ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 1

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 1

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 1

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 1

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 1

18 เมษายน 2001 คาร์ล เพาเวอร์ ประเดิมสนามให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดยิ่งใหญ่ระดับทวีป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการบุกไปเยือน บาร์เยิร์น มิวนิค

สำหรับการเป็นแฟนปีศาจแดงมาตลอดชีวิต มันคือช่วงเวลาสุดยิ่งใหญ่ของเขา กับการได้สัมผัสหญ้าในเกมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกใน โอลิมปิก สเตเดียม

อย่างไรก็ดีการปรากฏตัวของเขาสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชม 70,000 คนในรังเหย้าของเสือใต้ และอีกหลายล้านคนหน้าจอโทรทัศน์ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนักเตะที่เพิ่งย้ายมาใหม่ หรือเด็กฝึกของสโมสรที่ถูกดันขึ้นมา เพราะเขาไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้แต่นักเตะอาชีพด้วยซ้ำ

และนี่คือเรื่องราวของนักกีฬาปลอมที่เคยสร้างความปั่นป่วนไปทั่ววงการกีฬา ติดตามได้ที่นี่กับ Main Stand

ชอบความผาดโผนแต่เด็ก

อันที่จริงความกล้าและบ้าบิ่นของเพาเวอร์ น่าจะเป็นสิ่งที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก เพราะเขาคือชาวแมนคูเนียนขนานแท้ ที่ขึ้นชื่อในฐานะ “นักเสี่ยงโชค” เมื่อเขาเกิดและเติบโตในย่านอันโคตส์ เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

เขาคือน้องนุชสุดท้องของครอบครัวคาทอลิก ท่ามกลางพี่น้องถึง 11 คน และชื่นชอบในการเล่นผาดโผน ตอนเขาอายุ 10 ขวบ เขาเคยขี่จักรยานลงเนินท้องถิ่นที่เรียกว่า เดธฮิลล์ แล้วได้รับอุบัติเหตุจนต้องนอนโรงพยาบาลไปเป็นปีมาแล้ว

“ผมต้องนอนโรงพยาบาล 12 เดือนครึ่ง จากการที่กระดูกโคนขาหักสองท่อน” เพาเวอร์ บอกกับ The Athletic

นอกจากนี้เขายังไม่ชอบไปโรงเรียน และใช้เวลาทั้งวันขลุกอยู่ตามร้านตู้เกม นั่นเป็นเพราะ จอห์น มัลลิแกน ครูใหญ่ของโรงเรียนที่เขาอยู่มักจะล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้ชาย (ต่อมามัลลิแกนถูกจำคุกด้วยข้อหาดังกล่าว และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2010) ทำให้ที่นั่นกลายเป็นสถานที่ที่เขาพยายามหลีกหนี

“ตอนนั้นเราแทบไม่รู้เลย เราทุกคนอายุ 11 ปี เขาเป็นพวกใคร่เด็ก อย่างที่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่ใช่แค่ผม เขาพยายามแตะตัวพวกเรา และผมรู้ว่ามันไม่ใช่” เพาเวอร์ ย้อนความหลัง

“ผมรู้ว่าบางอย่างมันผิดปกติ แต่ผมก็ไม่ได้บอกพ่อกับแม่เรื่องนี้ ผมก็แค่โดดเรียนเอา”

การโดดเรียนทำให้เพาเวอร์ ได้พบกับ ทอมมี่ ดันน์ เด็กแถวบ้าน และด้วยความที่ไม่ได้เรียนหนังสือด้วยกันทั้งคู่ ทำให้พวกเขาหาเงินด้วยการใช้แรงงานอย่างการรับจ้างรื้อถอนอาคาร ไปจนถึงงานมิจฉาชีพ อย่างการหลอกขายน้ำมัน

เขาเคยติดคุกสั้น ๆ จากการขับรถทั้งที่ใบขับขี่ถูกระงับ และเคยไปต่อยมวยจนทำให้จมูกผิดรูป และได้รับฉายาว่า “Fat Neck” ขณะเดียวกันในตอนนั้น ก็เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าเขาสามารถแอบเข้าไปในเวทีต่อสู้โดยไม่ต้องซื้อตั๋ว เพียงแค่มีกระเป๋ากีฬาใบเดียวก็พอ

“นั่นคือหนึ่งในการโจรกรรมอันยอดเยี่ยมครั้งแรก ๆ ของผม” เพาเวอร์ กล่าว

แต่เขาก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ที่มีความฝันและสิ่งที่อยากทำ และดนดรีก็คือสิ่งนั้น ในช่วงทศวรรษที่ 1990s เขากับเพื่อนได้ก่อตั้งวงที่ชื่อว่า Happy Mondays ตามมาด้วย Black Grape และออกเล่นตามไนท์คลับทั่วแมนเชสเตอร์

เพาเวอร์บอกว่ามันคือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุด และรู้สึกว่าอยากจะร้องเพลงตลอดไป หากไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น

บาดเจ็บเปลี่ยนชีวิต

มันคือวันหนึ่งของปี 1996 เพาเวอร์ในวัย 29 ปี กำลังวิ่งด้วยความเร่งรีบไปหาแฟนสาวที่เขานัดไว้ในช่วงเย็น ด้วยความที่สายมากแล้ว เขาจึงแวะเข้าตู้โทรศัพท์เพื่อโทรบอกแฟนสาว

ขณะที่กำลังยกหูโทร เขากลับโดนชายที่สวมหน้ากากสกีกระชากตัวออกมา แล้วเอามีดพกไล่แทง จนเพาเวอร์ล้มลงกับพื้น เขาพยายามใช้ขาต่อสู้ แต่ไม่ไหว พวกมันฟันเขาจนเป็นแผล เลือดนองเต็มพื้น

“ผมพยายามใช้ขาเตะ แต่ขาทั้งสองข้างก็ถูกฟันจนแผลเหวอะหวะ” เพาเวอร์ ย้อนความหลังกับ The Athletic

เขาเดินโซซัดโซเซไปที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ ก่อนที่ตำรวจจะผ่านมาเห็น และนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลทันที แต่ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากสภาวะเลือดออกจนหมดตัวและมีแผลฉกรรจ์นับไม่ถ้วน ทำให้ต้องมาเข้ารับการผ่าตัดถึง 12 ครั้ง

โชคดีที่เขารอดมาได้ แต่โชคร้ายที่เขาต้องเลิกต่อยมวยและร้องเพลง และต้องนั่งรถเข็นไปอีกพักใหญ่ เขามีสถานะไม่ต่างจากคนพิการ สิ่งหล่านี้ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง เอาแต่นอนอยู่บนเตียงในบ้านและสูบกัญชาเพื่อให้รู้สึกดี

“แค่ลุกไปฉี่ยังทำไม่ได้ ทุกอย่างมันเสียหายไปหมด ผมเหมือนตกนรก แค่เช็ดก้นตัวเองก็ยากมากแล้ว” เขาอธิบาย

ในตอนนั้นเขาคิดว่าถ้าเขากลับมาเดินไม่ได้ ชีวิตเขาคงจบสิ้น แต่ในขณะที่กำลังหมดหวัง สายตาของเขาก็ไปสัมผัสกับสนามหญ้าสีเขียวของ นิวตัน ฮีธ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยใช้เป็นสนามเหย้า ก่อนย้ายไปเล่นที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 1910 เขาขอให้ดันน์ เพื่อนสมัยเด็ก เข็นรถพาเขาไปที่นั่น

อันที่จริง ดันน์ ตอนเด็กแสบอย่างไร โตมาก็ยังไม่เปลี่ยน เขามักใช้บัตรนักข่าวที่ขโมยมา แสร้งทำเป็นช่างภาพเข้าไปดูเกมเหย้าและเยือนของปีศาจแดงเสมอ และเคยถึงขั้นเข้าไปนั่งในห้องแถลงข่าว แล้วยิงคำถามใส่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ว่า “ถ้าหากได้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ จะเลือก แอนดี้ โคล มาติดทีมชาติหรือไม่ ?” มาแล้ว

ดันน์ บอกกับเพาเวอร์ว่า ให้เขาพยายามทำกายภาพเพื่อกลับมาเดินได้อีกครั้ง และหากเพาเวอร์ทำสำเร็จ เขาสัญญาว่าจะพาเพื่อนของเขาลงไปสัมผัสหญ้าในเกมสโมสรยุโรปอย่างแน่นอน

“ผมพูดได้เต็มปากว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือนักกายภาพของผม คุณก็รู้ว่าผมหมายความว่าอะไร การได้ทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนั้น ทำให้ผมกลับมาเดินได้” เพาเวอร์ กล่าว และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง

นักกีฬาปลอม 

คำสัญญาที่บอกว่าจะพาเพื่อนไปชมเกมสโมสรยุโรป สำหรับคนธรรมดาอาจจะเป็นการตีตั๋วเข้าไปชมเกมบนอัฒจันทร์ แต่ไม่ใช่แน่หากคำนั้นออกมาจากปากของ ทอมมี่ ดันน์ เพราะเขาจะพาเพาเวอร์ลงไปในสนามจริง ๆ

ภารกิจของพวกเขาล็อกเป้ายังเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องออกไปเยือน บาเยิร์น มิวนิค ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในเดือนเมษายน 2001 พวกเขาบินไปมิวนิคล่วงหน้าก่อนเกม เพื่อการล้อเล่นอันบ้าระห่ำนี้

ตอนแรก ดันน์ ตั้งใจจะให้เพาเวอร์สวมหน้ากาก เอริค คันโตนา ตำนานนักเตะปีศาจแดง แต่เนื่องจากเกมนี้ ประธานาธิบดีของเยอรมันเข้ามาชมเกมด้วย ทำให้มีสไนเปอร์ประจำการอยู่บนหลังคา พวกเขาจึงต้องล้มเลิกแผนนี้ไป เพราะอาจจะโดนสอย เนื่องจากคิดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

ก่อนเกมไม่ถึงชั่วโมง ดันน์ ก็สามารถพาเพาเวอร์เข้ามาในตัวสนามได้สำเร็จ ด้วยบัตรนักข่าว และในตอนที่ทีมกำลังไปตั้งแถวถ่ายรูปหมู่ เพาเวอร์ ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมชุดแข่งเต็มยศ โดยด้านหลังสกรีนเบอร์ 7 พร้อมด้วยชื่อคันโตนา ร่วมเฟรมถ่ายรูปกับเหล่านักเตะปีศาจแดง

แกรี่ เนวิลล์ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น แต่ไม่ทันการณ์ ช่างภาพได้ลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพไปเป็นที่เรียบร้อย นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้ยืนเคียงข้างกับเหล่านักเตะระดับโลกและเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก แม้จะแค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม

“เขาชี้มาที่ผมแล้วถามว่า ‘นั่นใครอ่ะ ?’ ผมก็บอกกับเขาไปว่า ‘หุบปากแกรี่ นายปากโป้งไปแล้ว ผมกำลังทำสิ่งนี้เพื่อคันโตนา'” เพาเวอร์ กล่าวกับ The Guadian

หลังจากนั้น เพาเวอร์ ก็โด่งดังเป็นพลุแตก The Sun สื่อชื่อดังของอังกฤษพาดหัวว่า “WHO’S THAT MAN U ?” รูปของเขาได้รับความสนใจไปทั่วโลก มีรายการโทรทัศน์เข้ามาขอสัมภาษณ์มากมาย รวมถึงถูกขอลายเซ็นจากแฟนปีศาจแดง ราวกับเป็นนักเตะอาชีพจริง ๆ

อย่างไรก็ดี เกม แมนฯ ยูไนเต็ด กับ บาเยิร์น เป็นแค่ปฐมบทเท่านั้น เมื่อหลังจากนั้น เพาเวอร์ และ ดันน์ ร่วมกันวางแผนปลอมตัวเป็นนักกีฬาเพื่อลงไปในสนามอีกหลายครั้ง

ยกตัวอย่างเช่น ปลอมตัวเป็นนักคริกเก็ตเพื่อลงไปตีให้ทีมชาติอังกฤษ ในเกมพบกับออสเตรเลีย หลังจากเหตุการณ์ใน โอลิมปิก สเตเดียม ไม่กี่เดือน พวกเขาใช้วิธีแต่งตัวให้ดูภูมิฐานและทำทีเป็นนักธุรกิจ ทำเป็นคุยโทรศัพท์แล้วเดินเนียนเข้าไปในสนาม

“เมื่อคุณสวมสูทและถือโทรศัพท์ คุณก็จะล่องหนได้” ดันน์ กล่าวในการสัมภาษณ์ทาง YouTube ทว่าครั้งนี้ แม้ว่า เพาเวอร์ จะลักลอบเข้ามาในสนามหญ้าผ่านทางห้องน้ำของสื่อได้ แต่เขาดันทำความแตกเสียเอง โดยเผลอถอดหมวกกันน็อกรับโทรศัพท์ในสนาม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เรียกเสียงฮา และเสียงปรบมือจากคนทั้งอัฒจันทร์ รวมไปถึงตำรวจในวันนั้นได้อีกด้วย

“ผมอยู่บนที่นั่งชั้นบนและคิดว่ามันตลกดี มันดูเหมือนเป็นการหลอกที่มากขึ้น และก็ได้ขึ้นหนังสือพิมพ์หน้า 1 อีกครั้ง” เดรค ฮอดจ์สัน นักข่าวของ The Independent ที่อยู่ในเหตการณ์วันนั้นบรรยาย

ทว่าหลังจากเดือนกันยายน 2001 การล้อเล่นของเขาก็ดูจะยากขึ้น

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo