ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 2

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 2

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 2

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 2

ทำไมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงเป็นคู่ปรับตลอดกาลในวงการกีฬา Part 2

กระจกสะท้อนความขัดแย้งระดับวัฒนธรรม

ปัจจุบัน อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ยังคงมีข้อพิพาทเขตแดนที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้อยู่อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เกาะอัมบาลัต, ช่องแคบมะละกา และน่านน้ำในทะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองประเทศไม่เคยลดลาวาศอกต่อกัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งพบเจอเรือประมงของอีกฝ่าย พวกเขาจะทำการจับกุมและกักตัวเรือประมงเหล่านั้น ด้วยข้อหาลักลอบตกปลาผิดกฎหมายทันที

แต่อีกหนึ่งปัญหาระหว่างทั้งสองชาติที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงหลายปีหลัง คือ ปัญหาแรงงาน อินโดนีเซีย ในมาเลเซีย โดยในปี 2014 มีรายงานว่าชาวอินโดนีเซียราว 2.5 ล้านคน เดินทางเข้ามาเป็นแรงงานในมาเลเซีย ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า แรงงานต่างชาติที่ทำให้งานในมาเลเซียราว 83 เปอร์เซ็นต์ คือ ชาวอินโดนีเซีย

จุดเริ่มต้นการเข้ามาทำงานในมาเลเซียของชาวอินโดนีเซีย เกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของมาเลเซียในช่วงทศวรรษ 1980s ถึง 1990s ซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่ประสบภาวะวิกฤติในปี 1997 ผู้คนจำนวนมากตกงาน และตัดสินใจเดินทางไปเสี่ยงตายในมาเลเซีย ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการเดินทางข้ามแดนเพื่อเข้ามาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย

เมื่อเดินทางเข้ามาเป็นแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะแรงงานผิดกฎหมาย ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากในมาเลเซียจึงประสบปัญหาความยากจน, การเอารัดเอาเปรียบ, การทำร้ายร่างกาย, การล่วงละเมิดทางเพศ และการค้ามนุษย์ มีรายงานว่า ชาวอินโดนีเซียราว 3 แสนคน ทำงาน 18 ชั่วโมงตลอด 7 วันในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อแลกกับค่าจ้างเพียงน้อยนิด

แม้ชาวอินโดนีเซียจะยังถือเป็น “ภูมิบุตร” หรือชาวมลายูดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้รอดจากการถูกเหยียดผิว และเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย (ชาวจีนมักตกเป็นเหยื่อของแนวคิดนี้) แต่ด้วยการถูกปฏิบัติเป็นพลเมืองชั้นสองในประเทศ ส่งผลให้ชาวมาเลเซียบางส่วนมองอินโดนีเซียด้วยสายตาที่ “ไม่เท่ากัน” คล้ายกับที่ชาวไทยบางส่วนมองแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เมียนมา, สปป.ลาว และกัมพูชา

ทั้งนี้ ความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมของสองประเทศ ยังนำมาสู่ข้อพิพาทในเรื่องของรากเหง้าที่แท้จริงในแต่ละวัฒนธรรมว่าชาติไหนคือต้นกำเนิดแท้จริงกันแน่ โดยมาเลเซียได้นำวัฒนธรรม เช่น เพลงพื้นเมืองราซาซายัง, ศิลปะผ้าบาติก หรือ หนังตะลุงอินโดนีเซีย ไปโฆษณาการท่องเที่ยว ทั้งที่ศิลปะเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซียทั้งหมด ซึ่งความไม่พอใจตรงนี้นำไปสู่แนวคิดต่อต้านมาเลเซีย (Anti-Malay sentiment) ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย

ความไม่พอใจนี้ก่อเกิดเป็นรูปธรรมในปี 2015 เมื่อนักกิจกรรมชาวอินโดนีเซียไปรวมตัวประท้วงหน้าสถานฑูตมาเลเซียในกรุงจาการ์ต้า เพื่อต่อต้านการกล่าวอ้างเป็นต้นตำรับอาหาร “ลุมเปีย” หรือเปาะเปี๊ยะชนิดหนึ่งของมาเลเซีย ทั้งที่ลุมเปียเป็นสตรีทฟู้ดที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนในอินโดนีเซีย

ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่าง อาหาร ส่งผลให้ทั้งสองชาติค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชาวมาเลเซียส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นกังวลที่สื่ออินโดนีเซีย มักนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับมาเลเซียในลักษณะที่ใส่สีตีไข่ และบิดเบือนไปจากความเป็นจริง จนส่งผลให้แนวคิดต่อต้านมาเลเซียขยายวงกว้างขึ้นในระยะหลัง

ทางกลับกัน สื่ออินโดนีเซียโจมตีสื่อมาเลเซียว่าถูกควบคุมโดยรัฐบาล และชอบนำเสนอภาพลักษณ์ด้านลบของชาวอินโดนีเซียสู่สายตาชาวมาเลเซียเสมอ พร้อมกันนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังโจมตีการใช้คำว่า “อินดอน” ของสื่อมาเลเซีย แทนการเรียกชาวอินโดนีเซียว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติอีกด้วย

ปัญหาระหว่างทั้งสองชาติที่เล่าทั้งหมดนี้ อาจทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเกมฟุตบอลระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียกลายเป็นเรื่องเล็ก อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม เราอาจบอกว่าบทบาทคู่ปรับในเกมกีฬาของทั้งสองชาติ ถือเป็นความขัดแย้งภายใต้หนึ่งวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดความรุนแรง และความขัดแย้งในวงกว้างด้วยเช่นกัน

ความเดือดดาลที่ข้างสนาม

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความขัดแย้งระหว่าง อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ที่เกิดขึ้นในวงการกีฬา เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960s โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประโยคที่กล่าวว่า “Down with Malaysia!” หรือแปลเป็นไทยใจความว่า “ดับซ่าพวกมาเลเซีย”

ประโยคนี้ถูกพูดครั้งแรกโดยซูการ์โน ในระหว่างการเผชิญหน้าของทั้งสองชาติในปี 1963-1966 ได้กลายเป็นวลีเด็ดของแฟนบอลอินโดนีเซีย เพื่อกล่าวโจมตีทีมชาติมาเลเซีย ท่ามกลางความจริงที่ว่า คำพูดเหล่านี้คือการปลุกระดมแนวคิดชาตินิยมแก่ชาวอินโดนีเซีย และใช้เป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าชาวมาเลเซียในเวลาต่อมา

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่เกิดเหตุอันน่าเศร้าเมื่อปี 2011 เมื่อแฟนบอลชาวอินโดนีเซียสองรายเสียชีวิตจากความวุ่นวายในเกมนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชาย มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ที่เจ้าภาพอินโดนีเซีย พ่ายแพ้ในการยิงจุดโทษแก่มาเลเซีย 3-4 ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการจะแสดงพลังของชาวอินโดนีเซีย โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน นักเตะมาเลเซียต้องการรถหุ้มเกราะ เพื่อป้องกันแฟนเจ้าถิ่นที่อาจทำร้ายพวกเขาระหว่างเดินทางไปสนาม

เคราะห์ร้ายที่ความบ้าคลั่งของชาวอินโดนีเซียกลับมาทำร้ายพวกเขาเอง เพราะมีแฟนบอลมากกว่าหนึ่งแสนคนเข้าไปชมการแข่งขันใน เกลอรา บังการ์โน สเตเดี้ยม (หรือ เสนายัน ที่คนไทยคุ้นหู) ทั้งที่สนามสามารถจุผู้ชมได้เพียง 8 หมื่นคน ส่งผลให้มีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตจากความวุ่นวายในหมู่ผู้ชมที่เกินความจุ และถูกขังอยู่บนอัฒจันทร์ เนื่องจากตำรวจต้องปิดประตูเข้าออกระหว่างการแข่งขัน เพราะมีแฟนจำนวนมากที่ยังไม่ได้ตั๋วเข้าชม

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสร้างความโมโหแก่แฟนบอลอินโดนีเซียที่พลาดตั๋วเข้าชม จนก่อเหตุความรุนแรงลงมือเผาซุ้มขายตั๋ว ที่สำคัญยังมีเด็กชายวัย 9 ขวบที่อาการโคม่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้อีกด้วย ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่า ฟุตบอลซีเกมส์เป็นการแข่งขันในรุ่น ยู 23 คงไม่มีแฟนบอลประเทศใดในโลกที่เอาเป็นเอาตายกับการแข่งขันระดับนี้ แต่เนื่องจากความขัดแย้งของอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ก้าวผ่านไกลกว่าคำว่ากีฬาไปมาก ความสูญเสียดังกล่าวจึงเกิดขึ้น

บทเรียนที่เกิดขึ้นในปี 2011 ไม่ได้ทำให้แฟนบอลทั้งสองฝ่ายจดจำถึงความรุนแรงนอกสนาม ซึ่งจะนำมาแต่ความสูญเสีย ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันอีกครั้งในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2022 ที่ เกลอรา บังการ์โน สเตเดี้ยม แห่งเดิม เมื่อมาเลเซียตีเสมอเจ้าถิ่น 2-2 แฟนบอลของทัพการูด้าอารมณ์พุ่งพล่านอีกครั้ง

คราวนี้พวกเขาวิ่งข้ามสนามไปยังที่นั่งทีมเยือนและขว้างปาสิ่งของต่าง ๆ ทั้ง พลุแฟลร์, โลหะ และขวดแก้ว ใส่แฟนบอลมาเลเซีย จนการแข่งขันต้องยุติชั่วคราวเป็นเวลาราว 10 นาที และเมื่อทีมเยือนยิงประตูแซงเจ้าถิ่นเป็น 3-2 แฟนบอลอินโดนีเซียจึงก่อความวุ่นวายในรูปแบบเดิมอีกครั้ง จนแฟนบอลชาวมาเลเซีย 300 คน ต้องเดินทางด้วยรถบัสที่มีรถตำรวจขนาบข้างออกจากสนาม

หลังจบเกมการแข่งขันนัดดังกล่าว สจ็วร์ต รามาลินกัม เลขาธิการสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย ออกมาประณามการกระทำของแฟนบอลอินโดนีเซีย และยังตำหนิสมาคมฟุตบอลอินโดนีเซียที่ไม่สามารถรักษาสัญญาในการรักษาความปลอดภัยให้แก่แฟนบอลมาเลเซียได้ เพราะทุกคนในอาเซียนรู้ดีว่า แฟนบอลชาวอินโดนีเซียบ้าคลั่งและอารมณ์ร้อนมากแค่ไหน

“สิ่งที่เกิดขึ้นหมายความว่า ทีมที่เป็นเจ้าบ้านล้มเหลวในการรักษาสัญญาที่จะจัดเกมการแข่งขันอย่างเรียบร้อย และควบคุมพฤติกรรมของแฟนบอลเจ้าถิ่น ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังจบเกม นี่คือเหตุการณ์ที่ทำลายภาพลักษณ์ของฟุตบอลอินโดนีเซีย”

เมื่อทั้งสองทีมกลับมาพบกันอีกครั้งที่สนามบูกิต จาลิล กรุงกัวลาลัมเปอร์ ความรุนแรงแบบจัดเต็มกลับมาอีกครั้ง เพราะแฟนบอลทั้งสองฝ่ายขนกันมาทั้งขวดแก้ว, พลุแฟลร์ หรือแม้กระทั่งกรวยจราจร ก่อนขว้างปาใส่กันแบบเต็มเหนี่ยวทั้งในและนอกสนาม ผลสรุปคือ แฟนบอลมาเลเซียถูกตำรวจจับกุมไป 27 คน ส่วนแฟนอินโดนีเซียถูกจับกุมไป 14 คน

อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในมาเลเซียเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์ที่กรุงจาการ์ต้า ซึ่งสุดท้าย FIFA สั่งปรับทีมชาติอินโดนีเซียเป็นเงิน 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้น กาโต้ เอส เดวา โบรโต้ รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาอินโดนีเซีย เรียกร้องให้มาเลเซียมีความกล้าจะเอ่ยคำขอโทษ เหมือนกับที่เคยประณามอีกฝ่ายบ้าง

“เราไม่เคยรับโทรศัพท์สักสายหรือจดหมายสักฉบับจากกระทรวงกีฬามาเลเซีย ที่แสดงความเป็นกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น อย่างน้อยพวกเขาน่าจะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือเอ่ยคำขอโทษสักหน่อยก็ยังดี”

แม้กีฬาอื่นจะไม่มีความรุนแรงมากเท่านี้ แต่ความเข้มข้นในสนามยังคงไม่ลดละไปจากเดิม เห็นได้จากโอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่ผ่านมา เมื่อสองนักแบดมินตันชายจากมาเลเซีย อารอน เจี่ย และ ยิค โซห์ วุย สามารถเอาชนะคู่แข่งจากอินโดนีเซียไปได้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่ง โซห์ วุย กล่าวถึงชัยชนะครั้งนี้ว่า “ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา”

ความเป็นคู่ปรับของอินโดนีเซีย-มาเลเซียใน โลกกีฬา จึงเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดของทั้งสองชาติตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และยังเป็นภาพสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับเกมกีฬา ซึ่งไม่มีวันแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด และยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเสมอมา

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo