ปีศาจแดงคว้าชัย

ปีศาจแดงคว้าชัย

ปีศาจแดงคว้าชัย

ปีศาจแดงคว้าชัย

ปีศาจแดงคว้าชัย

เกมพรีเมียร์ลีกนัดเปิดฤดูกาล 2021-22 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ต้องบอกเลยว่ามันคือการเริ่มต้นซีซั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่แฟนบอลปีศาจแดงจะคาดหวังได้เลยทีเดียว
พวกเขาเปิดตัวปราการหลังคนใหม่ ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่ดีสุดของโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่าง ราฟาแอล วาราน พร้อมเสื้อหมายเลข 19 ต่อหน้าแฟนบอลเต็มสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อย่างเซอร์ไพรส์

บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยังคงแสดงให้เห็นว่าเขาพึ่งพาได้เสมอ แน่นอนว่าเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโปรตุเกสคือพระเอกของทีมที่แฟนปีศาจแดงคุ้นเคยมาตลอดว่าเขามักจะเป็นคนที่เล่นได้เด่นที่สุดมานานกว่า 1 ปี แต่การทำแฮตทริกแรกภายใต้เครื่องแบบสโมสร โดยมาจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ล้วนๆ ต่อหน้าแฟนบอลเต็มความจุในโรงละครแห่งความฝัน มันพิเศษกว่าทุกเกมที่ผ่านมา
ปอล ป็อกบา ยังเล่นด้วยสีหน้าท่าทางที่มีความสุขกับทีม ถึงแม้อนาคตของเขากับ แมนฯ ยูไนเต็ด จะยังไม่แน่นอน แต่ความเป็นมืออาชีพในสนามของเขายังยอดเยี่ยม ก่อนจะทำสิ่งที่ไม่เคยมีนักเตะผีแดงคนไหนในยุคพรีเมียร์ลีกทำได้ ด้วยการเหมาคนเดียว 4 แอสซิสต์ ภายในช่วงเวลาห่างกันในเกมเพียง 38 นาที
แม้กระทั่งกองกลางที่อาจยังมีแฟนผีบางส่วนร้องยี้อย่าง เฟร็ด ยังเติมขึ้นไปมีชื่อทำประตูได้ ด้วยการซัดประตูปิดท้ายของเกม
นักเตะที่แฟนบอลเฝ้ารอให้ลงเล่นให้ทีมมานานอย่าง เจดอน ซานโช่ ก็ได้ประเดิมโชว์ตัวในสนามอย่างเป็นทางการนัดแรกในครึ่งหลัง แม้จังหวะการเล่นจะยังดูไม่เข้าที่นัก แต่เชื่อได้เลยว่าเขาจะเป็นกำลังหลักในการพาทีมลุ้นแชมป์ตลอดซีซั่นนี้

การเปิดบ้านถล่มทีมที่ไม่ธรรมดาอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ยับเยินถึง 5-1 ยังมากพอให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทะยานรั้งอันดับ 1 ของตารางตั้งแต่สัปดาห์แรกของฤดูกาล เพราะมันทำให้ผลต่างประตูได้-เสีย เหนือกว่าคู่ปรับสำคัญทั้ง เชลซี และ ลิเวอร์พูล ที่ประเดิมเก็บชัยชนะสวยหรูได้เช่นกันในคืนวันเสาร์
ถ้าหากคืนวันอาทิตย์ ไม่มีทีมไหนที่ชนะคู่แข่งขาดลอยด้วยการยิงถึง 5 ประตู ตำแหน่งจ่าฝูงประจำเกมวีคแรกของซีซั่น 2021-22 จะเป็นของทีมปีศาจแดงทันที

แน่นอนว่าการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เขาตัดสินกันที่การเป็นอันดับ 1 เมื่อจบเกมนัดที่ 38 ไม่ใช่ดูว่าใครนำจ่าฝูงในเกมวีคแรก
แต่ถึงอย่างนั้น สถิติก็ระบุว่าในรอบ 8 ฤดูกาลหลังสุด ที่ลีกสูงสุดอังกฤษไม่มีกุนซือที่ชื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทีมที่จะคว้าแชมป์ในบั้นปลายได้ ล้วนเป็นทีมที่ได้ 3 คะแนนเต็มตั้งแต่เกมนัดเปิดสนามทั้งหมด

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ มานูเอล เปเยกรินี่ ออกสตาร์ทซีซั่น 2013-14 ด้วยการเปิดบ้านถล่ม นิวคาสเซิ่ล 4-0
เชลซี ฤดูกาล 2014-15 ขึ้นนำจ่าฝูงตั้งแต่วีคแรกด้วยการบุกไปชนะ เบิร์นลี่ย์ ที่ เทิร์ฟ มัวร์ 3-1 ก่อนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ จะนำทีมคว้าแชมป์ได้แบบม้วนเดียวจบ
เลสเตอร์ ซิตี้ 2015-16 ชุดสร้างปาฏิหาริย์ช็อคโลก ก็ประเดิม 3 แต้มแรกของฤดูกาลนั้นอย่างเร้าใจด้วยการเปิดบ้านชนะ ซันเดอร์แลนด์ 4-2
เชลซี ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ก่อนจะค้นพบจุดเปลี่ยนสำคัญที่พาทีมสู่แชมป์ฤดูกาล 2016-17 ด้วยการปรับแท็กติกเป็นแผน 3-4-3 ในเดือนตุลาคม พวกเขาเริ่มต้นซีซั่นนั้นด้วยระบบ 4-1-4-1 ก่อน และเปิดบ้านเฉือนชนะ เวสต์แฮม ได้ 2-1 ในเกมแรก

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชุดสร้างประวัติศาสตร์กวาด 100 แต้มในฤดูกาล 2017-18 ก็ประเดิม 3 คะแนนแรกด้วยการบุกอัด ไบรท์ตัน 2-0 ก่อนที่ซีซั่นถัดมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะพาทีมเริ่มต้นเส้นทางป้องกันแชมป์ ด้วยการบุกไปชนะ อาร์เซน่อล ถึง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 2-0 อีกครั้ง
ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งคว้าแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 30 ปีในฤดูกาล 2019-20 ก็ออกสตาร์ทซีซั่นนั้นด้วยฟอร์มน่าเกรงขาม ด้วยการถล่ม นอริช ซิตี้ ยับเยิน 4-1 ที่แอนฟิลด์
ขณะที่ฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ แมนฯ ซิตี้ อีกรอบ ทีมเรือใบสีฟ้าก็ออกซองด้วยการบุกไปทุบ วูล์ฟแฮมป์ตัน 3-1
สำหรับทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ ที่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทั้งที่พบกับความปราชัยในนัดแรก ก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คุมโดย เซอร์ อเล็กซ์ เองนั่นแหละ โดยซีซั่น 2012-13 พวกเขาประเดิมด้วยการบุกแพ้ เอฟเวอร์ตัน 1-0 ที่ กูดิสัน พาร์ค ก่อนจะยกระดับติดเครื่องเก็บแต้มรัวๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ผมไม่ได้จะบอกว่าทีมที่โชว์ฟอร์มโหดที่สุดในเกมนัดเปิดฤดูกาลจะต้องคว้าแชมป์แน่ๆ แต่เราน่าจะพอมองเห็นได้เช่นกันว่า 3 แต้มในเกมประเดิมคือเรื่องสำคัญมากต่อการลุ้นแชมป์ลีกในระยะยาว
การได้รู้จักกับชัยชนะแต่เนิ่นๆ มันจะช่วยให้คุณสัมผัสถึงความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อทีมเล่นได้อย่างมั่นใจ โอกาสจะทำผลงานให้ดีก็ย่อมมีมากกว่าออกสตาร์ทซีซั่นแบบทุลักทุเล ขณะที่แฟนบอลเมื่อเห็นทีมยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีในลีก ก็จะติดตามเชียร์แบบศรัทธาทีมรักและกุนซือของพวกเขามากขึ้น
แน่นอนว่าไม่มีทีมไหนสามารถชนะรวดได้ทุกนัด แต่สิ่งสำคัญของการลุ้นแชมป์ลีก คือการช่วงชิงจังหวะทำอันดับให้ดีกว่าคู่แข่งแบบมาราธอน
ทีมที่หวังลุ้นแชมป์จริงๆ ยังไม่ควรสะดุดโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกมในบ้าน และการเก็บคะแนนให้ได้เยอะๆ ในช่วงออกสตาร์ท ซึ่งถือเป็นจุดที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้ไม่ดีพอเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ซีซั่นก่อน ทีมปีศาจแดงออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยการแพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบที่ไร้แฟนบอลเข้าชม ก่อนที่อีก 2 สัปดาห์ถัดมาจะโดน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ บุกถล่มเละเทะ 1-6
กว่าที่ทีมปีศาจแดงจะชนะเกมเหย้านัดแรกในลีก ต้องรอจนถึงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่เฉือน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-0 จากลูกจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส
ถึงแม้ในเดือนมกราคม โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ จะมีช่วงเวลาที่พาทีมขึ้นไปสูดอากาศบนตำแหน่งจ่าฝูงให้เห็น แต่เพราะการทำแต้มสะดุดมากเกินไปในช่วงต้นซีซั่นนั่นแหละ ที่ทำให้ช่องว่างที่นำทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ปลอดภัยมากพอ จนโดนคู่ปรับร่วมเมืองพลิกแซงยึดหัวตารางแทนอย่างรวดเร็ว
ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เข้าป้ายอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก 2020-21 ได้สำเร็จ ต้องยกเครดิตให้ฟอร์มการเล่นเกมเยือนที่ยอดเยี่ยม แต่เพราะผลงานในบ้านที่ไว้ใจไม่ค่อยได้ และปิดเกมเพื่อเก็บชัยชนะในนัดที่ควรจะได้ไม่ดีพอนั่นแหละ คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงจบซีซั่นด้วยการตามหลังทีมแชมป์อย่าง แมนฯ ซิตี้ ถึง 12 คะแนน

การได้กลับมาเล่นต่อหน้าแฟนบอลเต็มสนามอีกครั้ง คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ทีมที่เป็นเจ้าบ้านดูจะมีความได้เปรียบเพิ่มขึ้นมหาศาลจากปีก่อนที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ลงแข่งในเกมที่ไร้แฟนบอลเข้าชม

ฤดูกาล 2020-21

คือซีซั่นเดียวในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่ทีมเยือนมีสถิติคว้าชัยชนะเยอะกว่าทีมเหย้าจากโปรแกรมทั้งหมด 380 แมตช์ โดยตลอดทั้งฤดูกาล มีเกมที่จบลงด้วย 3 คะแนนเต็มของเจ้าบ้านแค่ 144 นัด ส่วนทีมเยือนชนะได้ถึง 153 นัด ขณะที่อีก 83 เกมจบลงด้วยผลเสมอ
แต่แค่สัปดาห์แรกของฤดูกาลใหม่ ที่คืนวันศุกร์และวันเสาร์มีเตะรวมกันไปแล้ว 8 คู่ ทีมเหย้าสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 6 ทีม ส่วนทีมที่แพ้คาบ้านมีแค่ 2 ทีมเท่านั้น
การที่แฟนบอลสามารถกลับเข้าสนามที่อังกฤษได้แบบเต็มความจุ เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลอังกฤษประกาศยกเลิกล็อคดาวน์ทั้งหมดมาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม เพราะสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นจากเดิมมาก
โดยปัจจุบัน สหราชอาณาจักรใช้วัคซีน 3 ชนิดในการฉีดให้ประชาชนฟรี ได้แก่ ไฟเซอร์, โมเดอร์นา และ แอสตร้าเซเนก้า โดยประชาชนกว่า 70% ของประเทศได้รับวัคซีนกันไปแล้วไม่น้อยกว่า 1 โดส
แม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่อังกฤษจะไม่น้อยกว่า 20,000 คน แต่ยอดผู้เสียชีวิตต่อวันในช่วงหลังไม่เกิน 100 คน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าคนที่นั่นได้ใช้ชีวิตตามปกติแบบไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้สวมหน้ากากอีกแล้ว
นี่คือสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า การเร่งจัดการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพระดับสูงให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน คือเรื่องสำคัญ และจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมต่างๆ เพื่อฟื้นฟูประเทศได้ดีขนาดไหนกลับมาว่ากันที่เรื่องของฟุตบอลกันต่อ ต้องบอกว่า

สาเหตุที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประเดิมฤดูกาลอย่างสวยหรู มีหลักๆ 5 ปัจจัยด้วยกัน

1. ความคึกคักที่ได้เล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 70,000 คนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง

2. ลีดส์ ยูไนเต็ด ของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เล่นได้แบบไม่รัดกุมพอ และพลาดเสียบอลกลางสนามง่ายเกินไปหลายครั้ง
สาเหตุสำคัญที่เป็นแบบนั้น ผมมองว่าเป็นเพราะ อิลลัน เมสลิเย่ร์ นายด่านชาวฝรั่งเศสเตะเปิดเกมได้ย่ำแย่มากๆ (สถิติการผ่านบอลให้เพื่อนสำเร็จแค่ 56.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่แย่มากสำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตู)
นอกจากนั้นแล้ว การที่ คาลวิน ฟิลลิปส์ มีชื่อเป็นแค่ตัวสำรอง เพราะมีระดับความฟิตยังไม่พอจะลงตัวจริง เนื่องจากกลับมารายงานตัวซ้อมช้ากว่าใครเพื่อน เพราะได้พักยาวจากที่ไปกรำศึกหนักให้ทีมชาติอังกฤษในศึกยูโร 2020 ก็ทำให้เกมแดนกลางของ ลีดส์ มีคุณภาพด้อยลงด้วย

3. ทีม ปีศาจแดงคว้าชัย เน้นการเข้าทำที่รวดเร็ว และเน้นหาโอกาสจบสกอร์ทันทีที่มีโอกาส โดยไม่จำเป็นต้องเคาะบอลหลายจังหวะทั้ง 5 ประตูที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จู่โจมขึ้นหน้าทันทีเมื่อนักเตะตัวรุกมีพื้นที่ว่าง และใช้การต่อบอลไม่กี่จังหวะก่อนยิงประตูทั้งนั้น

4. ฟอร์มสุดยอดของ 2 นักเตะระดับโลกประจำทีมอย่าง ปอล ป็อกบา และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ชนิดที่ว่าไม่ว่าใครได้รางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ก็ไม่ค้านสายตาทั้งนั้น
ป็อกบา ที่ทำคนเดียว 4 แอสซิสต์ คือผู้เล่นที่สร้างโอกาสเข้าทำมากที่สุดของเกม (5 ครั้ง) ทีเด็ดคือการเป็นนักเตะที่ผ่านบอลเข้าสู่แดนสุดท้ายของฝั่งตรงข้ามมากที่สุด (19 ครั้ง) โดยการจ่ายบอลยาว 6 ครั้ง เข้าเป้าถึง 5 หน การออกบอลของเขาในเกมนี้ระดับโลกมากๆ
ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก็จบสกอร์ได้อย่างเฉียบขาด เขาคือนักเตะที่ได้โอกาสลุ้นยิงประตูมากที่สุดในสนาม (4 ครั้ง) แต่ 3 หนในจำนวนนั้นไปจบลงที่ก้นตาข่าย
โดยที่การจ่ายบอลได้-เสียของ บรูโน่ ยังทำได้ดี เกมนี้เขาผ่านบอลทั้งสั้นและยาวรวมกัน 28 ครั้ง เข้าเป้าถึง 21 หน โดยเป็นการสร้างโอกาสยิงให้เพื่อนถึง 3 ครั้ง เป็นรองแค่ ป็อกบา คนเดียว

5. ทีมเวิร์คของลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์
11 ตัวจริงที่ลงสนามเกมนี้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือนักเตะที่เล่นด้วยกันมานานกว่า 18 เดือน และเล่นด้วยระบบที่เข้าขารู้ใจกันดีอย่าง 4-2-3-1
อย่างไรก็ตาม มันคือ 4-2-3-1 ที่มีคุณภาพมากขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเตะตัวรุกแต่ละคนวิ่งสอดประสานสลับตำแหน่งกันได้ดี โดยไม่ได้ประจำการแค่ตำแหน่งที่ถูกจัดบนกระดานเท่านั้น คู่หูตรงกลางสนามอย่าง เฟร็ด และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ แม้จะมีช่วงเวลาปรีซีซั่นไม่มากนัก แต่ 2 คนนี้คือคู่มิดฟิลด์ที่เข้าขากันได้เป็นอย่างดี จนเป็นแรงสนับสนุนให้แนวรุกทั้ง ป็อกบา, บรูโน่, เมสัน กรีนวู้ด รวมถึง แดเนียล เจมส์ เล่นกันได้อย่างมีอิสระด้วย
ในจำนวนนี้ คนเดียวที่ดูจะยังทำผลงานไม่ค่อยน่าไว้ใจนักคือ แดเนียล เจมส์ แม้จะมีความขยันและความเร็วเป็นจุดขาย แต่ “คลาส” ของเขาคือสิ่งที่เป็นขีดจำกัด การตัดสินใจ และเซ้นส์การยืนตำแหน่งหลายๆ ครั้งของเขา ไม่ได้ทำให้ทีมมีโอกาสที่ดีพอในการลุ้นประตู

เชื่อว่าในเร็วๆ นี้ เมื่อถึงเวลาที่ เจดอน ซานโช่ พร้อมยึดตัวจริงเต็มตัว หรือตอนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ เอดินสัน คาวานี่ ฟิตสมบูรณ์กลับมาพร้อมช่วยทีม โอกาสในการเป็นตัวจริงของปีกทีมชาติเวลส์คงเหลือไม่มากเท่าไรแน่ เพราะ อองโตนี่ มาร์กซิยาลกับ เจสซี่ ลินการ์ด ก็พร้อมร่วมแย่งตำแหน่งในแนวรุกด้วย
ส่วนแผงหลังเมื่อมี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนสั่งการ โดยมี ลุค ชอว์ ที่กลายเป็นแบ็กซ้ายระดับท็อปก็ถือว่าไว้ใจได้ แม้กระทั่งเซนเตอร์แบ็กที่กำลังจะกลายเป็นตัวสำรองอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ยังเป็นอีกคนที่เล่นได้โดดเด่นจากเกมเมื่อคืน

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo