ปล่อยมุกพร้อมถือไม้เท้าคุมทีม

ปล่อยมุกพร้อมถือไม้เท้าคุมทีม

ปล่อยมุกพร้อมถือไม้เท้าคุมทีม

ปล่อยมุกพร้อมถือไม้เท้าคุมทีม

ปล่อยมุกพร้อมถือไม้เท้าคุมทีม

เคลาดิโอ รานิเอรี่ เฮดโค้ชคนใหม่ของ วัตฟอร์ด ยืนยันยังไม่มีแผนอำลาอาชีพกุนซือ หลังจากกลับมาทำงานในพรีเมียร์ลีกหนที่สี่ในวัยเข้าใกล้ 70 ปี รานิเอรี่ กำลังจะอายุครบ 70 ปีเต็มวันที่ 20 ตุลาคมนี้ แต่ยังคงมีไฟและอยากกลับมาทำงานในอังกฤษอีกครั้ง จึงตอบรับข้อเสนอของ วัตฟอร์ด ที่รู้จักกับครอบครัว ปอซโซ่ ประธานสโมสร เป็นอย่างดี

ก่อนหน้าเกมประเดิมคุมทีมที่จะเปิดรัง วิคาเรจ โร้ด รับการมาเยือนของทีมแกร่ง ลิเวอร์พูล วันเสาร์นี้ รานิเอรี่ ถูกถามเรื่องอนาคตการทำงานโค้ช เนื่องด้วยอายุอานามที่มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก

“ผมเบื่อมากถ้าไม่ได้อยู่กับฟุตบอล ผมรักฟุตบอล ผมรักชีวิต แล้วทำไมจะทำแบบนั้นไม่ได้ละ?”

“70 หรือบางทีอาจจะ 80 ทำไมจะเป็นไปไม่ได้? ผู้จัดการทีมที่แก่ที่สุดในอังกฤษ บางทีอาจจะต้องเดินด้วยไม้เท้า แต่สมองเป็นเรื่องสำคัญ และสมองยังคงหนุ่มแน่น”

“ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด ด้วยสปิริตในงานของผม และผมมีความสุข ประธานสโมสรก็รู้จักผมเป็นอย่างดี” รานิเอรี่ กล่าว

เคลาดิโอ รานิเอรี ผู้จัดการทีมคนใหม่ของวัตฟอร์ด ทีมในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าเขาจะทำลายสถิติเป็นกุนซืออายุมากที่สุดที่คุมทีมในลีกสูงสุดแดนผู้ดีคนใหม่ แทนที่สถิติเดิมของ “ปู่รอย” รอย ฮอดจ์สัน อดีตกุนซือคริสตัล พาเลซ ที่อำลาเก้าอี้กุนซือ “ปราสาทเรือนแก้ว” หลังจบฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยวัย 73 ปี 10 เดือน

นายใหญ่ “แตนอาละวาด” ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 70 ปีในวันที่ 20 ต.ค. นี้ และจะประเดิมคุมทีมเกมแรกด้วยการเปิดบ้านรับมือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

ในวันเสาร์ที่ 16 ต.ค. นี้นั้น กล่าวว่า “ทำไมผมจะทำลายสถิตินั้นไม่ได้ล่ะ ผมยังหนุ่มอยู่เลย ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแก่เลยสักนิด ฟุตบอลคือชีวิตของผม ถ้าผมยังรู้สึกดี ยังมีอารมณ์ร่วม และมีพลังงานเพียงพอที่จะถ่ายทอดให้ลูกทีมของผม ผมก็ยังคงต้องการที่จะทำงานต่อไปเรื่อย ๆ

เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือประสบการณ์สูงชาวอิตาเลี่ยน ประกาศ ไม่ต่อสัญญาที่จะหมดลงช่วงสิ้นสุดฤดูกาลกับ ซามพ์โดเรีย ในกัลโช่ เซเรีย อา พร้อมแจ้งไปยังบอร์ดบริหารสโมสรแล้ว โดยต้องการหาความท้าทายใหม่กับทีมอื่น

สกาย อิตาเลีย รายงานข่าวว่า เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือวัย 69 ปี  ได้แจ้งบอร์ดบริหารสโมสร ซามพ์โดเรีย แล้วว่า จะไม่ขยายสัญญาที่จะหมดลงในช่วงสิ้นสุดฤดูกาลนี้ และ พร้อมจะมองหาความท้าทายกับสโมสรใหม่ในลีกอิตาลี หรือไม่ก็เป็นทีมอื่นในลีกต่างประเทศ

นายใหญ่ชาวอิตาเลี่ยน เข้ามารับงานต่อจาก ยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ เมื่อเดือน ตุลาคม ปี 2019 ด้วยสัญญา 2 ปี หลังจากทีมมีผลงานย่ำแย่

ในช่วงเริ่มต้นซีซั่น ชนะเพียง 1 แพ้ 6 มี 3 คะแนน รั้งอันดับสุดท้ายของตาราง กัลโช่ เซเรีย อา ทำให้บอร์ดของทีมทนไม่ไหวต้องมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ

เจ้าของฉายา “ทิงเกอร์แมน” พาทีมจบอันดับ 15 เมื่อฤดูกาลก่อน รอดพ้นการตกชั้นไปได้ ส่วนในฤดูกาลนี้ก็การันตีการจบอันดับ 9 ก่อนลงเล่นนัดสุดท้าย

แน่นอนแล้ว โดยมี 49 คะแนนจาก 37 นัด นำอันดับ 10 เวโรน่า 5 แต้มแต่เหลืออีก 1 เกม ยังไงก็ทำแต้มไม่ทัน

ซึ่ง รานิเอรี่ คิดว่าการเดินทางของเขาที่ ซามพ์โดเรีย สิ้นสุดลงแล้ว และจะมองหาความท้าทายใหม่เพื่อสานต่ออาชีพการคุมทัพ 35 ปี โดยข่าวการแยกทางกับทีม

เกิดขึ้นในวันเดียวกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เขาเคยพาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษเป็นครั้งแรกของสโมสร เมื่อฤดูกาล 2015-2016 แถลงอำลาสองนักเตะสำคัญ อย่าง เวส มอร์แกน และ คริสเตียน ฟุคส์

สำหรับ ผู้จัดการทีมชาวมะกะโรนี จะส่งท้ายการคุมทัพ ลาซามพ์ ซึ่งเป็นสโมสรที่ 20 ด้วยการนำทีมเปิดบ้านพบกับ ปาร์มา ในนัดสุดท้ายของ ศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2020-2021 โดยจะเตะในคืนวันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม นี้

23 กุมภาพันธ์ 2017 เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกปลดออก

จากตำแหน่งผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ แบบที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นแต่หากดูกันจริงๆ ขณะนั้นผลงานของ เลสเตอร์ กำลังดิ่งลงเหว รั้งอันดับ 17 ของตาราง มีแต้มเหนือโซนตกชั้นแค่คะแนนเดียว ซึ่งมันก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม พอนำมาชั่งกับสิ่งที่ รานิเอรี่ สร้างไว้เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า มันจึงดูโหดร้ายไปหน่อยกับสิ่งที่เขาเพิ่งได้รับ

อัตรา 5000/1 คือตัวเลขที่บ่อนรับพนันแบบถูกกฏหมายในประเทศอังกฤษ ตีค่าโอกาสของ เลสเตอร์ กับการเป็นแชมป์ลีก ฤดูกาล 2015/16 หรือจะเข้าใจแบบบ้านๆ คือไม่มีโอกาสเป็นไปได้แน่ที่จะเกิดขึ้น แต่ รานิเอรี่ ใช้เวลาปีแรกของตัวเองกับที่นี่ พา เลสเตอร์ ทะยานสูงเกินกว่าใครจะต้านหนึ่งฤดูกาลเต็มๆ ที่ รานิเอรี่ และลูกทีมจิ้งจอกสีน้ำเงิน ร่วมกันต่อสู้ ยืดหยัดบนหัวบัลลังก์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ผ่าน 12 เกมแรก หลังเอาชนะ นิวคาสเซิล 3-0 พวกเขาทะยานขึ้นจ่าฝูง  ตอนนั้นหลายคนคิดกันว่า ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็หล่นลงมา เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นได้แค่จ่าฝูงชั่วคราวเท่านั้น

ทว่าพอเข้าสู่เดือนธันวาคม ชัยชนะที่ถือว่าสำคัญที่สุดของซีซั่น คือเกมชนะ เชลซี ที่เป็นแชมป์เก่า 2-1 และเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังบิ๊กทีมที่ตามหลังมาว่า “พวกผมไม่ได้มาเล่นๆ ”

ฤดูกาลล่วงเลยไปเท่าไหร่ แต่ฟอร์มของ เลสเตอร์ ก็ไม่มีวี่แววจะถอยลง จนวันที่ 2 พฤษภาคม ผลการแข่งขันที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นใจให้ “ทัพจิ้งจอกสีน้ำเงิน” การันตีแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนั้น เมื่อ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทำได้แค่เสมอกับ เชลซี 2-2 และ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ก็คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในชีวิต

มันคือแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่เขาจัดการเขี่ยบิ๊กทีมอย่าง แมนฯ ซิตี้, เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล กระเด็นออกไป แล้วจารึกชื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ลงบนทำเนียบแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ หากเรื่องนี้คือ นิยายเล่มหนึ่ง รานิเอรี่ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ประพันธ์ที่รังสรรค์ให้ตัวละคร “เดอะ ฟ็อกซ์” เดินหน้าสร้างความฝัน ก่อตัวเป็นร่าง

คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก รานิเอรี่ กลายเป็นที่รักของแฟนบอล เลสเตอร์ นี่คือช่วงเวลาอันหอมหวานที่สุดในฐานะกุนซืออาชีพ รางวัลส่วนตัววิ่งเข้าหามากมาย โดยเฉพาะ รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของ พรีเมียร์ลีก และรางวัลโค้ชแห่งปีของ บีบีซี ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศที่คนเป็นผู้จัดการทีมคนหนึ่งพึงจะได้

และภารกิจใหญ่สำคัญต่อมาคือ ฤดูกาลที่ เลสเตอร์ ได้ติดยศบนบ่าทั้งสองข้าง เรียกตัวเองได้เต็มภาคภูมิว่าเป็น “แชมป์เก่า” ทว่า นิยายภาคต่อฉบับนี้ กลับไม่สวยงามเหมือนฉบับแรกเลยสักนิดในฐานะ “แชมป์เก่า” เลสเตอร์ ทุลักทุเล หาฟอร์มเก่งตัวเองไม่เจอ ตุปัดตุเป๋เซซัด ตลอดครึ่งซีซั่นแรก

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo