ดาร์เรน แคมป์เบลล์

ดาร์เรน แคมป์เบลล์

ดาร์เรน แคมป์เบลล์

ดาร์เรน แคมป์เบลล์

ดาร์เรน แคมป์เบลล์ 

เขาคือนักวิ่งประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร ด้วยดีกรีเหรียญทองระดับยุโรปและระดับโลก รวมทั้งเหรียญทองใน โอลิมปิก จนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษชั้น MBE

อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่งเขากลับเป็นหนึ่งในสมาชิกชาวแก๊งหรือกลุ่มอันธพาล ซึ่งเป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน และเคยเกือบเสียชีวิตจากการทะเลาะกันระหว่างแก๊งมาแล้ว

เติบโตจากย่านเสื่อมโทรม

มีคนเคยบอกไว้ว่า “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเส้นทางของตัวเองได้” และชีวิตของ ดาร์เรน แคมป์เบลล์ ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น เขาเกิดในย่านเซล เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศ อังกฤษ และเติบโตขึ้นมาในแฟลตเอื้ออาทร ด้วยการเลี้ยงดูของ มาร์วา ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

อันที่จริง เขามีชื่อตอนเกิดว่า ดาร์เรน แกรนท์ ตามนามสกุลของพ่อ แต่การที่พ่อจากไปตั้งแต่เขายังไม่รู้ความ แถมกว่าจะได้พบกันครั้งแรกก็ปาเข้าไปตอนเขาอายุ 13 ปีแล้ว ทำให้ ดาร์เรน เอาคืนด้วยการเปลี่ยนมาใช้ แคมป์เบลล์ ซึ่งเป็นนามสกุลของแม่

อย่างไรก็ดี ในตอนที่ยังไม่ถึงจุดนั้น พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แถมด้วยความที่ มาร์วา เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ทำให้เธอต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูเขาและน้องสาว ซึ่งบางวันอาจจะต้องทำถึง 2-3 จ๊อบ

ด้วยเหตุนี้ มาร์วา จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกชายของเธอมากนัก และมันก็ทำให้ ดาร์เรน เป็นอิสระ เขามักจะใช้เวลาว่างไปจับกลุ่มมั่วสุมกับเด็กแถวบ้าน ก่อนจะขยายกลายเป็นแก๊งอันธพาล สร้างความรำคาญให้กับคนในละแวกนั้น

โลกสองใบที่ต่างกัน

แม้ว่า แคมป์เบลล์ จะมีชีวิตในวัยเด็กที่อัตคัด แต่เขาก็มีพรสวรรค์ในการเล่นกีฬาเป็นสิ่งทดแทน ด้วยรูปร่างที่กำยำ ทำให้เขาโดดเด่นทั้ง ฟุตบอล และกรีฑา และมีความฝันว่าวันหนึ่งเขาจะไปโชว์ฝีไม้ลายมือในโอลิมปิกให้ได้

จุดเริ่มต้นของความฝันเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อ แคมป์เบลล์ ได้เห็น คาร์ล ลูอิส นักกรีฑาผิวดำชาวอเมริกัน กวาด 4 เหรียญทองจากการแข่งขัน วิ่ง 100 เมตร วิ่ง 200 เมตร วิ่งผลัด 4×100 เมตร และกระโดดไกล ในโอลิมปิก ที่ลอสแอนเจลิส

อันที่จริงในตอนนั้น เขาก็เป็นนักวิ่งอนาคตไกล เมื่อถูกแม่ส่งมาเรียนที่ Sale Harriers ซึ่งเป็นสถาบันฝึกนักกรีฑาโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 1980 หลังได้เห็นผลงานอันน่าทึ่งของ ดาร์เรน ในกีฬาสีของโรงเรียน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเส้นทางในชีวิตนักวิ่งของเขากำลังเบ่งบาน ด้วยแชมป์ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ แต่ชีวิตนอกลู่วิ่งของเขากลับค่อย ๆ จมดิ่งลงไปในด้านมืด ตอนอายุ 16 เขาเคยวางแผนกับเพื่อนเข้าไปงัดแงะผับแห่งหนึ่งในย่านนั้น

เขารู้ตัวว่าสิ่งที่เป็นอยู่ไม่ใช่เรื่องดีและพยายามออกไปจากจุดนั้น แต่คนเหล่านั้นก็คือเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตแบบโลกสองใบ ที่โลกหนึ่งเป็นนักกรีฑาฝีมือดี ส่วนอีกโลกหนึ่งคือโลกของอันธพาล

หวิดสิ้นชื่อ

แคมป์เบลล์ ยังใช้ชีวิตแบบโลกสองใบต่อไปเรื่อย ๆ ด้านกรีฑาเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จนก้าวขึ้นไปติดทีมเยาวชนของสหราชอาณาจักร ก่อนจะคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้ถึง 2 เหรียญ ใน กรีฑาเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ที่กรีซ ในปี 1991

ส่วนชีวิตชาวแก๊ง ก็ยังดำเนินไปอย่างที่เคยเป็นมา เขามักจะใช้เวลาว่างหลังการฝึกซ้อมไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนชาวแก๊งที่ตอนนี้ขยายใหญ่ขึ้น หลังไปจับมือกับแก๊งอื่น หรือบางครั้งก็ยกพวกต่อยตีกับแก๊งฝั่งตรงข้ามอยู่เป็นประจำ

แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เขาเกือบเหลือแค่ชื่อ เมื่อครั้งหนึ่งเขาดันไปเจอกับแก๊งคู่อริ ที่อาร์นเดล เซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้าในเมืองแมนเชสเตอร์ แต่อีกฝั่งหนึ่งมีอาวุธ สิ่งที่เขาไม่มีติดตัวในขณะนั้น และกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์เฉียดตายที่สุดครั้งหนึ่งของเขา

การเสียชีวิตของคนใกล้ตัว ทำให้ แคมป์เบลล์ กลับมาทบทวนอนาคตของตัวเองอีกครั้ง แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากที่ต้องเอาตัวเองออกไปจากมิตรสหายที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ต้องทำ เพราะไม่อย่างนั้น วันหนึ่งอาจจะเป็นตัวเขาเองที่เป็นคนนอนอยู่ในโลง

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ แคมป์เบลล์ ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเพื่อนร่วมแก๊ง แต่มันอาจจะเป็นเรื่องดี เมื่อมันทำให้เขามีเวลาฝึกซ้อมมากขึ้น ก่อนจะเฉิดฉายในศึกกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์โลก 1992 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการคว้าเหรียญทองในรายการวิ่งผลัด 4×100 เมตร รวมถึงอีก 2 เหรียญเงิน ในรายการวิ่ง 100 และ 200 เมตร

ผลงานที่โดดเด่น ทำให้ แคมป์เบลล์ ได้รับข้อเสนอมากมาย และตัดสินใจเลือกไปอยู่กับ มัลคอล์ม อาร์โนลด์ ที่เป็นโค้ชของ โคลิน แจ็คสัน นักกระโดดข้ามรั้วเหรียญเงินโอลิมปิก 1988 ซึ่งทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่เมืองนิวพอร์ต ทางตอนใต้ของเวลส์

เขามากินอยู่หลับนอนกับครอบครัวของโค้ชอาร์โนลด์ ที่เปลี่ยนเขาจากดาวเด่นสมัยเยาวชนมาเป็นนักกรีฑาอย่างเต็มตัว และได้รับใช้ทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก หลังถูกเลือกติดทีม 4×100 เมตร สหราชอาณาจักร ในศึกชิงแชมป์โลก ที่เมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมัน ในปี 1993

ในขณะเดียวกัน เขายังได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองชื่อว่า Track Record ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2020 เพื่อบอกเล่าเรื่องราวในอดีต และหวังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่ท้อถอย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ลืมว่าตัวเขามาจากไหน

“ผมรู้สึกว่ามันสำคัญมากที่จะไม่ปิดบังสถานที่ที่เราเกิดมา มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งในชีวิตนั้นเป็นไปได้ทั้งนั้น”

“สำหรับชีวิต มันไม่เกี่ยวเลยว่าคุณจะเริ่มต้นจากตรงไหน แต่มันสำคัญว่าเราเข้าเส้นชัยที่ไหนมากกว่า” แคมป์เบลล์ ทิ้งท้าย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo