บรูนู ฟือร์นังดึช

บรูนู ฟือร์นังดึช

บรูนู ฟือร์นังดึช

บรูนู ฟือร์นังดึช

บรูนู ฟือร์นังดึช

เป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและ ทีมชาติโปรตุเกส เกิดเมื่อ 8 กันยายน ค.ศ. 1994 หรือที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลชาวไทยว่า “บรูโน่ เฟอร์นานเดส” เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพนักฟุตบอลอยู่ที่กัลโชเซเรียอา ประเทศอิตาลี โดยลงเล่นในเซเรียอารวม 119 นัด และทำ 15 ประตูให้กับอูดีเนเซและซัมป์โดเรีย

ใน ค.ศ. 2017 เขาเซ็นสัญญาเล่นให้กับสปอร์ติงลิสบอน ทีมดังในโปรตุเกสประเทศบ้านเกิดและลงเล่นที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะย้ายร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2020 ด้วยค่าตัว 55 ล้านยูโร 47 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 18 ซึ่งเคยเป็นหมายเลขของ พอล สโกลส์ ตำนานผู้เล่นตำแหน่งกองกลางของทีมฟือร์นังดึชได้กลายเป็นนักเตะตัวหลักในทีมในระยะเวลาอันรวดเร็ว

และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นกองกลางตัวรุกที่มีฝีเท้าดีที่สุดคนหนึ่งในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก เขามีจุดเด่นเรื่องการสังหารลูกตั้งเตะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงจุดโทษที่เฉียบคมและยังยิงลูกฟรีคิกได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังมีทักษะการจ่ายบอลอันยอดเยี่ยมและการเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด ฟือร์นังดึชลงสนามในครึ่งฤดูกาลหลังในฤดูกาล 2019–2020 รวม 22 นัด

ทำไป 12 ประตู และในฤดูกาลปัจจุบัน (2020–2021) เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยลงสนามให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดครบทุกนัดในลีก และลงเล่นทุกรายการรวม 55 นัด ทำไปทั้งสิ้น 27 ประตู โดยสามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการยูโรปาลีกได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021ฟือร์นังดึชได้ถูกเรียกเป็นผู้เล่นทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ตั้งแต่ ค.ศ. 2017

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นระดับเยาวชนในนามทีมชาติและเป็นอดีตกัปตันทีมชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งมีรุย ฌอร์ฌึ เป็นผู้จัดการทีมและเคยพาทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 2016 นับตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมาเขาลงเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ทุกรายการรวม 27 นัด ทำได้ 2 ประตู

และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักของทีมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน ค.ศ. 2021 รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายใน ค.ศ. 2022บรูโน่ เฟอร์นานเดส เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชนอาชีพในปี 2002-2004 Infesta  ต่อมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเบาวิสต้า เป็นทีมชื่อดังในโปรตุเกสในปี 2004-2012 กว่า 8 ปี

ก่อนที่จะถูกยืมตัวเล่นให้กับสโมสรเยาวชน Pasteleira ในปี 2005-2010 และได้ย้ายเข้าร่วมเล่นกับสโมสร โนวารา ในปี 2012-2013 ต่อมาได้เลื่อนขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับ โนวารา ในสโมสรอาชีพชุดใหญ่ในปี 2012-2013 ต่อมาในปั 2013-2016 ได้ย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ อูดิเนเซ่ เป็นสโมสรมีชื่อในอิตาลี่ โดยอยู่ร่วมเล่นให้กับทีมกว่า 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย สโมสรในลีกอิตาลี่ในปี 2016-2017

ต่อมาปี 2017 ได้ย้ายกลับมาค้าแข้งใน สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรชื่อดังในโปรตุเกส สไตล์การเล่นเป็นนักเตะที่มีความแกร่งและมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยม เปิดบอลแม่น พร้อมสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดี แต่ในต้นปี 2020 ได้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสครั้งแรกในระดับเยาวชนปี 2012

ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี , ปร 2014 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2014-2017 ในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2016 ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ต่อมาในปี 2017 ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกข้อมูลและประวัติล่าสุดของ บรูโน่ เฟอร์นันเดส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส นักเตะที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอล กับสโมสร อินเฟสต้า

โดยเจ้าตัวได้เข้ามาสู่ทีมเยาวชนในปี 2002-2004

จากนั้นเส้นทางลูกหนังของเจ้าตัวก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ในปี 2004 เมื่อได้ย้ายมาร่วมทีม เบาวิสต้า ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงของลีกโปรตุเกสทว่าการเล่นอยู่ที่นี่ บรูโน่ ก็ยังเป็นเพียงแค่นักเตะเยาวชนของทีมเท่านั้น ยังไม่สามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้ จนกระทั่งปี 2005 เขาได้ถูกปล่อยยืมไปให้กับ ปาสตีไรล่า ในปี 2005

และอยู่ที่นั่นนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว ก่อนจะย้ายกลับมายัง เบาวิสต้า อีกครั้งในปี 2010 และอยู่ที่นี่ต่ออีก 2 ปีจนกระทั่งปี 2012 เส้นทางลูกหนังที่แท้จริง บททดสอบของจริงในอาชีพนักฟุตบอลของ บรูโน่ ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ โนวาร่า ทีมลูกหนังในประเทศอิตาลี ได้เห็นแววบางอย่างในตัวเขา เลยตัดสินใจซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมจากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของ โนวาร่า ได้

และในฤดูกาล 2012/2013 บรูโน่ ก็ได้ลงสนามเล่นให้กับทีมไปถึง 23 นัด แถมยังยิงได้อีก 4 ประตู อีกด้วย ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมากกับการย้ายมาเล่นในลีกต่างแดนด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น และความมุ่งมั่นในการเล่น ทำให้ฟอร์มของเขาไปเข้าตาของแมวมอง อูดิเนเซ่ สโมสรชื่่อดังศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 2013 และกลายเป็นกำลังหลักของทีม และค้าแข้งอยู่ที่นานถึง 3 ปี ลงเล่นไปถึง 86 นัด และยิงได้ 10 ประตูปี 2016 ชีพจรลงเท้า บรูโน่ อีกครั้ง

เมื่อเขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย สโมสรชื่อดังของลีกอิตาลี โดยในฤดูกาล 2016/2017 เขาลงเล่นให้ต้นสังกัดใหม่ไปถึง 33 นัด และยิงได้ 5 ประตู พาทีมจบอันดับ 10 ของตาราง ทว่าเจ้าตัวก็อยู่ค้าแข้งให้กับที่นี่ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อจบฤดูกาลนั้นแล้ว เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการย้ายกลับบ้านเกิด ไปเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกโปรตุเกส ซึ่งที่นี่เองที่สร้างให้เขากลายเป็นสุดยอดนักเตะของลีกยุโรปย้ายมาค้าแข้งให้กับ สปอร์ติ้ง ในฤดูกาล 2017/2018 และเพียงฤดูกาลแรกเขาก็แจ้งเกิดแบบเต็มตัว เมื่อระเบิดตาข่ายคู่แข่งไปถึง 16 ประตู กับทำอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนามทุกรายการ 56 นัด ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาลต่อมา เจ้าตัวยังระเบิดฟอร์มการเล่นได้ดีกว่าเดิมอีก เมื่อยิงได้แบบระเบิดเถิดเทิงถึง 31 ประตู กับทำอีก 15 แอสซิสต์

จากการลงสนามทั้งหมด 55 นัด และอย่าลืมว่าเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่กองหน้าของทีมหลังจบ ฤดูกาล 2018/2019 มีข่าวออกมาว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ให้ความสนใจที่จะดึงตัว บรูโน่ ไปร่วมทีม และว่ากันว่าเจ้าตัวเกือบจะได้ย้ายอยู่แล้ว แต่ตกลงเรื่องค่าตัวไม่ได้ทำให้ดีลนี้ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้ดาวเตะโปรตุเกส ต้องค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิมต่อไป แต่เจ้าตัวก็ยังทำผลงานสุดยอดอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแค่ครึ่งซีซั่นแรก เขาซัดไป 15 ประตู กับอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนาม 27

นัดให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอนและเมื่อถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ฝันของสาวก “ปีศาจแดง” ก็เป็นจริง เมื่อ แมนยู ตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัว บรูโน่ มาร่วมทัพ ได้สำเร็จ และเพียงแค่การเข้ามาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็ช่วยให้ยอดทีมแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กลายเป็นคนละทีมกับเมื่อช่วงครึ่งซีซั่นแรก เขาเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีม ช่วยปลุกจิตวิญญาณนักสู้ และก้าวเข้ามาเป็นผู้นำของทีม จนเมื่อจบฤดูกาล ทีมก็สามารถจบอันดับที่ 3 คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับที่เจ้าตัวก็ได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร อีกด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเล่นเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นได้เริ่มต้นการเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ครั้งแรก ในระดับเยาวชน เมื่อปี 2012 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้นก็ขยับขึ้นไปเล่น ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อีกด้วจนกระทั่งปี 2017

ที่เจ้าตัวย้ายมาค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก็ได้รับโอกาสสำคัญ เมื่อเขาถูกดันขึ้นไปเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามเป็นเกมแรก จากการลงมาเป็นตัวสำรอง แทน มานูเอล แฟร์นานเดส ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกมอุ่นเครื่องที่ โปรตุเกส เอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย ไปขาดลอย 3-0 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017

จากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ฟอร์มที่ร้อนแรงกับการเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ทำให้ บรูโน่ ถูก เรียกไปติดทีมชาติโปรตุเกส ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้เป็นตัวหลักให้กับทีมชุดนั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแรกของรอบแบ่งกลุ่ม และถูกเปลี่ยนตัวออก และลงมาเป็นสำรองในนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ลงสนามอีกเลย จนกระทั่งโปรตุเกส ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายแพ้ต่อ อุรุกวัย 1-2ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ บรูโน่

ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 25 นัด ยิงได้ 2 ประตู และเจ้าตัวก็ยังเป็นนักเตะที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อปี 2019 อีกด้วย

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (6 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (7 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีกโปรตุเกส ปี 2017/2018 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรปา ลีก ปี 2017/18 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ปี 2019

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (2 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2019/2020

ดาวซัลโวศึกยูโรปา ลีก ปี 2019/2020

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo