ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 2

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 2

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 2

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 2

ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา Part 2

กล้าและซ่า (อีกหลายครั้ง)

11 กันยายน 2001 ได้เกิดเรื่องช็อกโลกขึ้น เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบิน ก่อนจะขับไปชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ กลางมหานครนิวยอร์ก จนพังถล่มลงมา และมีผู้เสียชีวิตถึง 2,700 คน

เหตุวินาศกรรม ครั้งนั้นทำให้คนทั้งโลกตกอยู่ในความหวาดระแวง ผู้จัดการ แข่งขันกีฬา จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย ทั้งตั๋วและกระเป๋าจะถูกตรวจอย่างละเอียด ซึ่งมันก็ทำให้ ดันน์ และ เพาเวอร์ ต้องเผชิญกับความยากลำบาก

แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาล้มเลิก หลังจากที่ไม่ได้ล้อเล่นมานานถึง 8 เดือน เพาเวอร์ และ ดันน์ ก็เริ่มแผนการใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้ก็คือการแข่งขันรักบี้ 6 ชาติ ระหว่างอังกฤษและอิตาลี ภายใต้โค้ดเนม “อิตาเลียนจ็อบ”

พวกเขาเริ่มแผนด้วยวิธีคล้ายกับแบบเดิม นั่นคือให้ ดันน์ แสร้งเป็นนักข่าว The Sun ไปเอาเอี๊ยมสื่อออกมาสองตัว แล้วพาเพาเวอร์ เข้าสนามด้วยเอี๊ยมตัวนั้น จากนั้นก็ให้เพื่อนของเขาเปลี่ยนเป็นชุดนักรักบี้ลงไปในสนาม

อย่างไรก็ดี ครั้งนี้ดูจะผิดแผนไปพอสมควร เมื่อเพาเวอร์ซึ่งสวมเสื้อหมายเลข 69 ลงไปในสนามเร็วเกินไป แถมยังออกไปผิดฝั่ง ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นการเต้นฮากาของเขา และต้องกลับบ้านไปด้วยความผิดหวัง

แถมพอกลับมาถึงบ้าน เขายังถูก คาเรน ภรรยาไล่ออกจากบ้าน เนื่องจากถูกมองว่าไม่ยอมทำการทำงาน ทั้งยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการล้อเล่นที่เธอมองว่ามันไร้สาระ ทั้งที่เขามีครอบครัวและลูกสาวอีกหนึ่งคนต้องรับผิดชอบ

ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขายอมแพ้ เดือนมิถุนายน 2002 ดันน์ และ เพาเวอร์ กลับมาปฏิบัติการต่อ โดยมี วิมเบิลดัน การแข่งขันเทนนิสที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษและของโลกเป็นเป้าหมาย

ครั้งนี้พวกเขาตั้งใจว่าภารกิจของพวกเขาจะต้องเป็นที่จดจำให้ได้ โดยดันน์ ลาก ทอมมี่ จูเนียร์ ลูกชายของเขามาร่วมด้วย พวกเขากลับมาใช้ทริคโทรศัพท์ และผ่านการ์ดของสนามเข้าไปใน ออล อิงแลนด์ ลอนเทนนิส คลับ อย่างง่ายดาย

“ตอนนั้นมีคนมากางเต็นท์อยู่ข้างนอกเป็นวัน ๆ เพื่อรอเข้าไปชมเกม แต่เราเข้าไปได้ด้วยการใช้ทริคคุยโทรศัพท์”  เพาเวอร์ ย้อนความหลังกับ The Athletic

ดันน์ วางแผนว่าจะให้ เพาเวอร์ และลูกชายของเขาลงไปตีเทนนิสที่คอร์ตหลัก ในเกมที่ ทิม เฮนแมน นักเทนนิสชาวอังกฤษลงแข่ง แต่ครั้งนี้ดูจะยากกว่าเก่า เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่กันเต็มสนาม โดยเฉพาะทางเข้าห้องแต่งตัวของผู้เล่น  เขาจึงเปลี่ยนแผนด้วยการให้ เพาเวอร์ และ ทอมมี่ จูเนียร์ ไปนั่งอยู่ใกล้กับคอร์ต แล้วจึงเริ่มแผน ด้วยการที่ดันน์ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนสั่งผู้ชมคนอื่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อปล่อยให้เพื่อนและลูกชายของเขา ปีนข้ามรั้วลงไปตีเทนนิสในชุดเทนนิสยับยู่ยี่และไม้ราคาถูกได้สำเร็จ

“เดี๋ยวก่อน ผมคิดว่าเรามีแขกสองคนอยู่บนคอร์ตในตอนนี้” ซู เบคเดอร์ อดีตนักเทนนิสและผู้บรรยายของ BBC ในวันนั้นกล่าว

“ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขามาจากไหน และผมก็ไม่ชัวร์ว่าพวกเขาจะอยู่ที่นั่นได้นานแค่ไหน”

เขาตีอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินออกจากสนามท่ามกลางเสียงเชียร์ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขนาบข้าง และหลังจากวันนั้น เขาก็ตกเป็นข่าวพาดหัวทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์สมใจ

“การได้ลงไปเล่นในเซ็นเตอร์คอร์ตของวิมเบิลดัน ได้รับการปรบมือจากที่นั่งของราชวงศ์ นั่นมีความหมายมากสำหรับผม” เพาเวอร์ เผยความรู้สึกในตอนนั้น

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา

กระแสตีกลับ

แม้ว่าการล้อเล้นของเขาจะเรียกเสียงฮาจากคนในสนามได้แทบทุกครั้ง แต่สำหรับผู้จัดการแข่งขันนั้นรู้สึกตรงกันข้าม เช่นเดียวกับทางสมาคมเทนนิสแห่งสหราชอาณาจักร ที่บอกว่า เพาเวอร์ อวดดี และจะทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมกว่านี้

หากแฟนกีฬาจำกันได้ วงการเทนนิสเคยเจอกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่านี้มาแล้วในปี 1993 เมื่อ โมนิก้า เซเลส ถูกชายสติไม่ดีที่เป็นแฟนคลับของ สเตฟฟี่ กราฟ บุกเข้ามาแทงถึงในคอร์ตระหว่างพักการแข่งขัน จนต้องพักยาวไปเป็นปี และเมื่อ เซเลส ถูกถามถึงการกระทำของเพาเวอร์ เธอบอกว่าไม่ได้ดูเกมในวันนั้น แต่สีหน้าดูเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดระหว่างตอบคำถาม

สุดท้ายกระแสลมก็เริ่มเปลี่ยนทิศ เพาเวอร์ ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการกระทำของเขา Daily Mail สื่อดังของอังกฤษ พาดหัวว่า “เขากำลังเล่นอะไรอยู่ ?” บทความดังกล่าวยังอ้างว่า เพาเวอร์ โกงเงินโดยใช้ประโยชน์จากสถานะคนพิการ

“เขาได้รับเงินสนับสนุน 53.95 ปอนด์ เบี้ยประกันผู้พิการ 23 ปอนด์ และเงินช่วยเหลือผู้พิการขั้นรุนแรง 42.25 ปอนด์” บทความระบุ

แต่เขาก็แย้งว่ามันไม่เป็นความจริง และบอกว่า Daily Mail โจมตีเขาเพียงเพราะเขาไม่ยอมให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับสื่อเจ้านี้ และตั้งใจที่จะล้อเล่นต่อไป แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย

สำหรับภารกิจสุดท้ายในเดือนกรกฎาคม 2002 พวกเขาเลือกการแข่งขัน ฟอร์มูลา วัน รายการ บริติช กรังด์ปรีซ์ ที่ ซิลเวอร์สโตน เซอร์กิต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่มีระบบความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุด ว่ากันว่า เบอร์นี่ เอลเคิลสโตน ประธาน F1 ในตอนนั้นจ่ายเงินไปถึง 10 ล้านปอนด์ สำหรับค่ารักษาความปลอดภัย

“แต่เราก็ฉีกมันทิ้งภายในสองนาที” เพาเวอร์ กล่าวแบบติดตลก

พวกเขาวางแผนด้วยการชื้อชุดนักแข่งเอาไว้สำหรับพวกเขาสามคน และตั้งใจจะขึ้นไปเปิดแชมเปญบนโพเดียม เขาเข้ามาในสนามโดยปลอมสติกเกอร์ของเจ้าหน้าที่ และเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ และรอจังหวะรถเข้าเส้นชัย

จากนั้น เมื่อ รปภ. เผลอ เขาก็รีบเดินไปที่โพเดียมแล้วเต้นแบบไอริชบนนั้น ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนตรงนั้น รวมถึงช่างภาพที่พากันแชะรูปเขากำลังเปิดแชมเปญอย่างสนุกสนาน ก่อนจะถูก รปภ.พาตัวออกไป

“เราอยู่บนโพเดียมของฟอร์มูล่าวันพร้อมกับแชมเปญ สำหรับผม มันเหมือนกับเราทำสำเร็จ เราทำในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ โชว์สุดโลดโผนระดับโลก 5 ครั้ง และเราก็ทำมันสำเร็จ ให้ตายเถอะ มันคือเรื่องที่น่าทึ่งเมื่อคิดถึงมัน และฟุตเทจนั่นก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดี” เพาเวอร์ กล่าวกับ The Athletic

ว่าแต่ฟุตเทจที่เขาว่านั้นคืออะไร ?

คนด่าทั้งประเทศ

หลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการที่ซิลเวอร์สโตน คนทั้งอังกฤษก็ได้รู้ว่า สิ่งที่เพาเวอร์และพวกทำอีก 4 ครั้งหลังจากเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือภารกิจที่เขาได้รับจากผู้ผลิตรายการทีวีที่ชื่อว่า Zigzag ทำให้ทุกการกระทำของพวกเขามีฟุตเทจวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน

รายการนี้มีชื่อว่า Britain’s Favourite Hoaxer ที่นำเสนอในรูปแบบสารคดี และออกฉายทางช่อง 4 ของอังกฤษ และมันทำให้พวกเขาโด่งดังเป็นพลุแตกอีกครั้ง หลังมีผู้ชมหลายล้านคนได้เห็นการล้อเล่นของพวกเขาผ่านหน้าจอโทรทัศน์

ตอนนั้น Zigzag มองว่าพวกเขาน่าจะทำเงินได้มากโขจากรายการนี้ ทว่ากลับตรงกันข้าม เมื่อรายการออกอากาศกลับมีเสียงก่นด่าจากทั่วสารทิศ บริษัทต้องเสียค่าปรับไปเป็นจำนวนไม่น้อย ส่วน ดันน์ ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

แต่เหมือนพวกเขายังไม่เข็ด ในเดือนเมษายน 2003 เพาเวอร์, ดันน์ และเพื่อนของเขาอีก 8 คนถูกจับ หลังบุกรุกเข้าไปในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับ ลิเวอร์พูล เพื่อหวังเลียนแบบการทำประตูของ ดิเอโก ฟอร์ลัน ที่ยิงลอดขา เจอร์ซี่ ดูเด็ก ในเกมแดงเดือดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้า แต่ก็ต้องมาฟังผลการแข่งขันจากในห้องขัง รวมถึงถูกทีมรักของเขาสั่งแบนห้ามเข้าสนามตลอดชีวิต

นอกจากนี้ หลังจากนั้น เพาเวอร์ และ ดันน์ ยังไปก่อเรื่องทำลายข้าวของบนสำนักงานของ Zigzag และถูกตัดสินว่ามีความผิดสองข้อหา แต่โชคดีที่ไม่ถึงกับต้องถูกจำคุก แต่ในปี 2005 เพาเวอร์ ก็ไม่รอด เมื่อถูกศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน จากข้อหาโกงเงินเป็นจำนวน 26,000 ปอนด์

“คุณถูกจับเพราะความโอหังของคุณเอง การเสพติดการเป็นที่สนใจด้วยการเอาชนะระบบความปลอดภัยในการแข่งขันกีฬา” ศาลบอกกับเขา

ปัจจุบัน ดันน์ ยังอยู่ในวงการสื่อ เขากลายเป็นคนขี้เล่นแบบเต็มตัว หลังเปิดช่อง YouTube ชื่อว่า Troll Station โดยมีผู้ติดตามมากขึ้น 1.5 ล้านคน เขามักจะล้อเล่นในงานที่มีการถ่ายทอดสดอย่าง Miss World หรือ Brit Awards

ส่วน เพาเวอร์ ได้กลับไปทำในสิ่งที่เขารักมาตลอด นั่นคือดนตรี เขามีสตูดิโอเป็นของตัวเอง และเป็นผู้จัดการวงร็อกอินดี้ที่มีชื่อว่า Antiblowbacktechnology รับงานแสดงและงานโทรทัศน์ รวมทั้งมีช่อง YouTube ของตัวเองชื่อว่า  MMTVManchester

นอกจากนี้เขายังตอบแทนสังคมด้วยการรับหน้าที่ช่วยเหลือคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต รวมไปถึงการช่วยวางแผนคอนเสิร์ตการกุศล แน่นอนว่ามันจริงจัง ไม่มีอะไรแผลง ๆ เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว

แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เพาเวอร์ ก็ยอมรับว่าคงไม่มีครั้งไหนที่ยอดเยี่ยมไปกว่าตอนที่เขาปลอมตัวเป็นนักเตะ ปีศาจแเดงลงไปถ่ายรูปหมู่ที่มิวนิคอีกแล้ว

“มันยังคงเป็นวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของผมจนถึงวันนี้” เพาเวอร์ กล่าว

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo