นอวาก จอกอวิช

นอวาก จอกอวิช

นอวาก จอกอวิช

นอวาก จอกอวิช

นอวาก จอกอวิช

นอวาก จอกอวิช (เซอร์เบีย: Новак Ђоковићออกเสียง: [nôʋaːk dʑôːkoʋitɕ] ; เกิด: 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1987)

เป็นนักเทนนิสอาชีพชายชาวเซอร์เบีย มือวางอันดับ 1 ของโลกคนปัจจุบัน

จอกอวิชเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดจำนวน 20 สมัย (ร่วมกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ ราฟาเอล นาดัล)

และเป็นผู้เล่นชายคนเดียวในยุคโอเพนที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมทุกรายการได้อย่างน้อย 2 สมัย (Double Career Grand Slam)

รวมทั้งเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศรายการเอทีพี มาสเตอร์ ครบทั้ง 9 รายการ (Career Golden Masters)

และเป็นหนึ่งในสองผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการดังกล่าวมากที่สุด 36 สมัย

เขาเป็นผู้เล่นชายที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกด้วยจำนวนสัปดาห์รวมที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ (338 สัปดาห์)

และทำสถิติครองตำแหน่งอันดับ 1 เมื่อจบสิ้นปี 6 ครั้ง (เท่ากับ พีต แซมพราส)

และยังเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศการแข่งขันรายการใหญ่ของเอทีพี ทัวร์ ได้ครบทุกรายการ (Elite Titles)

ได้แก่ ชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทั้ง 4 รายการ, ชนะเลิศรายการมาสเตอร์ครบทั้ง 9 รายการ และชนะเลิศรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล

จอกอวิช ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามนักเทนนิสชาย (Big Three) ที่เก่งที่สุดตลอดกาลร่วมกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ ราฟาเอล นาดัล

รวมทั้งเป็นนักกีฬาชาวเซอร์เบียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

เขาขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ครั้งแรกใน ค.ศ. 2011

และมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในปี 2011 และ 2015 ซึ่งเขาชนะเลิศการแข่งขันได้ถึง 10 และ 11 รายการตามลำดับ ตลอดอาชีพ

จอกอวิชชนะเลิศการแข่งขันในประเภทชายเดี่ยวรวม 85 รายการ

จอกอวิชชนะเลิศแกรนด์สแลมจำนวน 20 สมัย ประกอบไปด้วย ออสเตรเลียนโอเพน 9 สมัย (สถิติมากที่สุดในประเภทชายเดี่ยว), วิมเบิลดัน 6 สมัย, ยูเอสโอเพน 3 สมัย และ เฟรนช์โอเพน 2 สมัย

และทำสถิติชนะเลิศแกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ (Career Grand Slam)

ภายหลังจากชนะเลิศรายการเฟรนช์โอเพนใน ค.ศ. 2016 เขายังชนะเลิศรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล 5 สมัย

รวมทั้งทำสถิติชนะเลิศติดต่อกัน 4 สมัย (ค.ศ. 2012-15) ในการแข่งขันระดับนานาชาติ

จอกอวิชคว้าเหรียญทองแดงในประเภทชายเดี่ยวจากการแข่งขันโอลิมปิก 2008 รวมทั้งชนะเลิศรายการเดวิส คัพ (ค.ศ. 2010) และ เอทีพี คัพ (ค.ศ. 2020) ในนามทีมชาติเซอร์เบีย

เขาเป็นเจ้าของสถิติโลกในวงการมากมาย เช่น เป็นผู้เล่นชาวเซอร์เบียคนแรกที่ชนะเลิศแกรนด์สแลม, เป็นผู้เล่นชายคนเดียวในยุคโอเพน (นับตั้งแต่ ค.ศ. 1968) ที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมได้อย่างน้อย 2 สมัยในแต่ละรายการ, เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศรายการมาสเตอร์ได้ครบทุกรายการรวมทั้งชนะเลิศแต่ละรายการได้อย่างน้อย 2 สมัย, เป็นผู้เล่นชายคนแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 1969 ที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน, เฟรนช์โอเพน และวิมเบิลดันได้ภายในปีเดียวกัน (ค.ศ. 2021), เป็นผู้เล่นชายคนเดียวในยุคโอเพนที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน 3 สมัยติดต่อกัน, เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมในพื้นคอร์ตทั้ง 3 ประเภทได้ 4 รายการติดต่อกัน (ค.ศ. 2015-16), เป็นผู้เล่นชายที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมหลังจากมีอายุครบ 30 ปีได้มากที่สุด (8 รายการ), เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ (21 ปี), ทำสถิติเอาชนะผู้เล่นมือวาง 10 อันดับแรกของโลกได้ครบทุกคนในปีเดียวกัน (ค.ศ. 2015) และเป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ด้วยคะแนนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ (16,950 คะแนน: ค.ศ. 2016)

จอกอวิชเคยดำรงตำแหน่งประธานสภานักเทนนิสของเอทีพีตั้งแต่ ค.ศ. 2016-20

และเป็นหนึ่งในสองผู้เล่นทีได้รับรางวัลนักเทนนิสยอดเยี่ยมประจำปีของเอทีพี ทัวร์ (ATP Player of the Year) มากที่สุด 6 สมัย (เท่ากับ พีต แซมพราส)

รวมทั้งรางวัลผู้เล่นที่มีพัฒนาการยอดเยี่ยมแห่งปี (Most Improved Player Award) 2 สมัย

และรางวัลนักกีฬาชายยอดเยี่ยมแห่งปีของโลก (Laureus World Sportsman of the Year ) อีก 4 สมัย

ประวัติการเล่นอาชีพ นอวาก จอกอวิช

ปี 2003-2005: เริ่มต้นอาชีพ

จอกอวิชเริ่มเล่นอาชีพในปี 2003 ในช่วงเริ่มต้น จอกอวิชลงเล่นในการแข่งขันประเภท Challenger (รายการสำหรับมือสมัครเล่น) เป็นหลัก โดยคว้าแชมป์ได้ 3 สมัย ในการแข่งขันตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2005 รายการระดับทัวร์ครั้งแรกของเขาคือ Umag ในปี 2004 ที่ประเทศโครเอเชีย ซึ่งเขาตกรอบ 32 คนสุดท้าย

ปี 2006: แชมป์แรกในอาชีพ

จอกอวิชทำอันดับขึ้นสู่อันดับที่ 40 ของโลกหลังผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน และผ่านเข้าถึงรอบ 4 ที่วิมเบิลดัน สามสัปดาห์หลังจากนั้น จอกอวิชคว้าแชมป์เอทีพีครั้งแรกในชีวิตในรายการดัตช์โอเพนที่เมืองอาเมอร์สฟูร์ต ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยไม่เสียเซตเลยตลอดการแข่งขันและเอาชนะ นิโคลัส มัซซู ในรอบชิงชนะเลิศ เขาคว้าแชมป์อาชีพรายการที่สองที่โมเซลโอเพนประเทศฝรั่งเศสและก้าวเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลกในวัย 19 ปี

ปี 2007: ขึ้นสู่มือวางอันดับ 3 ของโลก

จอกอวิชแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์ในรอบที่ 4 แกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน ก่อนจะคว้าแชมป์รายการมาสเตอร์รายการแรกในอาชีพที่ไมแอมี และเขาเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งแรกในการแข่งขันเฟรนช์โอเพนก่อนจะแพ้ให้กับนาดัล จอกอวิชคว้าแชมป์มาสเตอร์รายการที่สองในการแข่งขันแคนาเดียนโอเพน ณ เมืองมอนทรีออล และทำสถิติเป็นผู้เล่นคนที่สองต่อจาก โทมัส เบอร์ดิช ที่สามารถเอาชนะทั้งเฟเดอเรอร์และนาดัลได้นับตั้งแต่ที่ทั้งสองคนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสองอันดับแรกของโลก

ในช่วงท้ายฤดูกาลจอกอวิชผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งแรกโดยพบกับเฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศยูเอสโอเพนก่อนจะแพ้ไป 3 เซตรวด เขาจบฤดูกาลด้วยการขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 3 ของโลกและได้สิทธิร่วมแข่งขันรายการมาสเตอร์ คัพ (เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ในปัจจุบัน) เป็นครั้งแรกแต่ไม่ผ่านรอบแบ่งกลุ่ม

ปี 2008: แชมป์แกรนด์สแลมรายการแรก

ในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพน จอกอวิชสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งแรก โดยเอาชนะ โจ-วิลฟรีด ซองกา จากฝรั่งเศส และถือเป็นผู้เล่นชาวเซอร์เบียคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ จอกอวิชชนะเลิศรายการมาสเตอร์ ได้อีกสองรายการที่อินเดียนเวลส์และกรุงโรม ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศเฟรนช์โอเพนและตกรอบที่สองวิมเบิลดัน เขาสามารถคว้าเหรียญทองแดงได้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงปักกิ่ง ก่อนจะแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์ในรอบรองชนะเลิศยูเอสโอเพน จอกอวิชสามารถจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ได้เป็นสมัยแรก โดยเอาชนะ นิโคไล ดาวิเดนโก ในรอบชิงชนะเลิศ

นอวาก จอกอวิช

กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบียได้จัดพิธีต้อนรับจอกอวิชในปี 2008 ในฐานะที่เป็นนักเทนนิสชาวเซอร์เบียคนแรกที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้

ปี 2009: คว้าแชมป์ 5 รายการ

จอกอวิชไม่สามารถป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยเขาขอยอมแพ้ในรอบ 8 คนสุดท้ายในขณะแข่งขันกับแอนดี ร็อดดิก เนื่องจากอาการฮีทสโตรก แต่เขาสามารถคว้าแชมป์ในรายการที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอาชนะดาวิต เฟร์เรร์ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะคว้าแชมป์รายการที่สองของปีได้ที่ประเทศเซอร์เบีย ในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน จอกอวิชตกรอบที่ 3 โดยแพ้ให้กับ ฟิลิปป์ โคห์ลชไรเบอร์ จากเยอรมนี และตกรอบวิมเบิลดันโดยแพ้ให้กับ ทอมมี แฮส ก่อนจะตกรอบยูเอสโอเพนโดยแพ้ให้กับเฟเดอเรอร์ จอกอวิชคว้าแชมป์ที่ 3 ของปีในรายการไชน่า โอเพน ที่ประเทศจีน ตามด้วยแชมป์รายการที่ 4 ที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาปิดท้ายฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์รายการมาสเตอร์ได้ที่กรุงปารีส และครองตำแหน่งมือวางอันดับ 3 ของโลกในปีนี้

ปี 2010: แชมป์เดวิส คัพ และขึ้นสู่มือวางอันดับ 2 ของโลก

จอกอวิชเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการตกรอบ 8 คนสุดท้ายในออสเตรเลียนโอเพน แต่เขาสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 2 ของโลกได้เป็นครั้งแรก เขาคว้าแชมป์แรกของปีในการแข่งขันที่ดูไบ และพาทีมชาติเซอร์เบียผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการเดวิสคัพได้เป็นครั้งแรกโดยเอาชนะสหรัฐอเมริกาไปได้ ก่อนที่จะตกรอบ 8 คนสุดท้ายในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน โดยแพ้ให้กับ เยอร์กิน เมลเซอร์ จากออสเตรีย ตามด้วยการแพ้ให้กับ โทมัส เบอร์ดิช ในรอบรองชนะเลิศวิมเบิลดัน

ต่อมา ในรายการยูเอสโอเพน จอกอวิชสามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้เป็นครั้งแรกในรายการนี้จากการพบกัน 3 ครั้งก่อนหน้านี้ ก่อนจะเข้าไปแพ้ให้กับนาดัลในรอบชิงชนะเลิศ จอกอวิชพาทีมเซอร์เบียเอาชนะเช็กเกียในรอบรองชนะเลิศ เดวิส คัพ ได้ในเดือนต่อมา ก่อนจะกลับไปป้องกันแชมป์รายการ ไชน่า โอเพน ได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน ตามด้วยการพาทีม เดวิส คัพ ของเซอร์เบียคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรกโดยเอาชนะฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศ

ปี 2011: แชมป์แกรนด์สแลม 3 รายการและขึ้นสู่มือวางอันดับ 1 ของโลก

ในปีนี้ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของจอกอวิชนับตั้งแต่เริ่มเล่นอาชีพ โดยเขาคว้าตำแหน่งชนะเลิศไปได้ถึง 10 รายการ รวมทั้งการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ถึงสามรายการ ในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน โดยเอาชนะแอนดี มาร์รี ในรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน และ เอาชนะ นาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันและยูเอสโอเพน นอกจากนี้เขายังคว้าแชมป์มาสเตอร์ได้ถึง 5 รายการในปีนี้ รวมทั้งทำสถิติทำเงินรางวัลรวมจากการแข่งขันได้มากที่สุดในปีเดียว (สถิติในขณะนั้น) จำนวน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาจบฤดูกาลด้วยการคว้าชัยชนะได้ถึง 70 นัดและจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรก

ปี 2012: แชมป์ออสเตรเลียนโอเพนสมัยที่ 3

จอกอวิชป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยเอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศในการแข่งขัน 5 เซต ซึ่งใช้เวลาแข่งขันกันยาวนานถึง 5 ชั่วโมง 53 นาที ถือเป็นรอบชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 5 ของจอกอวิช ก่อนจะป้องกันแชมป์รายการมาสเตอร์ที่ไมแอมีได้สำเร็จ แต่จอกอวิชไม่สามารถคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนและวิมเบิลดันได้ โดยแพ้ให้กับนาดัลและเฟเดอเรอร์ตามลำดับ

จอกอวิชได้รับเกียรติให้เป็นผู้ถือธงชาติเซอร์เบียในพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ณ กรุงลอนดอน แต่เขาทำได้เพียงอันดับที่ 4 โดยแพ้ให้กับแอนดี มาร์รีในรอบรองชนะเลิศและแพ้ ฆวน มาร์ติน เดล ปอร์โต ในรอบชิงเหรียญทองแดง ในแกรนด์สแลมยูเอสโอเพนจอกอวิชก็ไม่สามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้โดยแพ้ให้กับมาร์รี เขาปิดท้ายด้วยการคว้าแชมป์เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ที่กรุงลอนดอนได้เป็นสมัยที่ 2 และครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน

ปี 2013: แชมป์ออสเตรเลียนโอเพนสมัยที่ 4

จอกอวิชสามารถป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยเอาชนะมาร์รีในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 5 และทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนเดียวในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการออสเตรเลียนโอเพน 3 สมัยติดต่อกัน ตามด้วยการคว้าแชมป์เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ดูไบในเดือนมีนาคม ก่อนจะแพ้ให้กับ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตร ในรอบรองชนะเลิศรายการมาสเตอร์ที่อินเดียนเวลส์ ซึ่งเป็นการหยุดสถิติชนะรวดติดต่อกันทุกรายการจำนวน 22 นัดของตนเองลง ต่อมาในเดือนเมษายน เขาเอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศมาสเตอร์ที่ มงเต-การ์โล คว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรก แต่เขาไม่ประสบความสำเร็จในการลงแข่งขันในคอร์ตดินสามรายการใหญ่ที่เหลือทั้งที่กรุงมาดริด, กรุงโรม และ แกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน จอกอวิชผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศที่วิมเบิลดันและยูเอสโอเพนได้ ก่อนจะแพ้ให้กับมาร์รีและนาดัลตามลำดับ ตามด้วยการคว้าแชมป์ที่ปักกิ่ง ได้เป็นสมัยที่ 4 จอกอวิชปิดท้ายฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์มาสเตอร์ที่กรุงปารีส และคว้าแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ได้เป็นสมัยที่ 3 และบอริส เบกเคอร์ ตำนานผู้เล่นชาวเยอรมันได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนให้แก่จอกอวิช

ปี 2014: แชมป์วิมเบิลดันสมัยที่ 2

จอกอวิชไม่สามารถป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้ โดยแพ้ให้กับ สตาน วาวรีงกา จากสวิตเซอร์แลนด์ในรอบ 8 คนสุดท้าย เป็นการหยุดสถิติชนะติดต่อกัน 25 นัดในรายการนี้ลง ก่อนจะคว้าแชมป์มาสเตอร์ได้สามรายการได้ที่อินเดียนเวลส์, ไมแอมี และ กรุงโรม โดยเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในการแข่งขันที่อินเดียนเวลส์ และชนะนาดัลในรอบชิงชนะเลิศที่ไมแอมีและกรุงโรม จอกอวิชผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเฟรนช์โอเพนได้สำเร็จก่อนที่จะแพ้ให้กับนาดัลไปอีกครั้ง และเขาสามารถคว้าแชมป์วิมเบิลดันได้ในปีนี้โดยเอาชนะเฟเดอเรอร์ในการแข่งขัน 5 เซต ก่อนที่จะตกรอบรองชนะเลิศรายการยูเอสโอเพน จอกอวิชสามารถคว้าแชมป์ในรายการที่ปักกิ่งได้เป็นสมัยที่ 5 ในรอบ 6 ปี โดยเอาชนะโทมัช เบอร์ดิช ได้ และปิดท้ายด้วยการคว้าแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ได้เป็นสมัยที่ 4 หลังจากที่เฟเดอเรอร์ได้ขอถอนตัวในรอบชิงชนะเลิศ และเขาครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ได้เป็นครั้งที่ 3ในปีนี้

ปี 2015: หนึ่งในฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเทนนิส

ในปีนี้ถือเป็นปีที่จอกอวิชประสบความสำเร็จสูงที่สุดในอาชีพอีกครั้ง เขาคว้าแชมป์คว้าแชมปป์แกรนด์สแลมได้ถึง 3 รายการได้แก่ ออสเตรเลียนโอเพน (เอาชนะมาร์รีในรอบชิงชนะเลิศ), วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน (เอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในรอบชิงชนะเลิศทั้งสองรายการ) รวมทั้งคว้าแชมป์มาสเตอร์ได้ถึง 6 รายการ และยังสามารถป้องกันแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ได้สำเร็จโดยเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในรอบชิงชนะเลิศและทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่ชนะเลิศรายการดังกล่าว 4 สมัยติดต่อกัน โดยในปีนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดเท่าที่นักเทนนิสชายเคยทำได้

จอกอวิชทำสถิติคว้าแชมป์ได้ 11 รายการภายในปีเดียวและเป็นผู้เล่นชายคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถเข้าชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมได้ทั้ง 4 รายการภายในปีเดียวกัน (ต่อจาก ร็อด เลเวอร์ และ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์) และยังทำสถิติคว้าเงินรางวัลจากการแข่งขันในหนึ่งปีปฏิทินได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ (จำนวน 21 ล้านดอลลาร์) พร้อมทั้งรักษาตำแหน่งอันดับ 1 เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตาม เขาต้องพลาดการคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนเป็นสมัยแรกเมื่อต้องผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งโดยแพ้ให้กับ สตาน วาวรีงกา 1-3 เซต

ปี 2016: Career Grand Slam

จอกอวิชเอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ โดฮา ก่อนจะสามารถป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยเอาชนะมาร์รีไปได้อีกครั้งคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 6 เขายังคว้าแชมป์มาสเตอร์ได้ทั้งสองรายการที่อินเดียน เวลส์ และ ไมแอมี โดยเป็นปีที่สามติดต่อกันที่เขาสามารถคว้าแชมป์สองรายการดังกล่าวได้ ตามด้วยการคว้าแชมป์มาสเตอร์คอร์ตดินที่กรุงมาดริดโดยเอาชนะมาร์รีในรอบชิงชนะเลิศ

นอวาก จอกอวิช

จอกอวิชคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้เป็นสมัยแรกในปี 2016 ส่งผลให้เขาเป็นผู้เล่นชายคนที่ 8 ที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ

ปี 2017: ปีแห่งการบาดเจ็บ

ในปี 2017 ถือเป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุดของจอกอวิช เนื่องจากเขาต้องประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บบริเวณข้อศอกขวารบกวนตลอดทั้งปี ในเดือนพฤษภาคม อานเดร แอกัสซี ตำนานผู้เล่นชาวอเมริกันได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนคนใหม่ให้แก่จอกอวิช เขาถอนตัวจากการแข่งขันวิมเบิลดันในรอบ 8 คนสุดท้ายในขณะแข่งขันกับ โทมัส เบอร์ดิช เนื่องจากอาการบาดเจ็บในช่วงต้นเซตที่ 2 ซึ่งเขากล่าวว่าอาการบาดเจ็บข้อศอกขวานี้ได้รบกวนเขามาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จอกอวิชได้ประกาศยุติการแข่งขันในทุกรายการที่เหลือเพื่อพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ

ปี 2018: การกลับมาทวงความยิ่งใหญ่

ภายหลังจากตกรอบที่ 4 ในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพน จอกอวิชได้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เขากลับมาลงแข่งขันอีกครั้งในรายการมาสเตอร์ที่ อินเดียน เวลส์ และ ไมแอมี แต่ก็ต้องตกรอบไปทั้งสองรายการและยังคงไม่สามารถกลับมาเรียกฟอร์มเก่งได้ในการแข่งขันคอร์ตดินโดยตกรอบทุกรายการ

จอกอวิชกลับสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งในการแข่งขันวิมเบิลดัน แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงมือวางอันดับ 12 ของรายการแต่ก็สามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ โดยเอาชนะ นาดัล ในรอบรองชนะเลิศซึ่งต้องใช้เวลาแข่งขันถึง 5 ชั่วโมง 17 นาที ถือเป็นนัดการแข่งขันที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองของรายการ ก่อนจะเอาชนะ เควิน แอนเดอร์สัน จากแอฟริกาใต้ในรอบชิงชนะเลิศคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 4 และทำให้เขาเป็นผู้เล่นชายคนที่ 4 ในยุคโอเพน (ต่อจาก โรเจอร์ เฟเดอเรอร์, พีต แซมพราส และ บิยอร์น บอร์ก) ที่คว้าแชมป์วิมเบิลดันได้อย่างน้อย 4 สมัย ส่งผลให้เขากลับเข้าสู่ 10 อันดับแรกของโลกเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปี

จอกอวิชยังคงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง โดยแม้ว่าเขาจะตกรอบในรายการมาสเตอร์แคนาเดียน โอเพน แต่เขาสามารถคว้าแชมป์ที่ซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ ได้เป็นครั้งแรกโดยเอาชนะเฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศ ส่งผลให้จอกอวิชเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศรายการมาสเตอร์ได้ครบทั้ง 9 รายการ (Career Golden Masters) และเป็นผู้เล่นคนเดียวที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศรายการใหญ่ในการแข่งขันของเอทีพี ทัวร์ ได้ครบทุกรายการ (Elite Titles)

ต่อมา จอกอวิชประสบความสำเร็จในการแข่งขันแกรนด์สแลมยูเอสโอเพนในฐานะมือวางอันดับ 6 เขาสามารถคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 3 และเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 14 ทำสถิติเทียบเท่ากับพีต แซมพราส โดยเอาชนะ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตร ไปได้ในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะคว้าแชมป์มาสเตอร์ที่เซี่ยงไฮ้ได้เป็นสมัยที่ 4 และกลับขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรกในรอบสองปี และแม้ว่าจะทำได้เพียงตำแหน่งรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล แต่เขาก็ยังคงจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ได้เป็นครั้งที่ 5

ปี 2019: แชมป์ออสเตรเลียนโอเพนสมัยที่ 7 และ แชมป์วิมเบิลดันสมัยที่ 5

จอกอวิชตกรอบรองชนะเลิศในการแข่งขันที่โดฮา ก่อนจะคว้าแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้เป็นสมัยที่ 7 และเป็นแชมป์แกรนด์สแลมสมัยที่ 15 ทำสถิติแซง พีต แซมพราส โดยเอาชนะนาดัลในรอบชิงชนะเลิศ ต่อมา เขาคว้าแชมป์มาสเตอร์ รายการที่ 33 ซึ่งเป็นสถิติเท่ากับนาดัลในขณะนั้นจากการคว้าแชมป์ที่กรุงมาดริด ก่อนจะตกรอบ 8 คนสุดท้ายในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน โดยแพ้ให้กับโดมินิค ธีม จากออสเตรีย

จอกอวิชป้องกันแชมป์วิมเบิลดันได้โดยเอาชนะเฟเดอเรอร์ในการแข่งขัน 5 เซต โดยใช้เวลาแข่งขันไปถึง 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์รอบชิงชนะเลิศของรายการ โดยเขาได้เอาตัวรอดจากการเสียเปรียบถึง 2 แชมป์เปียนชิพพอยต์ก่อนจะกลับมาเอาชนะได้ในที่สุด ต่อมา เขาตกรอบที่ 4 ในการแข่งขันยูเอสโอเพน โดยถอนตัวจากการแข่งขันเนื่องจากอาการบาดเจ็บในนัดที่พบกับสตาน วาวรีงกา และตกรอบแบ่งกลุ่มในการแข่งขัน เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับธีมและเฟเดอเรอร์ในสองนัดสุดท้าย จอกอวิชเสียตำแหน่งอันดับ 1 ให้กับนาดัลในช่วงปลายปี

ปี 2020: แชมป์ออสเตรเลียนโอเพนสมัยที่ 8

จอกอวิชคว้าแชมป์ ออสเตรเลียนโอเพน สมัยที่ 8 ได้สำเร็จ โดยเอาชนะ โดมินิค ธีม ในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะคว้าแชมป์ที่ดูไบได้เป็นสมัยที่ 5 ต่อมาในเดือนมิถุนายน เขาถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเขาได้รับการวิจารณ์อย่างหนักในฐานะที่เป็นผู้จัดการแข่งขันรายการพิเศษที่ บอลข่าน และมีผู้เล่นที่เข้าร่วมการแข่งขันติดเชื้อหลายราย

เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่ชนะเลิศรายการมาสเตอร์ทุกรายการได้อย่างน้อย 2 สมัยในแต่ละรายการ (Double Career Golden Masters) โดยเอาชนะ มิลอช ราวนิช ในรอบชิงชนะเลิศที่ซินซินแนติ ก่อนจะถูกปรับแพ้ในการแข่งขันรอบที่ 4 ในแกรนด์สแลมยูเอสโอเพน เนื่องจากเขาตีลูกบอลไปโดนผู้กำกับเส้นหญิงโดยไม่ตั้งใจ และเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเฟรนช์ โอเพน ก่อนจะแพ้ให้กับนาดัล ตามด้วยการตกรอบรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับโดมินิค ธีม ต่อมาในเดือนธันวาคม จอกอวิชทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนที่สองที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกครบ 300 สัปดาห์ได้สำเร็จ และเขาจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 1 ได้เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นสถิติที่มากที่สุดในยุคโอเพนเท่ากับพีต แซมพราส

ปี 2021: Double Career Slam, แชมป์ แกรนด์สแลม 3 รายการ และสร้างประวัติศาสตร์หลายรายการ

จอกอวิชป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยเอาชนะ ดานิล เมดเวเดฟ ทำสถิติคว้าแชมป์ได้มากที่สุดในประเภทชายเดี่ยว 9 สมัย ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม จอกอวิชทำสถิติครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ด้วยจำนวนสัปดาห์รวมที่มากที่สุดแซงเฟเดอเรอร์ได้สำเร็จ (311 สัปดาห์) จอกอวิชได้รองแชมป์รายการมาสเตอร์ที่กรุงโรม โดยแพ้ให้กับนาดัล ก่อนจะคว้าแชมป์เอทีพี 250 ที่กรุงเบลเกรดได้ เขาลงแข่งขันเฟรนช์โอเพนในฐานะมือวางอันดับ 1 และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 19 และเป็นผู้เล่นชายคนเดียวในยุคโอเพน (นับตั้งแต่ ค.ศ. 1968) ที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมทุกรายการได้อย่างน้อย 2 สมัย ภายหลังจากเอาชนะ สเตฟานอส ซิตซิปาส ในรอบชิงชนะเลิศในการแข่งขัน 5 เซต ทั้งที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปก่อน 0-2 เซต โดยจอกอวิชถือเป็นผู้เล่นคนที่ 6 ในยุคโอเพนที่สามารถพลิกกลับมาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้หลังจากตามหลังไปก่อน 0-2 เซต และยังชนะเลิศการแข่งขันรายการใหญ่ (Elite Titles) ได้แก่รายการแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการ, รายการเอทีพี มาสเตอร์ทั้ง 9 รายการ และ รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ไฟนอล ได้อย่างน้อย 2 สมัยในแต่ละรายการ (Double Elite Titles)

เขาลงแข่งขันวิมเบิลดันในฐานะแชมป์เก่าและมือวางอันดับ 1 และในวันที่ 2 กรกฎาคม ภายหลังจากที่เอาชนะ เดนิส คุดลา จากสหรัฐอเมริกาได้ในการแข่งขันรอบที่ 3 จอกอวิชทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนแรกที่คว้าชัยชนะในแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการได้อย่างน้อย 75 นัด จอกอวิชป้องกันแชมป์ได้โดยเอาชนะ มัตเตโอ แบร์เรตตีนี ในรอบชิงชนะเลิศ ทำสถิติชนะเลิศแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยว 20 สมัยเท่ากับเฟเดอเรอร์และนาดัล และยังเป็นแชมป์วิมเบิลดันสมัยที่ 6 เขายังทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนแรกในรอบ 52 ปีที่คว้าแชมป์ออสเตรเลียนโอเพน, เฟรนช์โอเพน และวิมเบิลดัน ได้ภายในปีเดียวกัน นับตั้งแต่ ร็อด เลเวอร์ตำนานชาวออสเตรเลียทำได้ในปี 1969

ต่อมา จอกอวิชลงแข่งโอลิมปิกฤดูร้อน 2020 โดยแพ้ให้กับ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ ในรอบรองชนะเลิศ ตามด้วยการแพ้ ปาโบล การ์เรโญ่ บุสต้า ในนัดชิงเหรียญทองแดงทำได้เพียงคว้าอันดับที่ 4 นอกจากนี้ จอกอวิชยังลงแข่งขันในประเภทคู่ผสมโดยจับคู่กับ นีนา สโตยาโนวิช ก่อนจะแพ้ให้กับคู่ของ อัสลัน คารัตเซฟ และ เอเลน่า เวสนิน่า จากรัสเซียในรอบรองชนะเลิศ และคู่ของเขาได้ถอนตัวในนัดชิงเหรียญทองแดงเนื่องจากจอกอวิชมีปัญหาสภาพร่างกาย ต่อมา เขาถอนตัวจากการแข่งขันมาสเตอร์ทั้งสองรายการที่โทรอนโตและซินซินแนติในเดือนสิงหาคม ก่อนจะกลับมาแข่งขันแกรนด์สแลมยูเอสโอเพน โดยผ่านเข้าชิงชนะเลิศพบกับ ดานิล เมดเวเดฟ และทำสถิติเป็นผู้เล่นที่เข้าชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมชายเดี่ยวมากที่สุด 31 ครั้งเท่าเฟเดอเรอร์ ก่อนจะแพ้เมดเวเดฟอย่างขาดลอย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo