บัลลงดอร์ = นักเตะที่ดีที่สุดในโลก

บัลลงดอร์ = นักเตะที่ดีที่สุดในโลก

บัลลงดอร์ = นักเตะที่ดีที่สุดในโลก

บัลลงดอร์ = นักเตะที่ดีที่สุดในโลก

บัลลงดอร์ = นักเตะที่ดีที่สุดในโลก

ผู้ที่คว้ารางวัล บัลลงดอร์ 2021 ได้แก่ ลิโอเนล เมสซี่ และเป็นการคว้ารางวัลครั้งที่ 7 ของเจ้าตัว 

หลายคน บอกว่า รางวัลนี้ไม่แฟร์ บ้างก็ว่าบัลลงดอร์หมดค่าและเสื่อมมนต์ขลังไปแล้ว เพราะความเชื่อว่าในรอบปี 2020-21 มีนักเตะที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า เมสซี่ อยู่ไม่น้อย

เมสซี่ ไม่ได้ผิดอะไรที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ และถ้าเป็นเช่นนั้น ปัญหาจริง ๆ ของรางวัลบัลลงดอร์หรือรางวัลสำหรับนักเตะที่ดีที่สุดในโลกอยู่ตรงไหน ?

Main Stand รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากทั่วโลก และวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์การให้คะแนน เพื่อหาคำตอบนี้

 

รางวัล บัลลงดอร์  คือรางวัลที่มีไว้เพื่อมอบให้กับนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ตามคำจำกัดความที่สื่อที่เป็นแม่งานอย่าง ฟรองซ์ฟุตบอล สื่อดังจากฝรั่งเศสเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น … มันอาจจะฟังดูเหมือนเคลียร์ แต่แท้จริงแล้วมีประเด็นให้ถามต่อมากมายว่า จริง ๆ แล้วนักเตะที่ดีที่สุดในโลกหมายถึงอะไรกันแน่ ?

ด้วยประเด็นที่ว่า “ใครคือนักเตะที่ดีที่สุดในโลก” เป็นคำถามปลายเปิด ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะถามใคร เพราะแต่ละคนก็มีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน

การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนมาหลัก ๆ 3 ข้อ ได้แก่ 

1. ผลงานส่วนตัวและผลงานส่วนรวมในปีนั้น

2. ผลงานตามระดับการแข่งขันที่นักเตะคนนั้นลงเล่นและพฤติกรรมโดยรวมทั้งในและนอกสนาม

3 เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลของผู้เข้าชิงรางวัล (กรณีนี้เปรียบได้กับอิทธิพล ความเป็นผู้นำ หรือปัจจัยที่ไม่มีค่าตัวเลขและสถิติมาเป็นตัววัดเป็นต้น)

 

หลักเกณฑ์การให้คะแนน

หลักเกณฑ์การให้คะแนนและคำถามปลายเปิดแบบฟุตบอลเป็นอะไรที่ตอบยากมาก ต่างกันกับลีกบาสเกตบอล NBA ที่ชัดกว่าเพราะแข่งกันอยู่ลีกเดียว มีทีมแชมป์ทีมเดียว มันช่วยให้การตัดสินนั้นง่ายและเคลียร์กว่ากันเยอะ ดาวเด่นของทีมแชมป์ มักจะได้รางวัลผู้เล่น MVP ไปครอง แต่ฟุตบอลล่ะ ? มีดาวเด่นจากหลายถ้วย หลายทีม และบางครั้งคนที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ก็ไม่ได้คว้าแชมป์ 3 ถ้วยใหญ่ที่กล่าวมาในข้างต้นด้วยซ้ำ

เรื่องนี้คนที่สงสัยกับเกณฑ์การให้คะแนนที่ไม่ชัดเจนที่สุดคือ ฟรองก์ ริเบรี่ กองกลางชุด 3 แชมป์ของ บาเยิร์น มิวนิก ในปี 2013 ซึ่งเจ้าตัวยังจี๊ดจนถึงทุกวันนี้ว่า ต่อให้เขาเด่นที่สุดในทีมและพาทีมคว้าทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน แต่ที่สุดแล้วเขาก็ได้แค่อันดับ 3 ของบัลลงดอร์เท่านั้น

แม้กระทั่ง ฟร้องก์ ริเบรี่ เองก็ยอมรับว่าการตัดสินบัลลงดอร์นั้นไม่เคยแฟร์ในมุมมองของเขา มันเหมือนเกมมอบรางวัลให้นักเตะเด่นมากกว่าเป็นการให้กับนักเตะที่ดีและประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะในปีนั้นเขาพาสโมสรคว้าแชมป์บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเขาเป็นนักเตะที่เด่นที่สุดในทีม บาเยิร์น ชุดนั้น เพียงแต่ว่าที่สุดแล้วรางวัลก็ตกเป็นของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และอันดับที่ 2 เป็นของ เมสซี่

“ผมเติมเต็มทุกช่อง ผมคว้าแชมป์ทุกรายการเท่าที่จะทำได้กับบาเยิร์น ผมทำดีกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว มันเป็นปีที่ผมทำผลงานได้โดดเด่นมาก ๆ ผมไม่ได้อิจฉาโรนัลโด้หรือเมสซี่นะ แต่ผมประสบความสำเร็จมากในปีนั้น ผมรู้สึกว่าการได้อันดับสามมันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย” 

“ผมถูกถามคำถามนี้เป็นหมื่นครั้ง ว่าทำไมผมถึงไม่ได้ ? ยิ่งผมคิดมากเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกขยะแขยงมากเท่านั้น มันไม่ชัดเจนเลย” ริเบรี่ กล่าว

มันเป็นเรื่องของคนดัง

แรกเริ่มเดิมที ฟรองซ์ ฟุตบอล จำกัดให้นักข่าวจากชาติในทวีปยุโรปเท่านั้นที่มีสิทธิ์โหวตรางวัลบัลลงดอร์ เนื่องจากยุคแรกของรางวัลนี้คือรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป

กระทั่งปี 2010 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็มาถึง เมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เข้ามาร่วมด้วย กลายเป็น ฟีฟ่า บัลลงดอร์ กลุ่มผู้มีสิทธิ์โหวตจึงเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากนักข่าวฟุตบอลจากทั่วโลกแล้ว, กัปตันทีม และ เฮดโค้ช ของทีมชาติที่เป็นสมาชิกของฟีฟ่า ยังได้สิทธิ์ด้วย

ฟีฟ่า เชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีประสบการณ์และมีวุฒิภาวะมากพอที่จะวิเคราะห์และจิ้มตัวเลือกที่ดีที่สุด หากมองจากสายตาของพวกเขาเหล่านี้ แฟนบอลที่ไม่มีสิทธิ์โหวตก็น่าจะยอมรับผลโหวตได้

แต่ความจริงแล้วมีหลายครั้งเหลือเกินที่การตีความของคำว่านักเตะที่ดีที่สุดในโลกไม่ไปในทิศทางเดียวกัน และทำให้ผลโหวตออกมากลายเป็นกระแสว่าคนที่ได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่สมควรจะได้รับมัน … ทุกคนมีสิทธิ์วิจารณ์แต่จะไม่มีการตัดสินใหม่อีกครั้ง เพราะผลโหวตจากผู้มีสิทธิ์โหวตทุกคนถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

ฟิลิปป์ ลาห์ม อดีตกัปตันทีมบาเยิร์น มิวนิก ยุค 3 แชมป์ ในปี 2013 กล่าวถึงมุมมองของเขาว่า บัลลงดอร์ อาจจะอธิบายตัวเองว่าคือรางวัลสำหรับนักเตะที่ดีที่สุด แต่เขาคิดว่าคำจำกัดความนี้ไม่ถูกนัก สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันสำหรับ ลาห์ม เขามองว่า บัลลงดอร์ คือรางวัลสำหรับนักเตะที่ “โดดเด่นที่สุดในโลกมากกว่า” 

“คำจำกัดความของ บัลลงดอร์ ควรจะหมายถึงงานประกวดกองหน้ายอดเยี่ยมมากกว่า (world’s best striker)” ลาห์ม ที่รับบทบาทเขียนคอลัมน์พิเศษให้กับ Goal เปิดหัวอย่างร้อนแรง ก่อนจะอธิบายเพิ่มชัด ๆ ว่า

“ผมรู้วิธีการโหวตของบัลลงดอร์ เพราะผมเคยได้รับสิทธิ์นั้น (ลาห์มเป็นกัปตันทีมชาติเยอรมัน) ในช่วงกลางฤดูกาลคุณจะได้รับรายชื่อนักเตะที่เป็นแคนดิเดตคว้ารางวัลนี้มา 3 คน หลังจากนั้นคุณจะมีสิทธิ์เลือกคนเดียว”

“ถ้าคุณเป็นคนที่มีสิทธิ์โหวตคุณจะติดอยู่กับชื่อของนักเตะที่โดดเด่นคุ้นหูที่สุด (best-known names) นักเตะคนที่เป็นภาพจำของการแข่งขันในปีนั้น นักเตะคนที่อยู่ในทุก ๆ ที่ไม่ว่าจะในยามลงสนามหรืออยู่นอกสนาม และมันจะทำให้คุณต้องเลือกนักเตะที่เห็นชัด (most visible) ที่สุด”

“แล้วใครจะเด่นที่สุดในสายตาของคนดูฟุตบอลล่ะ ? นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่ามันคือการโหวตหากองหน้าที่ดีที่สุดในโลก ผมขอย้ำตรงนี้ว่าความคิดเห็นของผมไม่ได้เกิดจากความขมขื่นที่ผมเป็นนักเตะในเกมรับหรืออะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าคุณย้อนดูรางวัลบัลลงดอร์ที่ผ่านมาด้วยใจที่เป็นกลางคุณจะรับรู้ว่ามันพิสูจน์ได้ด้วยสถิติ”

สิ่งที่ ลาห์ม พยายามจะบอกคือในเมื่อคำว่าเก่งที่สุดสำหรับบางปีในการโหวตบัลลงดอร์มันชัดเจน คนที่มีสิทธิ์โหวตรางวัลบัลลงดอร์ส่วนใหญ่จะเลือกคนที่มีอิมแพ็กต์กับโลกฟุตบอลมากที่สุด และแข้งที่โดดเด่นก็หนีไม่พ้นนักเตะเกมรุกหรือคนที่ได้รับบทบาทฮีโร่ของทีมเสมอ

การยิงประตูคือสิ่งแรกที่ทุกคนจำได้ ใครก็คลั่งไคล้การยิงประตู นักเตะที่ยิงประตูได้เยอะจึงเป็นนักเตะที่โดดเด่นและอยู่ในความคิดของแฟนบอล หรือแม้กระทั่งผู้มีสิทธิ์โหวตก็จะนึกถึงพวกเขาจะเป็นชื่อแรก ๆ เสมอ

“คันนาวาโร่ คือกองหลังจริง ๆ เพียงคนเดียวที่เคยได้รางวัลนี้ ขณะที่ผู้รักษาประตูที่เคยเดินขึ้นโพเดียมอย่าง โอลิเวอร์ คาห์น และ มานูเอล นอยเออร์ ก็ไม่เคยได้รับรางวัล มีคนเดียวที่เคยได้คือ เลฟ ยาชิน ในปี 1963 นักเตะกองกลางที่ได้รับรางวัลนี้อย่าง ซีเนดีน ซีดาน และ โลธาร์ มัทเธอุส ก็ได้รางวัลในช่วงก่อนยุคดิจิตอล ก่อนที่เรื่องจะยาวยืดผมขอสรุปจากมุมของผมว่า  เฉพาะผู้เล่นที่ทำประตูเท่านั้นที่สามารถครองตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีได้” เขาสรุปเอาไว้เท่านี้

จากมุมมองของ 2 นักเตะระดับเวิลด์คลาสอย่าง ลาห์ม และ ริเบรี่ หรืออาจจะรวมถึง เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ ที่ก็เคยพลาดบัลลงดอร์ในปี 2010 โดยเข้าถึงแค่รอบ 10 คน ทั้งที่ปี 2009 เขาพาทีมคว้า 3 แชมป์กับ อินเตอร์ มิลาน ก็น่าจะทำให้ชี้ประเด็นได้ชัดขึ้นว่า บัลลงดอร์ ไม่ใช่รางวัลที่ใครจะเรียกร้องความแฟร์หรือความชัดเจนได้

มันคือเรื่องของคนที่มีสิทธิ์โหวตเท่านั้น และภาพรวมของการให้รางวัลก็มักจะตกเป็นของผู้เล่นระดับไอคอนฟุตบอลของโลกเท่านั้น

แม้ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ฟรองซ์ ฟุตบอล พยายามแก้ปัญหานี้ ด้วยการตัดสัมพันธ์กับฟีฟ่า ทำให้กลุ่มผู้มีสิทธิ์โหวตลดลงเหลือแค่นักข่าวจากชาติสมาชิกฟีฟ่าทั่วโลกเท่านั้น ทว่าปัญหานี้ก็ยังคงอยู่

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม 12 จาก 13 ครั้งหลังสุดจึงเป็นการสลับกันได้ระหว่าง เมสซี่ กับ โรนัลโด้ โดยมี ลูก้า โมดริช หลุดมาในปี 2018 เพียงคนเดียวเท่านั้น

 

ขอขอบคุณ : Main Stand MAIN STAND

 

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo