ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 1

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 1

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 1

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 1

หากพูดถึงคู่ปรับตลอดกาล ใน เกมกีฬาประจำภูมิภาคอาเซียน “อินโดนีเซีย-มาเลเซีย” ย่อมเป็นสองชาติที่ทุกคนนึกถึง เพราะไม่ใช่แค่การแข่งขันในสนามที่เข้มข้น แต่การเผชิญหน้าของแฟนกีฬาทั้งสองชาติ ต่างดุเดือดและมีความรุนแรง ราวเกิดการจราจลในเมือง

เหตุผลว่า ทำไมทั้งสองชาติ ถึงแย่งชิงความดีเด่นทางกีฬาอย่างดุเดือด จนเกินกว่าจะเป็นการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ กับคำตอบที่แสดงให้เห็นความขัดแย้ง ระดับชาติในยุค สงครามเย็น ก่อนลามเป็นปัญหาทางวัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทั่งเรื่องเล็กน้อยแบบการแย่งชิงสิทธิต้นกำเนิดสตรีทฟู้ดข้างถนน

เพื่อนบ้านที่ความสัมพันธ์ไม่เคยราบรื่น

ความสัมพันธ์ระหว่าง อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างชาติที่มีความสำคัญ และซับซ้อนที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากย้อนกลับไปในวันที่มาเลเซียประกาศตนเป็นรัฐสหพันธ์ อินโดนีเซียไม่ยอมรับการถือกำเนิดของเพื่อนบ้าน เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องดินแดนทับซ้อน ซึ่งนำมาสู่การเผชิญหน้าทางทหารที่ตึงเครียดมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อาเซียน

ย้อนกลับไปยังยุคล่าอาณานิคม ทั้ง อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ต่างไม่ใช่ประเทศเอกราชที่มีอิสระในการปกครองตนเองอย่างประเทศไทย โดย อินโดนีเซีย ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิดัตช์ และถูกปกครองภายใต้ชื่อ ดัตช์อีสต์อินดีส หรือ หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ส่วน มาเลเซีย ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริติช และถูกปกครองภายใต้ชื่อ บริติชมาลายา

สถานการณ์ของทั้งสองประเทศตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ จักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้ายึดดัตช์อีสต์อินดีส และบริติชมาลายา เมื่อสงครามดังกล่าวจบลง ซึ่งผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ญี่ปุ่นได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน และต้องเปิดทางให้เจ้าอาณานิคมจากตะวันตก กลับมาครองพื้นที่เดิมอีกครั้ง

แต่ด้วยกระแสของการปฏิวัติเพื่อเอกราชซึ่งแพร่กระจายไปทั่วโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อินโดนีเซียจึงประกาศตนเป็นเอกราชจากจักรวรรดิดัตช์ในปี 1945  นำมาสู่สงครามเอกราชอินโดนีเซีย ซึ่งกินเวลายาวนานจนถึงปี 1949 โดยอินโดนีเซียในเวลานั้น ได้รับแรงสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการใช้อินโดนีเซียเป็นประเทศกันชนการขยายตัวของแนวคิดคอมมิวนิสต์ในภายภาคหน้า แถมยังเป็นการทำลายอำนาจของกลุ่มจักรวรรดินิยม ซึ่งเป็นขั้วอำนาจเก่าของโลกได้อีกด้วย

ทางกลับกัน สถานการณ์ของมาเลเซียแตกต่างไปจากอินโดนีเซียโดยสิ้นเชิง จักรวรรดิบริติชสามารถกลับเข้ามาปกครองดินแดนบริติชมาลายาอย่างง่ายดาย แต่เนื่องจากกระแสปฏิวัติเพื่อเอกราชที่กำลังลุกฮือในอินโดนีเซีย เจ้าอาณานิคมอังกฤษหวาดกลัวอย่างมากว่า ชาวมาเลเซียจะมองการลุกฮือจากเพื่อนบ้านเป็นเยี่ยงอย่าง และนำแนวคิดปฏิวัติเข้ามาในประเทศ จักรวรรดิบริติชจึงส่งกองกำลังทหารไปช่วยเหลือจักรวรรดิดัตช์สู้กับอินโดนีเซีย เพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มจักรวรรดินิยมเอาไว้

ผลลัพธ์ของสงครามเอกราชอินโดนีเซียจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายปฏิวัติในปี 1949 หลังสหรัฐอเมริกาประกาศระงับค่าปฏิมากรรมสงครามจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากเนเธอร์แลนด์ไม่ยอมถอนกำลังจากดัตช์อีสต์อินดีส อินโดนีเซียและจักรวรรดิจึงเข้าสู่การประชุมโต๊ะกลมดัตช์–อินโดนีเซีย ซึ่งผลจบลงด้วยการถ่ายโอนอำนาจเอกราชสู่อินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

สำหรับ มาเลเซีย พวกเขาต้องมองดูเพื่อนบ้านเฉลิมฉลองด้วยบรรยากาศของความเป็นเอกราชอยู่นานเกือบทศวรรษ แม้จักรวรรดิบริติชจะเพิ่มอำนาจให้ชาวมาเลเซียมากขึ้น และยกระดับบริติชมาลายาขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศเครือจักรภพแห่งประชาชาติ เช่นเดียวกับ ออสเตรเลีย หรือ นิวซีแลนด์ ภายใต้ชื่อ สหพันธรัฐมาลายา แต่สิ่งเดียวที่ชาวมาเลเซียต้องการ คืออิสระในการปกครองประเทศเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย

วันที่ชาวมาเลเซียรอคอยสิ้นสุดลงในปี 1957 เมื่อ สหพันธรัฐมาลายา ประกาศตนเป็นเอกราชจากจักรวรรดิบริติช และปกครองตนเองต่อไปภายใต้ชื่อ สหพันธรัฐมาลายา ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้ อินโดนีเซียกำลังเผชิญหน้าปัญหาเรื่องเขตแดนของประเทศอย่างหนัก เริ่มจาก ข้อพิพาทเกี่ยวกับดินแดนนิวกินีของเนเธอร์แลนด์ หรือ นิวกินีตะวันตก ที่อินโดนีเซียอ้างว่า อยู่ในขอบเขตดินแดนทางธรรมชาติของตน

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อินโดนีเซียเปิดฉากความตึงเครียดกับมาเลเซียอย่างจริงจัง เกิดขึ้นปี 1962 เมื่อเกิดเหตุการณ์ “การปฏิวัติบรูไน” ซึ่งขณะนั้น รัฐสุลต่านบรูไน ยังอยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษ และมีแผนจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซีย ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นประเทศใหม่ในปี 1963 แต่เหตุพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อ พรรคประชาชนบรูไน (Tentera Nasional Kalimantan Utara – TNKU) พรรคการเมืองแนวสังคมนิยมที่ต่อต้านการเข้าร่วมกับมาเลเซีย สามารถเอาชนะการเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม 1962

เพื่อป้องกันไม่ให้แผนการที่วางไว้ล่มไม่เป็นท่า บรรดาชนชั้นสูงในบรูไนปฏิเสธจะจัดการประชุมเพื่อหาข้อตกลงกับรัฐบาลใหม่ พรรคประชาชนบรูไน จึงตัดสินใจใช้กองทัพใต้ดินก่อการปฏิวัติ แต่โชคร้ายที่ชนชั้นนำบรูไนมีมหาอำนาจตะวันตกหนุนหลัง เมื่ออังกฤษส่งกองทัพจากสิงคโปร์เข้ามาดูแลความเรียบร้อยในบรูไน กลุ่มกบฏจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และพรรคประชาชนบรูไน ถูกแบนจากประเทศตลอดกาล

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบรูไน สร้างความไม่พอใจแก่ อินโดนีเซีย เป็นอย่างมาก เพราะอินโดนีเซียขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของ ซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการประกาศเอกราช และยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคแห่งชาติอินโดนีเซีย (Partai Nasional Indonesia) พรรคการเมืองที่รวมแนวคิดชาตินิยมเข้ากับลัทธิมาร์กซ์ เป็นแนวคิดที่เรียกว่า ลัทธิมาร์แฮน หรือ ลัทธิมาร์กซ์ที่ปรับให้เข้ากับความเป็นอินโดนีเซีย

รัฐบาลอินโดนีเซียขณะนั้นจึงถือได้ว่าเอียงซ้ายเต็มขั้น เพราะนอกจากพรรคชาติอินโดนีเซียแล้ว รัฐบาลของซูการ์โนยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย หรือ เปกาอี (Partai Komunis Indonesia – PKI) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ที่มีความใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต และสนับสนุนแนวคิด Self-Determination หรือการปฏิวัติด้วยกองกำลังแห่งชาติ เพื่อต่อต้านอิทธิพลจากโลกตะวันตก จึงเห็นชัดเจนว่า อินโดนีเซีย คือ ผู้สนับสนุนการปฏิวัติของพรรคประชาชนบรูไนอยู่ลับ ๆ เนื่องจากเอียงซ้ายด้วยกันทั้งหมด

ความขัดแย้งระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซียในปี 1963 จึงถือเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิขนาดย่อมของสงครามเย็นที่เกิดขึ้นในเอเชีย เพราะมาเลเซียได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากเครือจักรภพแห่งประชาชาติ และสหรัฐอเมริกา ในก่อตั้งสหพันธ์มาเลเซีย ในปี 1963 โดยมาเลเซียประกาศควบรวมคาบสมุทรมาเลเซีย เกาะสิงคโปร์ และเกาะบอร์เนียวเหนือเข้าเป็นของตน (ส่วน บรูไน ถอนตัว เนื่องจากความขัดแย้งก่อนหน้ากับอินโดนีเซีย)

เกาะบอร์เนียวเหนือกลายเป็นปัญหาใหญ่ในเวลาต่อมา เพราะมาเลเซียอ้างการแบ่งพรมแดนเช่นนี้ตามเส้นแบ่งเขตแดนที่จักรวรรดิบริติช และจักรวรรดิดัตช์ ตกลงร่วมกันในสนธิสัญญาแองโกล-ดัตช์ ค.ศ. 1814 และสนธิสัญญาแองโกล-ดัตช์ ค.ศ. 1824 ซึ่งนำมาสู่เส้นพรมแดนความยาว 1,881 กิโลเมตร ระหว่าง อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย บนเกาะบอร์เนียว

แต่ อินโดนีเซีย ซึ่งต่อต้านแนวคิดจักรวรรดินิยมสุดฤทธิ์ ย่อมไม่ยอมรับการตัดสินใจที่เกิดขึ้นโดยชาติตะวันตก และกล่าวอ้างว่าอินโดนีเซียยังมีสิทธิในการปกครองเกาะบอร์เนียวทั้งหมด ความตึงเครียดครั้งนี้นำมาสู่การเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองชาติบนคาบสมุทรมาเลเซีย และเกาะบอร์เนียว โดยเป็นการปะทะที่กินเวลายาวนานถึงสามปี

ความขัดแย้งครั้งนี้บานปลายจนลุกลามเป็นการถอนตัวจากสหประชาชาติของอินโดนีเซีย ในปี 1965 เพื่อเป็นการประท้วงที่มหาอำนาจในโลกเสรีนิยม ทั้ง สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร คอยสนับสนุนมาเลเซียเบื้องหลัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อินโดนีเซียได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจแห่งโลกคอมมิวนิสต์ ด้วยเช่นกัน

การเผชิญหน้าของอินโดนีเซียและมาเลเซีย สิ้นสุดลงในปี 1966 ซึ่งถือเป็นผลพวงจากเหตุการณ์เกสตาปู (Gestapu) ซึ่งนำมาสู่การถอดถอนซูการ์โนจากตำแหน่งประธานาธิบดี และการสังหารหมู่สมาชิกพรรคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย ถือเป็นการปิดฉากแนวคิดสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการยุติพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีสมาชิกมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก โดยคาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ราว 1-3 ล้านคน

เมื่อความขัดแย้งระหว่างทั้งสองชาติยุติลง อินโดนีเซีย จึงยอมรับการถือกำเนิดของประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ และดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตมาร่วมกันจนปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น ความบาดหมางที่ทั้งคู่เคยมีร่วมกันในช่วงก่อตั้งประเทศ ไม่เคยจางหายไป และยังคงมีให้เห็นเป็นความตึงเครียดระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน

กระจกสะท้อนความขัดแย้งระดับวัฒนธรรม

ปัจจุบัน อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ยังคงมีข้อพิพาทเขตแดนที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้อยู่อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เกาะอัมบาลัต, ช่องแคบมะละกา และน่านน้ำในทะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองประเทศไม่เคยลดลาวาศอกต่อกัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่ของฝ่ายหนึ่ง พบเจอเรือประมงของอีกฝ่าย พวกเขาจะทำการจับกุมและกักตัวเรือประมงเหล่านั้น ด้วยข้อหาลักลอบตกปลาผิดกฎหมายทันที

แต่อีกหนึ่งปัญหาระหว่างทั้งสองชาติที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงหลายปีหลัง คือ ปัญหาแรงงาน อินโดนีเซีย ใน มาเลเซีย โดยในปี 2014 มีรายงานว่าชาวอินโดนีเซียราว 2.5 ล้านคน เดินทางเข้ามาเป็นแรงงานในมาเลเซีย ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า แรงงานต่างชาติที่ทำให้งานในมาเลเซียราว 83 เปอร์เซ็นต์ คือ ชาวอินโดนีเซีย

จุดเริ่มต้นการเข้ามาทำงานในมาเลเซียของชาวอินโดนีเซีย เกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของมาเลเซียในช่วงทศวรรษ 1980s ถึง 1990s ซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่ประสบภาวะวิกฤติในปี 1997 ผู้คนจำนวนมากตกงาน และตัดสินใจเดินทางไปเสี่ยงตายในมาเลเซีย ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการเดินทางข้ามแดนเพื่อเข้ามาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo