเทอร์เน็ตยังไม่เฟื่องฟู จนทำให้เกิดภาพจำว่าฟุตบอลญี่ปุ่นเพิ่งจะมาพัฒนาในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี คำกล่าวนี้อาจจะคลาดเคลื่อนพอสมควร เพราะแม้ว่าทัพซามูไรบลู จะทำผลงานได้ไม่ดีนักในยุค 1970s-1980s แต่ความเป็นจริง พวกเขาเริ่มวางรากฐานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960s แล้ว

มันเริ่มต้นในปี 1959 จากการที่ญี่ปุ่น ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก 1964 ที่ทำให้รัฐบาลพยายามส่งเสริมการเล่นกีฬาในระดับชาติ และทำให้ วงการกีฬา ของพวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกันกับ ฟุตบอล เมื่อหนึ่งปีหลังจากการได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) ก็ตัดสินใจยกพลไปดูงานและหาข้อมูลถึงประเทศเยอรมนี เพื่อนำมาสร้างระบบการพัฒนาฟุตบอลของญี่ปุ่น

ราวกับเป็นโชคสองชั้น เมื่อการไปเยือนเมืองเบียร์ในครั้งนั้น JFA ยังประสบความสำเร็จในการเชิญชวน เด็ตมาร์ คราเมอร์ โค้ชชาวเยอรมันของฟีฟ่า มานั่งตำแหน่งที่ปรึกษาเทคนิคเพื่อวางโครงสร้างให้กับฟุตบอลญี่ปุ่น

เพราะคราเมอร์ ไม่แค่เข้ามาสอนวิธีการเล่นฟุตบอลให้กับคนญี่ปุ่น แต่ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับแผนการพัฒนาระยะยาวให้กับที่นี่อีกด้วย

เนื่องจากก่อนหน้านั้น JFA จะโฟกัสเพียงแค่การแข่งขันที่กำลังจะมาถึง โดยไร้แผนต่อจากนั้น ส่วนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็พอใจกับแค่ผลการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์ต่อทัวร์นาเมนต์ ในขณะที่สภาพแวดล้อมเกี่ยวกับฟุตบอลค่อนข้างย่ำแย่ เมื่อโค้ชส่วนใหญ่เป็นเพียงโค้ชมือสมัครเล่น แถมสนามซ้อมของทีมชาติก็เป็นเพียงแค่สนามดิน

นอกจากนี้ ระบบการแข่งขันในประเทศ ก็ยังเป็นแบบทัวร์นาเมนต์ ที่ทำให้นักเตะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าหากตกรอบตั้งแต่รอบแรก ๆ ก็ทำให้มีเกมที่ได้เล่นไม่มากนัก

ทำให้ทันทีที่ คราเมอร์ มาถึง เขาได้พยายามเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานนอกสนาม ที่สำคัญไม่แพ้ผลงานในสนาม เขาได้แนะนำให้ JFA สร้างระบบอบรมโค้ช ก่อตั้งลีกอาชีพ พัฒนามาตรฐานของผู้ตัดสิน รวมไปถึงสร้างระบบจัดหาและแต่งตั้งผู้ตัดสิน

“คงไม่มีใครอีกแล้วที่ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ รวมทั้งมีความมั่นใจในการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตได้อย่างน่าเกรงขามเหมือนเขา” ฮิโรชิ คางาวะ อดีตนักเตะทีมชาติญี่ปุ่นกล่าวถึง คราเมอร์

ก่อนที่มันจะพาญี่ปุ่นไปสู่จุดที่ไกลกว่าที่คิด

เฉิดฉายในระดับโลก

การมาถึงของ คราเมอร์ ไม่เพียงทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแถวหน้าของเอเชีย แต่ยังไปได้ไกลถึงระดับโลก เมื่อมันทำให้ซามูไรบลูพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยการผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโอลิมปิก 1964 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ ทั้งที่เป็นการเข้าร่วมโอลิมปิกครั้งที่ 2 ของพวกเขาเท่านั้น

หนึ่งปีหลังจากนั้น สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ได้ก่อตั้ง Japan Soccer League (JSL) หรือลีกแห่งชาติได้สำเร็จ ก่อนที่ในปี 1968 พวกเขาจะประกาศศักดา ด้วยการก้าวขึ้นไปคว้าเหรียญทองแดงในฟุตบอลโอลิมปิกได้อย่างยิ่งใหญ่

“ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับประวัติศาสตร์อันยาวนานของฟุตบอลญี่ปุ่นได้เท่าเขา” ฮิโรชิ คางาวะ กล่าวถึง คราเมอร์

นอกจากนี้ ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ยังทำให้โลกได้รู้จักกับ คุนิชิเงะ คามาโมโต หลังจากที่หัวหอกของ ยันมาร์ ดีเซล (เซเรโซ โอซากา ในปัจจุบัน) จัดการซัดไปถึง 7 ประตู รวมถึงทำแฮตทริคได้ในนัดเปิดสนามที่พบกับไนจีเรีย ทำให้เขากลายเป็นคนญี่ปุ่นคนแรก และคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่คว้าดาวซัลโวในโอลิมปิกมาได้

ผลงานอันยอดเยี่ยมของทัพซามูไรบลู ยังได้ทำให้เกิดกระแส “ฟุตบอลบูม” ครั้งแรกในญี่ปุ่น ที่ทำให้ลูกเด็กเล็กแดงเปลี่ยนใจจากเบสบอล กีฬายอดนิยมของประเทศ หันมาเล่นฟุตบอล ด้วยความหวังว่าจะเป็น “คามาโมโต” คนต่อไป

แถมในช่วงเวลานั้น ฐานคนเล่นกีฬาก็กำลังเติบโต ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนการเล่นกีฬาในโรงเรียน รวมไปถึง “โชเนนดัน” หรือชมรมกีฬาสำหรับเยาวชน ที่มีขึ้นหลังได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ก็ทำให้ฟุตบอลเริ่มมีตัวตนขึ้นในแดนอาทิตย์อุทัย

 

“โชเนนดัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1962 และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเล่นกีฬา รวมไปถึงฟุตบอลให้แก่เด็ก ๆ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960s” มาซาฮิโร ซุงิยามะ, เซลินา คู และ ร็อบ เฮส กล่าวในงานวิจัย Grassroots Football Development in Japan

อย่างไรก็ดี ความชื่นมื่นในช่วงเวลานั้น ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา เพราะแม้ว่า คราเมอร์ จะเข้ามาช่วยวางรากฐาน จนทำให้ญี่ปุ่นเริ่มมีหน้ามีตาในระดับนานาชาติ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

เมื่อหลังจากโอลิมปิก 1968 ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถผ่านไปเล่นในรอบสุดท้ายได้อีกเลยเกือบ 30 ปี ในขณะที่การได้ไปฟุตบอลโลกก็แทบจะไม่ใกล้เคียง

เหตุผลสำคัญก็คือหลังจากหมดยุคของ คามาโมโต ที่เลิกเล่นให้กับทีมชาติไปในปี 1977 ญี่ปุ่นก็ไม่มีนักเตะระดับเวิลด์คลาสอีกเลย นอกจากนี้การที่ JSL ลีกของพวกเขายังเป็นเพียงแค่ลีกสมัครเล่น ทำให้ไม่สามารถผลิตนักเตะระดับสูง ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น มีความตั้งใจที่จะก่อตั้งลีกอาชีพ

ลีกอาชีพสร้างอนาคต

ผลงานอันย่ำแย่ในช่วงทศวรรษที่ 1970s-1980s ได้ทำให้ญี่ปุ่นต้องการตั้งลีกอาชีพขึ้น ซึ่งประจวบเหมาะกับในช่วงเวลานั้น โจอัว ฮาเวลานจ์ ประธานฟีฟ่าในขณะนั้น ได้ถามผู้บริหารของ JFA ถึงโอกาสที่ญี่ปุ่น จะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในอนาคตพอดี

ทำให้ในปี 1988 พวกเขาได้แต่งตั้งคณะกรรมการก่อตั้งลีกอาชีพ โดยทำหน้าที่วางโครงสร้างลีก รวมไปถึงเป็นผู้ร่างหลักเกณฑ์ของสโมสร ที่มีคุณสมบัติผ่านการรับรองเข้ามาเล่นในลีกที่กำลังจะก่อตั้งใหม่แห่งนี้

อย่างไรก็ดี JFA ไม่ได้โฟกัสเพียงแค่การสร้างลีกเท่านั้น แต่ยังต้องการพัฒนาด้านอื่นไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบอมรมโค้ช ระบบศึกษาและเรียนรู้เทคนิคและแทคติกของฟุตบอลในระดับโลก ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนั้น รวมไปถึงการพัฒนาผู้ตัดสิน

พวกเขายังได้เน้นย้ำถึงความเป็น “สโมสรของท้องถิ่น” ของทีมที่จะเข้าร่วม ด้วยการออกกฎ ทั้งการมีฐานที่มั่นในจังหวัดอย่างชัดเจน ไม่อนุญาตให้มีชื่อบริษัทเอกชนอยู่ในชื่อสโมสร หรือทุกสโมสรจะต้องมีทีมระดับเยาวชน

นอกจากนี้ JFA ยังตั้งเป้าให้สโมสรอาชีพเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักเตะระดับเยาวชนของท้องถิ่น อย่างคงเส้นคงวา

เนื่องจากก่อนจะมีลีกอาชีพ พวกเขาเหล่านี้จะเล่นฟุตบอลผ่าน โชเนนดัน ในระดับประถม และเล่นให้กับทีมโรงเรียนในระดับมัธยม แล้วค่อยไปเล่นให้ทีมมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะไปเล่นให้กับทีมบริษัท

 

การต้องเปลี่ยนทีมไปมา ทำให้พวกเขาไม่สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้องเจอกับโค้ช หลากหลายสไตล์ แถมบางครั้งอาจทำให้พัฒนาการต้องหยุดชะงัก หากโรงเรียนที่ไปเรียนต่อไม่มีชมรมฟุตบอล อันเนื่องมาจากการขาดแคลนงบประมาณ และบุคลากร

“การเปลี่ยนผ่านของนักเตะจากกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน บางครั้งก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะว่าผู้เล่นต้องเล่นภายใต้การดูแลของโค้ชใหม่ที่ยังไม่รู้จักพวกเขาดี” โค้ชจากสโมสรอาชีพระบุ

ซึ่งสโมสร จะเข้ามาช่วยอุดจุดอ่อนในเรื่องนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้พวกเขาได้เล่นฟุตบอลต่อไปแล้ว มันยังทำให้เด็กได้มีโอกาสซ้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีเกมลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นัดกระชับมิตรไปจนถึงการแข่งขันจริง

และหลังการเตรียมการเสร็จสมบูรณ์ พวกเขาก็เปิดตัวเจลีก ลีกอาชีพแรกของพวกเขาอย่างเป็นทางการในปี 1993

ฐานผู้เล่นที่มั่นคง

15 พฤษภาคม 1993 คือเกมนัดแรกในประวัติศาสตร์เจลีก และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งพิธีเปิดที่เลิศหรูอลังการ ในเกมการแข่งขันระหว่าง เวอร์ดี คาวาซากิ (โตเกียว เวอร์ดี ในปัจจุบัน) กับ โยโกฮามา มารินอส (โยโกฮามา เอฟ มารินอส ในปัจจุบัน) ที่พลิกไปพลิกมา ก่อนที่ฝ่ายหลังจะเอาชนะไปได้ 2-1 ต่อหน้าผู้ชมกว่า 59,626 คนในโอลิมปิก สเตเดียม

มันคือการเปิดฉากได้อย่างสมบูรณ์แบบของเจลีก เมื่อพวกเขาสามารถดึงดูดผู้ชมระดับหลักหมื่นเข้ามาชมการแข่งขันในสนาม และเกิดเป็นกระแส “ฟุตบอลฟีเวอร์” อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ลีกอาชีพของพวกเขาเป็นไปอย่างราบรื่น คือการมีจำนวนนักฟุตบอลในระดับหลายแสนคน ในวันที่ลีกอาชีพเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

จากข้อมูลของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ที่เริ่มเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 1979 ระบุว่าในปี 1989 หรือ 4 ปีก่อนการเปิดตัวเจลีก พวกเขามีนักเตะที่ลงทะเบียนไว้กับสมาคมมากถึง 661,509 ราย และเป็นนักเตะอายุต่ำกว่า 12 ปีถึง 264,617 ราย (สถิติถึงปี 1987)

หากเทียบให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น จากข้อมูลของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยระบุว่าในปี 2019 ประเทศไทยมีนักเตะอาชีพที่ลงทะเบียนอยู่แค่เพียง 4,976 คน และนักเตะระดับสมัครเล่นอยู่ราว 6,900 คน ซึ่งถ้ารวมกับนักเตะจากยูธลีก (12-18 ปี) ที่มี 21,425 คน ก็จะมีเพียงแค่ 33,225 คนเท่านั้น

ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้จำนวนนักเตะที่ลงทะเบียนของญี่ปุ่นเติบโตอย่างมาก ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีลีกอาชีพ แถมผลงานในทีมชาติก็ล้วนน่าผิดหวัง คือการมาถึงของ “กัปตันสึบาสะ”

มันคือมังงะจากปลายปากกาของอาจารย์ โยอิจิ ทาคาฮาชิ ที่ตีพิมพ์ (ภาคแรก) ในช่วงปี 1981-1988 และถูกทำเป็นอนิเมะออกฉายในช่วงปี 1983-1986 ก่อนที่มันจะกลายเป็นการ์ตูนยอดฮิตที่ได้รับความนิยมไปทั่วบ้านทั่วเมือง และเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนเริ่มเล่นฟุตบอล

จากข้อมูลของ JFA ระบุว่า ในช่วงปี 1979-1989 ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงที่กัปตันสึบาสะตีพิมพ์ พวกเขามีจำนวนนักเตะที่ลงทะเบียนกับสมาคมเพิ่มขึ้นถึง 400,000 คน โดยเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีถึง 195,000 คน

“กัปตันสึบาสะได้กลายเป็นแรงใจในการเริ่มเล่นฟุตบอลของเด็กหลายคน มันเข้าไปกุมหัวใจของเด็กได้ เพราะว่ามันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เด็กรู้สึกว่าอยากจะทำลายหลักปฏิบัติแบบดั้งเดิมในกีฬา” งานวิจัย Grassroots Football Development in Japan ระบุ

“อย่างโครงสร้างทางสังคมแบบแนวตั้ง ที่เข้มงวดกับเรื่องมารยาทและวินัย รวมไปถึงจิตวิญญาณสูงสุดอันเป็นตัวแทนของความกล้าหาญ ที่กดดันเด็กมากเกินไป ทำให้เป็นตัวขัดขวางความสนุกในการเล่นกีฬา”

“ความนิยมของการ์ตูนเรื่องนี้ที่เกิดขึ้น เกิดจากการอยากหลบหนีจากค่านิยมดั้งเดิมและคุณค่าของกีฬาแบบตะวันตก ซึ่งเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้คน อันเป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคนั้น”

นอกจากนี้ การเติบโตของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติมัธยมปลาย ที่มีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970s ยังช่วยส่งเสริมให้กีฬาชนิดนี้ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกคุ้นเคยและเปิดรับในวันที่พวกเขามีลีกอาชีพ

อย่างไรก็ดี ปี 1993 อาจจะเป็นปีแห่งความทรงจำสำหรับลีกอาชีพของพวกเขา แต่ไม่ใช่สำหรับทีมชาติ

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo