ทำความรู้จักับกีฬายูโด

ทำความรู้จักับกีฬายูโด

ทำความรู้จักับกีฬายูโด

ทำความรู้จักับกีฬายูโด

ทำความรู้จักับกีฬายูโด

ยูโด (Judo)

เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศ ญี่ปุ่น  ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโด เป็นรูปแบบของการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ

ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวนั้นพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายมาก

ท่านจิโกโร่ คาโน่ พบว่าวิชายูยิตสูแบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถที่จะฝึกอย่างเต็มกำลังได้เนื่อง เพราะว่าเทคนิคอันตรายต่างๆ เช่น การจิ้มตา การเตะหว่างขา การดึงผม และอื่นๆ อาจทำให้คู่ฝึกซ้อมบาดเจ็บสาหัสจากการฝึกได้ รวมทั้งการฝึกที่เรียกว่า กาต้า (KATA: การฝึกแบบเข้าคู่โดยทั้งสองฝ่ายรู้กันและฝึกตามท่าโดยที่ไม่มีการขัดขืนกัน ) แต่เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอ เพราะเราจะไม่สามารถคาดหวังได้ว่าศัตรูของเราจะให้ความร่วมมือในท่าที่เรา ฝึกมาโดยที่ไม่มีการขัดขืน

ท่านจึงปรับปรุงการฝึกส่วนใหญ่ในโรงเรียนของท่านให้เป็นแบบ รันโดริ (RANDORI) คือการฝึกซ้อมแบบจริง โดยใช้แนวความคิดว่า นักเรียนสองคนใช้เทคนิคต่างๆที่ตนเรียนรู้เพื่อการเอาชนะอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้นักเรียนจะคุ้นเคยกับความรู้สึกต่อต้าน ขัดขืนจากคู่ต่อสู้ การฝึกแบบนี้นักเรียนจะสามารถพัฒนา ร่างกาย จิตใจและความคล่องตัวได้ดีกว่า เพื่อทำให้การฝึกซ้อมแบบรันโดริมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่าน จิโกโร คาโน่ จำเป็นต้องเอาเทคนิครุนแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายบางส่วนเช่น การชก เตะ หัวโขก ในจูจิสสุออกไป การล็อกสามารถกระทำได้เพียงแค่ข้อศอก ซึ่งปลอดภัยกว่าการล็อกสันหลัง คอ ข้อมือ หรือหัวไหล่ เขาเรียกการฝึกซ้อมแบบนี้ว่า ยูโด

ยูโดในปัจจุบันเป็นกีฬาสากลประเภทบุคคล มีหลักการและวัตถุประสงค์คือ มุ่งบริหารร่างกายและจิตใจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้แรงให้น้อยที่สุด เพื่อสวัสดิภาพและประโยชน์สุขร่วมกัน การฝึกยูโดต้องมีการฝึกการต่อสู้และป้องกันตัว ก็เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกได้ออกแรง ซึ่งเป็นหนทางก่อให้เกิดสมรรถภาพทางกายตามอุดมคติของท่านจิโกโร คาโน (Jigoro kano) ผู้ให้กำเนิดกีฬาประเภทนี้ว่า “Maximum Efficiency with minimum Effort and Mutual Welfare and Benefit” คือยูโดใช้วิธีการโอนอ่อนผ่อนตาม หรือที่เรียกว่า “ทางแห่งความสุภาพ” “Gentleness or soft way” ทำให้ได้เปรียบแก่ผู้ที่มีกำลังมากกว่าเป็นวิธีการที่ทำให้คนตัวเล็กกว่า น้ำหนักน้อยกว่าและกำลังด้อยกว่า สามารถต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในลักษณะเหนือกว่าได้

ในเริ่มแรก ท่านจิโกโร คาโน ต้องต่อสู้กับอุปสรรคจากบุคคลหลายๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชายูโด โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตกบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่ายูโดเป็น สิ่งที่เกิดใหม่และดีกว่ายูยิตสู ในปี พ.ศ. 2429 กรมตำรวจญี่ปุ่นได้จัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยูยิตสูขึ้น โดยแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลปรากฏเช่นนี้ ทำให้ประชาชนเริ่มสนใจยูโดมากขึ้น ทำให้สถานที่สอนเดิมคับแคบจึงต้องมีการขยายห้องเรียน เพื่อต้อนรับผู้ที่สนใจ จนปี พ.ศ. 2476 จึงได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) และสถานที่นี้เองที่เป็นศูนย์กลางของนักยูโดในโลกปัจจุบัน
ยูโดดำเนินการไปด้วยดีและเริ่มมีมาตรฐานอันสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2465 ได้ตั้ง The Kodokun Cultural Xociety ขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2455 ได้ก่อตั้งสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศขึ้น โดยมีประเทศต่างๆ ที่ร่วมก่อตั้งครั้งแรกประมาณ 20 ประเทศ

ในปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ยูโดระหว่างชาติได้จัดให้มีการแข่งขันเพื่อความชนะเลิศยูโดระหว่าง ชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศโดโดกัน และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน ซึ่งทั้ง 2 องค์กรช่วยกันจัดการแข่งขันขึ้นมา

ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ของยูโด

จากเรื่องราวที่บันทึกไว้เกี่ยวกับ ประวัติยูโด กล่าวไว้ว่า ช่วงปี ค.ศ. 1871-1882 คาโน จิโกโร่ อาจารย์สอนศาสตร์ยิวยิตสู ได้มีการนำวิชายิวยิตสูซึ่งเป็นศาสตร์การต่อสู้ด้วยมือเปล่ารูปแบบหนึ่งในสมัยนั้นมาปรับเปลี่ยนแนวคิด นั่นคือ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการเน้นเรื่องการฝึกฝนจิตใจและเสริมสร้างบุคลิกภาพจึงมีการคิดค้นแผลผสมผสาน พร้อมทั้งสอดแทรกหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาใหม่ๆ อีกทั้งยังได้รวบรวมจุดเด่นของทักษะยิวยิตสูของแต่ละสำนักเข้าเป็นหนึ่งเดียวละได้ตั้งชื่อเรียกใหม่ว่า ยูโด ช่วงหลังจากนั้นก็มีการก่อตั้งโคโคคังหรือโรงฝึก แล้วก็พยายามที่จะเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ออกไปให้เป็นที่รู้จักทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก รวมทั้งมีการก่อตั้งสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศด้วย (Judo Federation) ในปี ค.ศ.1912

สำหรับในประเทศไทย การเข้ามาของยูโดเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นในไทยและชักชวนให้เพื่อนร่วมงานฝึกหัดวิชายิวยิตสูด้วยกัน แต่ช่วงที่ได้รับการเผยแพร่อย่างจริงจังก็คือ หลังปี พ.ศ. 2455 เหล่านักเรียนนอกที่เรียนวิชายิวยิตสูกลับมาเห็นว่าเป็นวิชาที่มีประโยชน์ต่อสังคม จึงได้มีนโยบายเผยแพร่ไปตามโรงเรียนโดยเริ่มจากนักเรียนตำรวจ จากนั้นก็มีการเผยแพร่หลายรูปแบบทั้งจากชาวญี่ปุ่นโดยตรงที่มาเปิดโรงเรียนให้เด็กๆที่สนใจได้ เรียนยูโด ถึงขนาดที่ว่ามีการคัดเลือกนักเรียนที่มีฝีมือส่งไปฝึกเพิ่มเติมที่ญี่ปุ่นด้วย ทุกวันนี้ยูโดก็เป็นศิลปะป้องกันตัวและกีฬาที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในระดับเยาวชน นอกจากนี้สมาคมยูโดแห่งประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมเป็นสหพันธ์ยูโดแห่งเอเชีย (The Judo Federation of Asia)  และได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างชาติเสมอมา

กติกา วิธีการเล่นและประโยชน์ของยูโด

วิธีการเล่นยูโด ในภาพรวมก็คือการทุ่มคู่ต่อสู้ให้ชนะ ต้องเรียนรู้ทั้งการรุกและรับ จากเทคนิคต่างๆ ได้แก่ นาเงวาซา (Nagewaza) จะมีท่าทุ่มยูโดพื้นฐาน12 ท่า แยกย่อยตามส่วนของร่างกายที่ใช้ทุ่ม เช่น การทุ่มด้วยมือ การทุ่มด้วยไหล่ การทุ่มด้วยหลัง

กะตะเมวาซา (Katamawaza) คือเทคนิคการกอดรัดเพื่อให้อีกฝ่ายหายใจไม่ออก รวมทั้งการจับยึดและการล็อคข้อต่อ ซึ่งจะใช้ขณะที่ต่อสู้กันอยู่กับพื้นเบาะเพื่อให้คู่ต้อสู้ยอมจำนน

แล้วก็ยังมีเทคนิคที่เรียกว่า อาเตมิวาซา (Atemiwaza) เทคนิคในการใช้วิธีชกต่อย ทุบ ถีบหรือใช้ศอกถอง ส่วนต่างๆ ของร่างกายให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ พิการ หรือถึงแก่ชีวิต ซึ่งจะใช้ในกรณีต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ถ้าเป็นการแข่งขันกีฬาจะไม่มีการใช้เทคนิคนี้อย่างเด็ดขาด

องค์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญในการแข่งขันก็จะมีทั้งเรื่องของ เครื่องแต่งกาย ชุดสำหรับเล่นหรือแข่งยูโดจะเรียกว่า ยูโดกิ (Judoki) มีส่วนที่เป็นเสื้อ กางเกง ซึ่งต้องเป็นสีขาว ทำจากผ้าฝ้ายดิบ และมีสายคาดเอวเป็นเครื่องแสดงระดับความสามารถทั้งชายและหญิง เช่น ยูโดสายดำ ที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆ แต่ละประเทศจะแบ่งระดับและสีไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นของไทย สายดำก็มีแบ่งแยกย่อยเป็นหลายระดับชั้น ตั้งแต่ 1-10 โดยสายดำชั้นสูงสุดนั่นคือ ระดับชั้น 9-10 จะใช้สายคาดเอวสีแดง บ่งบอกถึงความสามารถระดับสูงหรือเรียกว่า ระดับดั้ง (Dan) แล้วก็ยังมีระดับนักเรียนฝึกหัด เรียกว่า ระดับคิว (Kyu)

ในส่วนของ กติกายูโด ตามหลักโอลิมปิกสากลที่ใช้กันทั่วโลก การต่อสู้หนึ่งยกจะใช้เวลา 4 นาที โดยมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่พบเห็นกันอยู่เสมอก็คือการโค้งคำนับก่อนเริ่มและหลังจบการต่อสู้ ส่วนการให้คะแนน การตัดสินแพ้ชนะจากกรรมการก็มีหลายปัจจัยที่สำคัญ เช่น ทักษะการควบคุมฝ่ายตรงข้าม หลังต้องแตะเสื่อตาตามิ ความแรงและเร็วในการทุ่ม เป็นต้น

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ สนามยูโด หรือเสื่อตาตามิ จะต้องเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสความยาวประมาณ 1 เมตร แบ่งออกเป็นโซนพื้นที่ต่างๆ คือ พื้นที่ต่อสู้ บริเวณในใจกลางของเสื่อเป็นจุดที่การต่อสู่และมีการให้คะแนน แล้วก็ยังมีพื้นที่อันตราย จะมีการทำเครื่องหมายสีแดงและอยู่รอบอาณาเขนพื้นที่ต่อสู้โดย ถ้านักกีฬาออกมาตรงนี้จะถือว่าออกจากโซนคะแนน และสุดท้ายพื้นที่ด้านนอกสุดเรียกว่า เขตรักษาความปลอดภัย เปรียบเหมือนพื้นที่นอกโซนการแข่งขัน ซึ่งจะไม่มีการแข่งขันหรือให้คะแนนใดๆ

จากเรื่องราวของยูโด ที่ได้นำเสนอไปข้างต้น ก็คงจะเห็นถึง ประโยขน์ของยูโด ได้อย่างชัดเจนในหลายๆ แง่มุมทั้งเรื่องของการฝึกทักษะและพละกำลังทางร่างกาย ที่มีรายละเอียดในเรื่องของมารยาทของศิลปะการต่อสู้ที่ต้องเรียนรู้ อีกทั้งยังได้ฝึกการวางแผนเมื่อต้องแข่งขันกับคู่ต่อสู้ ได้ใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และในชีวิตประจำวันก็มีส่วนช่วยในเรื่องการฝึกสมาธิ การสงบจิตใจ ฝึกความมุ่งมั่นเพื่อไปก้าวไปสู่การเป็นนักยูโดที่มีความสามารถจนถึงระดับนักกีฬาที่ได้ลงแข่งขันรายการระดับประเทศด้วย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo