ทีม ชาติไทย

ทีม ชาติไทย

ทีม ชาติไทย

ทีม ชาติไทย

ทีม ชาติไทย

ฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ และอยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทีมมีประวัติของความสำเร็จในการแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือชนะเลิศอาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 5 สมัย และชนะเลิศซีเกมส์ 16 สมัย โดยทีมชาติไทยยังสามารถคว้าอันดับ 3 ในเอเชียนคัพ 1972 และเข้าร่วมการแข่งขันในโอลิมปิกฤดูร้อน 2 ครั้ง และในเอเชียนเกมส์ 4 ครั้ง โดยอันดับโลกฟีฟ่าที่ทีมชาติไทยทำอันดับได้ดีที่สุด คือ อันดับที่ 42 ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2541 จากเกียรติประวัติดังกล่าวทำให้ทีมชาติไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันทีมชาติไทยอยู่อันดับที่ 106 ของโลก อันดับที่ 20 ของเอเชีย และอันดับที่ 2 ในสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน จากการจัดอันดับโดยฟีฟ่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ยุคแรกของการก่อตั้ง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2459

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ในนามคณะฟุตบอลสำหรับชาติโดยนักฟุตบอลทีมชาติสยาม 11 คนแรก มีรายชื่อดังนี้ อิน สถิตยวณิช (ผู้รักษาประตู) – แถม ประภาสะวัต, ต๋อ ศุกระศร, ภูหิน สถาวรวณิช (กองหลัง) – ตาด เสตะกสิกร, นายกิมฮวด วณิชยจินดา (กองกลาง) – หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร, ชอบ หังสสูต, โชติ ยูปานนท์, ศรีนวล มโนหรทัต, จรูญ รัตโนดม (กองหน้า) และ ลงเล่นในการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรกพบกับทีมสปอร์ตคลับฝ่ายยุโรปซึ่งใช้นักเตะอังกฤษทั้งหมด โดยแข่งขันกันที่สนามราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 20 ธันวาคม ซึ่งทีมชาติสยามเอาชนะไปได้ 2-1 จากชัยชนะดังกล่าวทำให้กระแสความสนใจในกีฬาฟุตบอลในสยามประเทศเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามฯ ขึ้นอย่างเป็นทางการพร้อมทั้งตราข้อบังคับสมาคมฯ และแต่งตั้งคณะสภากรรมการชุดแรก ประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 7 ท่าน โดยมีพระยาประสิทธิ์ศุภการ เป็นนายกสภาฯ และพระราชดรุณรักษ์ เป็นเลขาธิกา  ในปีเดียวกันได้ริเริ่มจัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่ (ถ้วยพระราชทาน ก) และฟุตบอลถ้วยน้อย (ถ้วยพระราชทา )  ขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาทีมชาติสยามได้ลงแข่งขันในเกมระหว่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2473 พบกับทีมชาติอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นเวียดนามใต้และ ฝรั่งเศส เพื่อต้อนรับการเสด็จประพาสอินโดจีนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยต่อมาชื่อของทีมชาติและชื่อของสมาคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2482 เมื่อรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ประกาศนโยบาย “รัฐนิยม” ฉบับแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2481 ให้เปลี่ยนชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ จาก “สยาม” เป็น “ไทย” จึงเป็นสาเหตุให้มีการเปลี่ยนชื่อจากสมาคมฟุตบอลแห่งชาติสยามเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อฟุตบอลทีมชาติสยามเป็นฟุตบอลทีมชาติไทยมาจนถึงปัจจุบัน

 

การคุมทีมของชาญวิทย์ ผลชีวิน และ ปีเตอร์ รีดแก้ไข
โลโก้ทีมชาติไทยในช่วงปี 2006-2017 (พ.ศ. 2549-2560)

ในปี พ.ศ. 2551 ไทยได้ตกรอบฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกในรอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยได้อยู่สายเดียวกับทีมชาติญี่ปุ่น โอมาน บาห์เรน โดยมีผลงานคือเสมอ 1 นัด และ แพ้ไปถึง 5 นัด ทำให้ชาญวิทย์ ผลชีวิน ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที[14] หลังจากนั้น ปีเตอร์ รีด อดีตนักเตะสโมสรเอฟเวอร์ตันและทีมชาติอังกฤษได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ฝึกสอนต่อ แต่ทีมชาติไทยก็พลาดแชมป์สำคัญในรายการ อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 2007 โดยแพ้ให้กับทีมชาติเวียดนามรวมผลสองนัดด้วยประตูรวม 2-3 และยังพลาดแชมป์คิงส์คัพอีกรายการหนึ่งโดยดวลจุดโทษแพ้ ทีมชาติเดนมาร์ก ทำให้ในเดือน กันยายน พ.ศ. 2552 ปีเตอร์ รีด ถูกปลดออกจากตำแหน่งรวมทั้งอนาคตที่ไม่แน่นอนของเจ้าตัวเนื่องด้วยขณะนั้นมีข่าวว่ารีดจะไปทำงานที่สโมสรฟุตบอลสโตกซิตี โดยเป็นผู้ช่วยของ โทนี พูลิส ผู้จัดการทีม

การคุมทีมของไบรอัน ร็อบสันแก้ไข

ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552, ไบรอัน ร็อบสัน ได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมชาติไทยซึ่งเซ็นสัญญาไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014. ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันสามารถนำทีมชาติไทยคว้าชัยชนะนัดแรกในการแข่งขันรายการ เอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือกโดยพบกับ ทีมชาติสิงคโปร์ และ ชนะไปด้วยสกอร์ 3-1.แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันนำทีมชาติไทยแพ้นัดแรกต่อทีมชาติสิงคโปร์ เช่นกันด้วยสกอร์ 1-0 โดยเป็นการแพ้ในบ้านที่ประเทศไทย ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ทีมชาติไทยสามารถยันเสมอกับจอร์แดน และ ทีมชาติอิหร่าน ด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัดในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมชาติไทยได้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ได้ ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันสามารถนำทีมชาติไทยชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 ที่ประเทศไทย ในการแข่งขันกระชับมิตร ถัดมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมชาติไทยเอาชนะทีมชาติอินเดีย ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันกระชับมิตรเช่นกัน แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมชาติไทยตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มภายหลังจากการเสมอ 2 นัดกับทีมชาติลาว และ ทีมชาติมาเลเซีย และแพ้ให้กับ ทีมชาติอินโดนีเซียซึ่งช่วงนั้นถือเป็นยุคมืดของทีมชาติไทยอย่างแท้จริงทำให้ร็อบสันยกเลิกสัญญาจากการเป็นผู้จัดการทีมชาติไทย

การคุมทีมของร้อยตำรวจโท เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองแก้ไข

ต่อมาทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้งร้อยตำรวจโท เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดังเป็นผู้จัดการทีมชาติคนใหม่ ซึ่งนัดแรกของเกียรติศักดิ์ในการคุมทีมชาติไทยคือในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติจีน โดยเกียรติศักดิ์สามารถนำทีมชาติไทยบุกไปชนะทีมชาติจีนถึงบ้านด้วยสกอร์ 5-1

 

ทีมชาติไทยคว้าตำแหน่งชนะเลิศรายการ ซูซูกิ คัพ ในปี 2014 (พ.ศ. 2557) ที่ประเทศมาเลเซีย

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้งให้ สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ อดีตนักฟุตบอลชื่อดังเป็นผู้ฝึกสอนและเตรียมทีมชาติไทยไปแข่งกับทีมชาติอิหร่าน ในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม) ก่อนที่เกียรติศักดิ์จะมาคุมทีมต่อและสร้างประวัติศาสตร์สามารถคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และคว้ารองแชมป์คิงส์คัพได้ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 รวมทั้งในปี พ.ศ. 2559 เขาก็สามารถพาทีมชาติไทยเป็นแชมป์กลุ่มเอฟในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 ผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และสามารถผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2019 ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพได้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีอีกด้วย และยังสามารถคว้าแชมป์ได้อีก 2 รายการ คือ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 44 และเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 แต่ในรอบที่ 3 ของการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างย่ำแย่โดยนับจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ไทยทำได้เพียงเสมอ 1 นัด และ แพ้รวดในนัดที่เหลือ ทำให้เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

การคุมทีมของมิลอวัน ราเยวัตส์

ทีมชาติไทยในการแข่งขัน คิงส์ คัพ ปี 2017 (พ.ศ. 2560)

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศแต่งตั้ง มิลอวัน ราเยวัตส์ อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติกานาชุดสร้างประวัติศาสตร์พาทีมผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยคนใหม่ซึ่งก็สามารถพาทีมไทยคว้าแชมป์รายการฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 45 ได้สำเร็จ แต่ผลงานโดยรวมยังไม่ดีขึ้น เมื่อทีมชาติไทยแพ้ไปถึง 8 นัด และ เสมออีก 2 นัดในการแข่งขันรวมทุกรายการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 ไทยลงแข่งขัน ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 46 ไปสองนัด ปรากฏว่านัดแรกเสมอทีมชาติกาบอง 0-0 ก่อนจะชนะในการดวลจุดโทษไปได้ 4-2 แต่ในนัดชิงชนะเลิศทีมชาติไทยแพ้ให้กับทีมชาติสโลวาเกียไป 2-3 ทำได้เพียงคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ และ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่ทีมมีผลงานย่ำแย่ในรายการถัดมา โดยทีมชาติไทยตกรอบรองชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน 2018 และ ในนัดแรกของการแข่งขันเอเชียนคัพ 2019 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทยถูกทีมชาติอินเดียถล่มไปถึง 1-4

จากผลงานดังกล่าวทำให้พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศปลดมิลอวัน ราเยวัตส์ ลงจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย[27]และ ประกาศแต่งตั้ง ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ขึ้นรักษาการตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยเป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562  โดยศิริศักดิ์สามารถพาทีมชาติไทยทำผลงานดีขึ้นกว่าเดิม โดยเอาชนะบาห์เรน 1-0 และ เสมอยูเออีซึ่งเป็นเจ้าภาพได้ 1-1 สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จซึ่งนี่ถือเป็นการผ่านเข้ารอบแบบแพ้คัดออก (Knockout) ในรายการนี้ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1972 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพและสามารถคว้าอันดับ 3 ได้ ก่อนที่ทีมชาติไทยจะเข้าไปแพ้ให้กับทีมชาติจีน 1-2 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ต่อมาในการแข่งขันคิงส์คัพครั้งที่ 47 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ทีมชาติไทยได้แพ้เวียดนามไป 0-1 และ แพ้ให้กับอินเดียด้วยสกอร์เดิมจบได้เพียงอันดับ 4 ในการแข่งขันเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก wikipedia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo