ตำนานราชินียิมนาสติกโอลิมปิก

ตำนานราชินียิมนาสติกโอลิมปิก

ตำนานราชินียิมนาสติกโอลิมปิก

ลาริซ่า ลาตีนิน่า ราชินียิมนาสติกโอลิมปิก

ตำนานราชินียิมนาสติกโอลิมปิก

 

ลาริซ่า ลาตีนิน่า นักยิมนาสติกทีมสหภาพโซเวียต ช่วงปี 1956-1964 จากการที่เธอคว้าไปทั้งหมด 9 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง ในการลงแข่งโอลิมปิก 3 สมัย

ลาตีนิน่าลงแข่งในยุคที่อุปกรณ์ในกีฬายิมนาสติกส่วนใหญ่ทำจากไม้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นสำหรับแข่งฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ หรือคานทรงตัว

ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย และส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายในระยะยาว

 

จิตใจแห่งผู้ชนะที่ได้จากผู้ให้กำเนิดและภาวะสงคราม

“ฉันรู้สึกขอบคุณคุณแม่อย่างมากที่เลี้ยงดูฉันให้เป็นคนที่ต้องการเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ”

ลาตีนิน่า เกิดในเคอร์ซอน เมืองท่าของประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ปี 1934 โดยมีความฝันอยากจะเป็นนักเต้นบัลเลต์

แต่เมื่ออายุได้ 9 ขวบ พ่อของเธอก็ต้องเสียชีวิตในยุทธการสตาลินการ์ดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้แม่ต้องทำงานหลายอย่างเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

และหาเงินจ่ายค่าเรียนบัลเลต์ให้ลูกสาว

“แม่ของฉันต้องเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวเพราะคุณพ่อเสียชีวิตในยุทธการสตาลินการ์ดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เธอก็ยังเลี้ยงดูฉันให้เป็นแบบนั้น”

“และในฐานะทีมรัสเซียแล้ว เรามักจะพูดถึงวิธีที่จะคว้าชัยชนะเพราะทุกคนคือเด็กจากชาติของผู้ชนะสงคราม”

 

เพราะโชคชะตาทำให้หันเหจากบัลเล่ต์สู่ยิมนาสติก

ถึงแม้คุณแม่ของลาตีนิน่าต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาค่าเรียนบัลเลต์ให้ลูกสาว แต่ความฝันของเธอก็ต้องหยุดชะงัก

เมื่อเจ้าของสตูดิโอสอนบัลเลต์ย้ายออกจากเมืองเคอร์ซอน ทำให้ต้องปิดกิจการ

ลาตีนิน่าในวัย 11 ปี ต้องการบางอย่างมาแทนที่ เพื่อตอบสนองพลังงานที่ล้นเหลือและความต้องการในการแข่งขัน

เธอจึงหันหน้าเข้าสู่วงการยิมนาสติกเนื่องจากมองว่ามีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

ซึ่งเห็นได้จากท่วงท่าแบบบัลเลต์ที่เธอนำมาใช้ทุกครั้งที่ลงแข่งขัน และกลายเป็นเอกลักษณ์ของเธอจนถึงวันที่อำลาวงการ

5 ปีต่อมาหลังจากหันมาเล่นยิมนาสติก ลาตีนิน่าก็คว้าแชมป์ระดับประเทศในรุ่นนักเรียน ก่อนจะย้ายไปอยู่ในกรุงเคียฟเพื่อศึกษาต่อ

และฝึกซ้อมอย่างจริงจังมากขึ้นภายใต้การชี้นำของ อเล็กซานเดอร์ มิชาคอฟ ผู้ปลุกปั้นให้ บอริส ชัคลิน คว้า 13 เหรียญโอลิมปิกจากยิมนาสติกชายให้สหภาพโซเวียต

 

เปิดตัวสู่เวทีนานาชาติ โอลิมปิกหนแรก และคุณแม่แชมป์โลก

ลาตีนิน่า ลงแข่งระดับนานาชาติครั้งแรกเมื่ออายุได้ 19 ปี ในรายการชิงแชมป์โลกที่กรุงโรมปี 1954 โดยคว้าเหรียญทองประเภททีมได้สำเร็จ

แต่รายการที่สร้างชื่อให้เธอคือโอลิมปิกที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียอีก 2 ปีต่อมา

ลาตีนิน่ากวาดไปถึง  6 เหรียญโดยได้ 4 เหรียญทองจากประเภททีม, บุคคลรวมอุปกรณ์, ม้ากระโดด และฟลอร์เอ็กซ์เซอร์ไซส์

1 เหรียญเงินจากบาร์ต่างระดับ และ 1 เหรียญทองแดงจากประเภททีมอุปกรณ์เอ็กซ์เซอร์ไซส์

แต่ที่ฮือฮายิ่งกว่านั้นคือ ในปี 1958 ลาตีนิน่า คว้าแชมป์ได้ถึง 5 จาก 6 รายการในศึกชิงแชมป์โลก ขณะที่ตั้งท้องลูกคนแรก 4 เดือน

“ฉันไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายแตกต่างจากปกติ ฉันแค่ต้องการจะแข่งให้จบเพื่อจะได้บอกทุกคนว่าตัวเองตั้งครรภ์ ซึ่งแม้แต่โค้ชหรือเพื่อนสนิทที่สุดก็ไม่รู้เรื่องนี้”

ลาริซ่า ลาตีนิน่า ราชินียิมนาสติกโอลิมปิก

 

โกยเหรียญที่กรุงโรม และโอลิมปิกครั้งสุดท้ายที่กรุงโตเกียว

ใน โอลิมปิก ปี 1960 ที่กรุงโรม ลาตีนิน่ากลับมาป้องกันแชมป์ได้ 3 จาก 4 รายการ (ประเภททีม, บุคคลรวมอุปกรณ์, ฟลอร์เอ็กซ์เซอร์ไซส์)

บวกกับ 2 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดง ซึ่งแม้จะคว้าไปแล้ว 7 เหรียญทองโอลิมปิก แต่ความกระหายต่อความสำเร็จของเธอยังคงไม่จางหายไป

ลาตีนิน่าคว้าอีก 6 เหรียญจากศึกชิงแชมป์โลกที่กรุงปรากในปี 1962 แบ่งเป็น 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดง

ก่อนที่จะไปลงแข่งโอลิมปิกครั้งสุดท้ายของตัวเองที่กรุงโตเกียวในปี 1964

ซึ่งเธอทิ้งทวนด้วยการคว้า 2 เหรียญทองจากประเภททีม และฟลอร์เอ็กซ์เซอร์ไซส์ 2 เหรียญเงินจากบุคลรวมอุปกรณ์และม้ากระโดด

บวกกับ 2 เหรียญทองแดงจากบาร์ต่างระดับและคานทรงตัว

ทำให้ลาตีนิน่าได้ไปทั้งหมด 18 เหรียญโอลิมปิก กลายเป็นนักกีฬา ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในขณะนั้น ก่อนที่ ไมเคิล เฟลป์ส จะแซงได้สำเร็จใน ลอนดอน เกมส์ ปี 2012

ความจริงแล้ว ลาตีนิน่าอยู่ที่ อควาติก เซ็นเตอร์ ในกรุงลอนดอน ตอนที่เฟลป์สก้าวข้ามเธอไปได้สำเร็จ

พร้อมทั้งต้องการเป็นผู้มอบเหรียญรางวัลให้ด้วยตัวเอง แต่ถูกคณะกรรมการโอลิมปิกสากลปฏิเสธ

หลังจากคว้าอีก 5 เหรียญในศึกชิงแชมป์ยุโรปปี 1965 ลาตีนิน่าก็อำลาการแข่งขันหลังจบศึกชิงแชมป์โลกปี 1966

โดยได้เหรียญเงินจากประเภททีม ปิดฉากอาชีพกว่า 12 ปีในฐานะหนึ่งในนักยิมนาสติกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ยิมนาสติก (อังกฤษ: Gymnastics) เป็นกีฬาที่เกี่ยวกับการแสดง ความแข็งแรง ความสวยงาม ความคล่องแคล่ว และการทำงานประสานกันของร่างกาย เป็นกีฬาสากลประเภทหนึ่งที่จัดเข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมาเมื่อใด แต่มาปรากฏก่อนคริสต์ศักราช 2,600 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาวจีนได้มีการฝึกฝนท่ากายบริหารและคิดประดิษฐ์ท่ากายบริหารขึ้น แต่การเริ่มต้นยิมนาสติกอย่างแท้จริงน่าจะเริ่มสมัยเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งชาวกรีกและโรมัน โดยเฉพาะกรีกโบราณ คำว่ายิมนาสติก เป็นภาษากรีก มาจากคำว่า Gymnos แปลว่า Nude หรือแปลว่า Naked Art มีความหมายว่า “ศิลปะแห่งการเปลือยเปล่า”

ในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการกำหนดประเภทยิมนาสติกสากล ประเภทชายมี 6 อุปกรณ์ และหญิงมี 4 อุปกรณ์

อุปกรณ์ในประเภทชาย
  1. ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ (Floor exercise)
  2. ม้าหู หรือม้าหมุน (Pommel horse)
  3. ห่วง (Rings)
  4. ม้ากระโดด (Long horse)
  5. บาร์คู่ (Parallel bars)
  6. บาร์เดี่ยว (Horizontal bar)
อุปกรณ์ในประเภทหญิง
  1. ม้ากระโดด (Vaulting horse)
  2. บาร์ต่างระดับ (Uneven bars)
  3. คานทรงตัว (Balance bars)
  4. ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ (Floor exercise)

ยิมนาสติกอีกประเภท คือ ยิมนาสติกลีลาประกอบดนตรี (Rhythmic Sportive Gymnastic) เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2513 ทางแถบยุโรปตอนเหนือ ผู้เล่นจะเป็นผู้หญิงเท่านั้น เป็นการแสดงบนฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ โดยจะเป็นการเคลื่อนไหวประกอบเสียงดนตรี และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น บอล (Ball) ริบบิ้น (Ribbin) คทา หรือคลับ (Club) ห่วง (Hoop) เชือก (Rope)

ยิมนาสติกทั้งสองประเภทจะอยู่ภายใต้การควบคุมของสหพันธ์ยิมนาสติกสากล

ส่วนยิมนาสติกายกรรม หรือยิมนาสติกผาดโผนมิได้ขึ้นกับสหพันธ์ยิมนาสติกสากล  มีลักษณะการแข่งขันทั้งประเภทเดี่ยว ประเภทคู่ และประเภททีม เป็นลักษณะของการต่อตัว ผสมกับการแสดงท่ายืดหยุ่น หรือการตีลังกาทั้งบนฟลอร์ และกลางอากาศ โดยผู้เล่น แสดงเข้าจังหวะเสียงดนตรี ให้มีความกลมกลืน ในเวลาที่กำหนด

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo