ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 2

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 2

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 2

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 2

ภารกิจสร้างทีมเพื่อไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติญี่ปุ่น Part 2

โศกนาฏกรรมแห่งโดฮา

ในปีที่ลีกอาชีพเปิดตัว ทีมชาติ ของพวกเขาก็กำลังดีวันดีคืน และเพิ่งจะคว้าแชมป์เอเชียนคัพได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในการแข่งขันที่ ฮิโรชิมา เมื่อปี 1992 แถมยังผ่านเข้ามาเล่นใน ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รอบสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม

โดฮา ประเทศกาตาร์ คือสังเวียนตัดสินในตอนนั้น พวกเขามีเพื่อนร่วมกลุ่มที่ล้วนเป็นเบอร์ต้น ๆ ของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้, อิรัก, อิหร่าน และ ซาอุดีอาระเบีย ที่จะเอาเพียงแค่ 2 ทีมเท่านั้นไปเล่นรอบสุดท้ายที่สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นกลับเริ่มต้นได้อย่างย่ำแย่ หลังประเดิมสนามด้วยการเสมอกับซาอุฯ ก่อนจะพ่ายต่อ อิหร่าน ที่ทำให้ความหวังที่จะไปฟุตบอลโลกของพวกเขาต้องริบหรี่ลง

แต่จากการรวมใจ ญี่ปุ่น ก็สามารถคว้าชัยเป็นเกมแรก ด้วยการถล่มเกาหลีเหนือ 3-0 ก่อนจะเอาชนะ เกาหลีใต้ 1-0 บวกกับทีมในกลุ่มต่างผลัดกันแพ้ ผลัดกันเสมอ ทำให้พวกเขาขึ้นมานำเป็นจ่าฝูง จากการมี 5 คะแนนเท่าซาอุฯ (ชนะได้ 2 คะแนน เสมอ ได้ 1 คะแนน) แต่ประตูได้เสียดีกว่า

ปราการด่านสุดท้ายของพวกเขาคือ อิรัก ที่ยังมีลุ้นเข้ารอบอยู่ ทำให้พวกเขาต้องเอาต้องเอาชนะให้ได้ในเกมนี้เพื่อการันตีการเข้ารอบ หรือหากพลาดท่าเสมอ ก็ต้องลุ้นให้ เกาหลีใต้ และซาอุฯ ไม่ชนะ และห้ามอิหร่านชนะซาอุฯ เกินกว่า 4 ประตู

ญี่ปุ่นเปิดเกมบุกตั้งแต่นาทีแรก ก่อนจะได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากลูกโหม่งซ้ำของ “คิงคาซู” คาซุโยชิ มิอุระ ในนาทีที่ 5 แต่ไม่ว่าจะพยายามบี้หนักหวังทำประตูเพิ่มแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถบวกประตูเพิ่มได้ ทำให้จบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ 1-0

พวกเขาเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 45 นาที ก็จะได้ไปเล่นฟุตบอลโลก เพราะเกาหลีใต้จบครึ่งแรกด้วยการเสมอกับเกาหลีเหนือ ในขณะที่ซาอุฯ เป็นฝ่ายออกนำอิหร่านอยู่ 2-1

อย่างไรก็ดี หลังเริ่มครึ่งหลังไปได้เพียงแค่ 9 นาทีญี่ปุ่นก็มาโดนตีเสมอจาก อาห์เหม็ด ราดี ทำให้พวกเขาต้องเร่งยิงประตูออกนำอีกครั้ง เพราะตอนนั้น เกาหลีใต้ออกนำ 2-0 ส่วนซาอุฯ ก็นำคู่แข่งอยู่ 3-2 และมาทำสำเร็จในนาทีที่ 69 จาก มาซาชิ นาคายามา

ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือพวกเขาต้องยันเอาไว้ให้ได้ เนื่องจากทั้ง เกาหลีใต้ และ ซาอุฯ น่าจะคว้าชัยได้ทั้งคู่ จากสกอร์ 3-0 และ 4-2 ตามลำดับ ที่กลายเป็นวินาทีบีบหัวใจของแฟนบอลและนักเตะญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นพยายามต้านทานอย่างหนัก และหวิดจะเสียประตูอยู่หลายครั้ง ซึ่งต้องชื่นชมฝีมือการเซฟของ ชิเงทัตสึ มัตสึนางะ นายทวารจาก โยโกฮามา มารินอส ที่ปัดป้องเอาไว้ได้ จนทำให้ขุนพลซามูไรรักษาสกอร์นั้นได้จนถึงนาทีที่ 89

แต่ในขณะที่เข็มนาฬิกา เดินทางมาถึงนาทีที่ 90 และกำลังเข้าสู่ช่วงทดเวลา อิรักก็มาได้ลูกเตะมุมทางฝั่งขวา พวกเขาตัดสินใจเล่นสั้น ก่อนจะเปิดเข้ามาตรงกลาง และเป็น จาฟฟาร์ ออมรัน ที่ขึ้นมาโหม่งแบบไร้ตัวประกบเข้าไป และมันก็ทำให้ญี่ปุ่นต้องฝันสลายในชั่วพริบตาเดียว

“ทุกอย่างมันขาวโพลนไปหมด หลังจากโดนตีเสมอ แม้จะบอกว่าเรายังมีเวลาอยู่ แต่เราก็ทำไม่ได้แล้ว มันแค่นั้นแหละ ผมร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ทุกคนรอบตัวล้วนอยู่ในสภาพนั้น” เท็ตสึจิ ฮาชิราตานิ กัปตันทีมชาติญี่ปุ่นในเกมนั้นกล่าวกับ Sportiva

จากผลเสมอ ทำให้ญี่ปุ่นหล่นลงมาอยู่ที่ 3 พร้อมกับปิดประตูที่จะไปเล่นฟุตบอลโลกอย่างชอกช้ำ มันคือเหตุการณ์ที่ช็อกคนทั้งประเทศ และถูกเรียกว่า “โศกนาฏกรรมแห่งโดฮา”

และมันก็คือบทเรียนสำคัญที่พวกเขาไม่มีวันลืม

แรงขับเคลื่อน

โศกนาฏกรรมโดฮา อาจจะทำให้คนญี่ปุ่นทั้งประเทศต้องผิดหวัง แต่ความทุ่มเทของนักเตะญี่ปุ่นในเกมนัดนั้น ได้สร้างความประทับใจให้กับชาวญี่ปุ่น ที่ทำให้หลายคนหันมาสนใจฟุตบอล และรู้สึก “สนุก” กับการชมการแข่งขัน

ในขณะเดียวกัน ความเจ็บช้ำในครั้งนั้นยังกลายเป็นแรงกระตุ้น ที่ทำให้หลายคนเริ่มเล่นฟุตบอล ไม่ว่าจะอยากแก้แค้น หรือประทับใจเกมวันนั้น และก็ทำให้ JFA มีนักเตะที่ลงทะเบียนเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 1991-1996 ถึง 273,000 คน โดยเป็นผู้เล่นอายุต่ำกว่า 12 ปีถึง 71,624 ราย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของพวกเขา คือการที่ญี่ปุ่นได้รับสิทธิ์ในปี 1996 ในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2002 ร่วมกับเกาหลีใต้ ที่ทำให้พวกเขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะไปเล่นฟุตบอลโลกให้ได้ ก่อนที่จะได้สิทธิ์อัตโนมัติจากการเป็นผู้จัดการแข่งขัน

ทำให้หลังจากนั้น ญี่ปุ่นหมายมั่นปั้นมือกับฟุตบอลโลกเป็นพิเศษ ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยของพวกเขาคือ “เจลีก” โดยเฉพาะระบบการพัฒนานักเตะตั้งแต่ระดับ “รากหญ้า” ที่มีมาตรฐาน ซึ่งสามารถผลิตนักเตะรุ่นใหม่ฝีเท้าดีออกมาให้ทีมชาติได้ใช้อย่างต่อเนื่อง

เช่นกันกับการที่สโมสรอาชีพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจาก 10 ทีมในช่วงก่อตั้ง เป็น 17 ทีม ในปี 1997 ที่เพิ่มตัวเลือกให้กับเยาวชนที่จะเข้าไปอยู่ในระบบของเจลีก

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเป็น “สโมสรท้องถิ่น” ที่ทำให้สโมสรและนักเตะเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชน เช่นไปเยี่ยมโรงเรียนและเล่นฟุตบอลกับเด็ก หรือจัดอีเวนต์ฟุตบอลให้เด็ก ที่กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กหันมาเล่นฟุตบอลกันมากขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขามีโอกาสได้พบนักเตะฝีเท้าดีมากขึ้นตามไปด้วย

และดูเหมือนว่ามันจะเป็นสัญญาณที่ดี เมื่อดาวรุ่งที่เป็นผลผลิตจากเจลีก เริ่มผลิดอกออกผล เมื่อในปี 1995 ทีมเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีของพวกเขาได้ผ่านเข้าไปเล่นในโอลิมปิก 1996 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

ถึงแม้ว่าจะตกรอบแรก แต่ซามูไรบลูภายใต้การคุมทีมของ อากิระ นิชิโนะ ก็สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเอาชนะบราซิลได้เป็นครั้งแรก เป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ “ปาฏิหาริย์แห่งไมอามี” แถม 18 ขุนพลจากทีมชุดนั้น ล้วนเป็นนักเตะที่เล่นอยู่ในเจลีกกันทุกคน

และในปี 1997 บททดสอบสำคัญของพวกเขาก็มาถึง เมื่อฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกได้เวียนกลับมาอีกครั้ง

ในตอนนั้นซามูไรบลู ได้ผ่าตัดทีมยกใหญ่ ที่ทำให้พวกเขาเหลือนักเตะจากตัวจริงในเกมที่โดฮาเพียง 3 ราย ได้แก่ มาซามิ อิฮาระ, มาซาชิ นาคายามะ และ คิงคาซู โดยมีผู้เล่นจากชุดโอลิมปิก อย่าง โยชิคัตสึ คาวางุจิ, ฮิเดโตชิ นากาตะ และ โชจิ โจ สอดแทรกเข้ามา

ญี่ปุ่นเริ่มต้นได้อย่างร้อนแรงในรอบคัดเลือกรอบแรก ด้วยการชนะคู่แข่งไป 5 นัด และเสมอไปแค่นัดเดียว ที่ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์กลุ่ม และผ่านเข้ามาเล่นในรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย

โดยรอบนี้จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 5 ทีม ที่พวกเขามีเพื่อนร่วมสายอย่าง เกาหลีใต้, อุซเบกิสถาน, คาซัคสถาน (ปัจจุบันย้ายไปเล่นในโซนยุโรป) และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งแชมป์กลุ่มเท่านั้น ที่จะได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติที่ฝรั่งเศส ส่วนอันดับ 2 ต้องไปเพลย์ออฟกับรองแชมป์ของอีกกลุ่ม

อย่างไรก็ดี ราวกับหนังม้วนเดิมจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เมื่อญี่ปุ่นภายใต้การคุมทีมของ ชู คาโมะ เริ่มต้นได้อย่างย่ำแย่ ไร้ชัยในสองเกมแรก จากการเสมอกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 0-0 และพ่ายคาบ้านต่อเกาหลีใต้ 1-2 ทำให้พวกเขาหล่นลงมาอยู่อันดับ 3 ของตาราง

และฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึง ในเกมพบกับ คาซัคสถาน ซามูไรบลูเก็บได้เพียงแค่แต้มเดียว หลังถูกตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ที่ทำให้ คาโมะ ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยมี ทาเคชิ โอคาดะ ผู้ช่วยของเขาขึ้นมาขัดตาทัพ

และแม้ว่า โอคาดะ จะกู้หน้ากลับมาได้ ด้วยการเอาชนะ เกาหลีใต้ และคาซัคสถานใน 2 นัดสุดท้าย แต่ผลเสมอกับ ยูเออี และอุซเบกิซสถาน ใน 2 เกมก่อนหน้านั้น ก็ทำให้พวกเขาทำแต้มไล่ไม่ทัน เกาหลีใต้ และจบเพียงแค่อันดับ 2 ของกลุ่ม

ทำให้พวกเขาต้องมาลุ้นด้วยการเพลย์ออฟกับอิหร่าน เพื่อตั๋วใบสุดท้าย

การดีใจอย่างสุดขีดที่ยะโฮร์บาห์รู

16 พฤศจิกายน 1997 คือวันดีเดย์ของญี่ปุ่น เกมนัดนี้มีขึ้นที่สนามกลาง ลาร์คิน สเตเดียม เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย โดยจะเป็นการแข่งขันแบบนัดเดียวจบ หากเสมอจะต่อเวลาพิเศษด้วยกฎ “โกลเดนโกล” หรือถ้ายังยิงเพิ่มกันไม่ได้ก็จะตัดสินด้วยการดวลลูกโทษ

ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าในช่วงแรก เมื่อเป็นฝ่ายได้ประตูออกนำไปก่อนในนาทีที่ 39 จากมาซาชิ นาคายามะ ทว่าหลังจากเริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน อิหร่านก็เป็นฝ่ายพลิกแซงขึ้นนำจากประตูของ โคดาดัด อาซีซี และ อาลี ดาอี ในนาทีที่ 46 และ 58 ตามลำดับ

ทำให้ ทาเคชิ โอคาดะ ต้องทุ่มหมดหน้าตัก ด้วยการเปลี่ยนตัวคู่ศูนย์หน้าอย่าง นาคายามะ และ คิงคาซู ออกตั้งแต่นาทีที่ 63 แล้วส่ง วากเนอร์ โลเปซ และ โชจิ โจ ลงไปแทน ซึ่งโจ ก็ตอบแทนเขาในอีก 12 นาทีต่อมา ด้วยการโหม่งประตูตีเสมอให้ญี่ปุ่นได้สำเร็จ ต่อชีวิตญี่ปุ่นได้อีกเฮือก

ในช่วงทดเวลาเจ็บ โอคาดะ ก็ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ด้วยการส่ง มาซายูกิ โอคาโนะ ในตำแหน่งศูนย์หน้าลงไปแทน สึโยชิ คิตาซาวะ กองกลางของทีม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มได้ ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป

ในช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรก โอคาโนะ ก็ทิ้งโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเขาได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่แทนที่เขาจะยิง กลับส่งให้เพื่อนร่วมทีม จนทำให้กองหลังอิหร่านสกัดทิ้งออกไปได้

อย่างไรก็ดี ก่อนหมดเวลาเพียง 2 นาที เขาก็มาแก้ตัวได้สำเร็จ เมื่อ ฮิเดโตชิ นากาตะ ตัดสินใจพาบอลไปหน้าเขตโทษ ก่อนยิงไกลด้วยซ้าย บอลอาจไม่แรงมาก แต่ทำให้ผู้รักษาประตูอิหร่านต้องปัดออกมา โอคาโนะ ซึ่งอยู่ตรงนั้นพอดี จึงจัดการล้มตัวยิงเข้าไปอย่างง่ายดาย ท่ามกลางเสียงเฮของแฟนบอลญี่ปุ่นทั้งสนาม

เขาวิ่งไปพร้อมกับแสดงความดีใจอย่างสุดเหวี่ยง เมื่อประตูดังกล่าวมีความหมายว่าญี่ปุ่นได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

“ในที่สุด โอคาโนะ ก็พาญี่ปุ่นไปเล่นฟุตบอลโลกแล้ว” เท็ตสึโอะ นางาซากะ ผู้บรรยายของฟูจิทีวี ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสดในเกมนัดนั้น ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

หลังจากนั้นก็กลายเป็นความโกลาหล นักเตะและสตาฟโค้ช ต่างพากันวิ่งลงมาในสนาม หลายคนร้องไห้ด้วยความตื้นตัน เช่นเดียวกับแฟนบอลที่ญี่ปุ่น ที่ปักหลักเชียร์ท่ามกลางสายฝนอยู่ที่โอลิมปิก สเตเดียม ก็พากันฉลองอย่างสุดเหวี่ยง

เพราะมันไม่เพียงแต่ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกเท่านั้น แต่มันยังช่วยปลดล็อกความรู้สึกเศร้าหมองในใจที่เกาะกุมนักเตะและแฟนบอลจากเหตุการณ์ที่โดฮาเมื่อ 4 ปีก่อน ราวกับยกภูเขาออกจากอก

“ทำได้แล้ว ทำได้แล้วโว้ย เปลี่ยนมันได้แล้ว พวกเราแก้ไขมันได้แล้ว” โชจิ โจ นักเตะในเกมนั้นกล่าวทั้งน้ำตา

ทำให้มันกลายเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ และถูกเรียกว่า “การดีใจอย่างสุดขีดที่ยะโฮร์บาห์รู”

จุดเริ่มต้นแห่งความฝัน

ญี่ปุ่น อาจจะทำผลงานในฟุตบอลโลกครั้งแรกได้ไม่ดีนัก หลังพ่ายคู่แข่ง 3 นัดรวดในการพบกับ อาร์เจนตินา, โครเอเชีย และจาเมกา แต่อาจจะไม่ใช่หากดูจากฟอร์มการเล่น เมื่อพวกเขาได้รับเสียงชื่นชม จากการสู้ไม่ถอยในทุกนัดที่ลงสนาม

ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในอีก 4 ปีต่อมาที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ ด้วยผลงานไร้พ่ายในรอบแรก จนสามารถทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

หลังจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นขาประจำในฟุตบอลโลก ด้วยการผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ถึง 6 สมัยติดต่อกัน แถมยังผ่านไปถึงรอบน็อกเอาต์ได้อีก 2 ครั้งในปี 2010 และ 2018

ในขณะที่ปัจจุบัน พวกเขากำลังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะคว้าแชมป์โลกภายในปี 2092 ที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนวิสัยทัศน์ 100 ปี เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้ลีกมีสโมสรอาชีพครบ 100 สโมสรภายในปีเดียวกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของพวกเขาไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการวางแผนในระยะยาว ทั้งในแง่โครงสร้างและรากฐาน รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนานักเตะระดับรากหญ้ามาตั้งแต่ก่อนก่อตั้งลีก ที่ทำให้พวกเขาก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง

ทำให้การไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย กลายเป็นมาตรฐานที่ต้องทำให้ได้ และไม่ต้องมาลุ้นอย่างหืดจับในทุก 4 ปีที่เวียนมาถึงอีกแล้ว

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo