ซูโม่ กีฬาต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์

ซูโม่ กีฬาต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์

ซูโม่ กีฬาต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์

ซูโม่ กีฬาต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์

ซูโม่ กีฬาต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์

ถ้าพูดถึงกีฬาญี่ปุ่นละก็ ภาพของนัก ซูโม่ ลอยมาแน่นอน เพราะด้วยรูปร่างอันสูงใหญ่ นุ่งผ้าน้อยชิ้นพร้อมทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้หลายคนจดจำกีฬา ญี่ปุ่น ชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี มาค้นหาความน่าสนใจและเสน่ห์ของกีฬาซูโม่กับป้าเมโกะแล้วจะรู้ว่าซูโม่เป็นมากกว่ากีฬาของชาติญี่ปุ่นเสียอีก

ประวัติซูโม่

ซูโม่มีประวัติยาวนานกว่า 1,500 ปี ถือเป็นกีฬาที่ฝังรากลึกเข้าไปในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่เดิมซูโม่ไม่ได้เป็นกีฬาเอาไว้ชมกันอย่างเดียว แต่ยังเอาไว้แสดงประกอบพิธีกรรมหน้าเทพเจ้าตามความเชื่อของชินโต เพื่อแสดงความเคารพเทพเจ้าและเพื่อขอพรให้พืชผลออกดีในฤดูเก็บเกี่ยวอีกด้วย จนถึงสมัยเอโดะ ในสมัยนั้นได้เริ่มมีการจัดการแข่งซูโม่ขึ้นเพื่อหาเงินบริจาคสร้างศาลเจ้าหรือวัด คนธรรมดาก็เลยมีโอกาสได้ชมซูโม่ และนักกีฬาซูโม่มืออาชีพก็ได้ถือกำเนิดขึ้น จนพัฒนามาเป็นกีฬาซูโม่ที่เราเห็นอย่างทุกวันนี้

ซูโม หรือมวยปล้ำญี่ปุ่นเป็นกีฬาประจำชาติที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ประวัติของซูโม่สามารถย้อนกลับไปได้ไกลถึงศตวรรษที่ 8 โดยวังหลวงได้คัดเลือกนักมวยปล้ำจากกองทัพมาสู้กัน เพื่อสร้างความบันเทิงแก่ชาววังในเกียวโต และพัฒนาจนกลายเป็นกีฬาอาชีพในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ เป็นต้น อีกด้วย
 

ประเพณีที่ยึดถือในกีฬาซูโม่นั้นมีความเก่าแก่มาก และยึดถือเป็นแบบปฏิบัติต่อเนื่องกันมาถึงปัจจุบัน เช่น การโปรยเกลืออันเป็นสัญลักษณ์แสดงความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ซูโม่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในศาสนาชินโต การใช้ชีวิตของนักปล้ำซูโม่นั้นเคร่งครัดเป็นอย่างยิ่ง และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยสมาคมซูโม่ นักปล้ำซูโม่อาชีพจะใช้ชีวิตร่วมกันภายใต้ค่ายสังกัด (heya) ของตนเอง โดยแบบแผนการดำเนินชีวิตในทุกด้าน นับตั้งแต่อาหารการกิน ไปจนกระทั่งการแต่งกายนั้น ถูกกำหนดด้วยประเพณีปฏิบัติอันเคร่งครัด

ซูโม่ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่8 เป็นความบันเทิงสำหรับขุนนางเจ้านายในราชสำนักเกียวโต (เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น)ซึ่งจะทำการคัดเลือกทหารในกองทัพที่แข็งแรงให้มาประลองมวยปล้ำหน้าพระที่นั่ง ก่อนจะพัฒนามาเป็นกีฬาของเหล่าซามุไรในเวลาต่อมา

ในศตวรรษที่17 ซูโม่จึงกลายเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ โดยจัดแข่งขันตามศาลเจ้าต่างๆในลัทธิชินโต ริ้วขบวนต่างๆ เครื่องแต่งกายและพิธีกรรมของกีฬาซูโม่ในปัจจุบัน เป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่ล้วนมีอิทธิพลมาจากลัทธิชินโตทั้งสิ้น
ซูโม่ เป็นกีฬาที่น่าทึ่งที่ประมวลเอาหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งพละกำลัง เทคนิค พิธีกรรมโบราณ ระเบียบที่ว่าด้วยความประพฤติ แนวคิดที่เกี่ยวกับศาสนา ระบบอาวุโสตลอดจนการฝึกซ้อมที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจากยุคศักดินา การก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในกีฬาชนิดนี้ จำเป็นต้องอาศัยกำลังกาย-ใจที่กล้าแกร่ง ต้องผ่านการพักผ่อนไม่เพียงพอ คลุกดินอาบเหงื่อต่างน้ำ การถูกกดขี่ข่มเหง การต้องคอยรับใช้ ประกอบอาหาร วิ่งส่งของ ตลอดจนขัดหลังให้กับผู้อื่นเพียงเพื่อแลกกับที่อยู่ที่กิน หากต้องการเงินเดือน ก็ต้องก้าวขึ้นไปอยู่ในชั้นแนวหน้าให้ได้!
ความใฝ่ฝันของนักซูโม่หน้าใหม่ทุกคนคือ ต้องก้าวขึ้นไปเป็น“เซกิโทริ”ให้จงได้ “เซกิโทริ” คือยอดฝีมือ50อันดับแรกจากนักซูโม่ทั้งหมดกว่า 600คน หากเป็น“เซกิโทริ”ได้ ก็จะได้ทั้งชื่อเสียง เงินเดือน สตรี และรุ่นน้องมาคอยบริการรับใช้ และใน 50 อันดับแรกนี้ จะมีเพียง2คนเท่านั้นที่ก้าวขึ้นไปเป็น“โยโคะสึนะ”หรือสุดยอดแชมเปี้ยนได้สำเร็จ!

ในแต่ละปี มีการจัดการแข่งขันซูโม่ ทั้งสิ้น 6 ครั้งๆละ 2 สัปดาห์ โดยจะจัดที่ สนามโคคุกิคัง ในเขตเรียวโกะกุ ของกรุงโตเกียว 3ครั้งในเดือนมกราคม, พฤษภาคม และกันยายน นักซูโม่แต่ละคนจะลงแข่งขันวันละนัดทุกวันตลอด 2 สัปดาห์ ผู้ชนะเลิศจะได้ครองถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระจักรพรรดิ เงินก้อนโต เนื้อวัวชั้นดี และข้าวสารในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะเลี้ยงคนในค่ายซูโม่ต้นสังกัดได้เป็นปีเลยทีเดียว

กว่าจะได้เป็นนักซูโม่

การจะได้เป็นนักซูโม่นั้นไม่ง่าย เพราะต้องผ่านการฝึกฝนหลายขั้นตอน เพราะการเป็นนักซูโม่ได้นั้นถือว่ามีเกียรติและซูโม่ยังถูกยกย่องให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการดำรงชีวิตตามแบบแผนญี่ปุ่นดั้งเดิม ดังนั้นนักซูโม่จึงต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะการฝึกซ้อม การกิน และวิธีการดำรงชีวิต

ก่อนจะมาเป็นซูโม่มืออาชีพต้องสมัครเข้าโรงเรียนฝึกหรือที่เรียกว่า ‘เฮยะ’ เสียก่อนเพราะซูโม่ต้องมีสังกัดอยู่ ถ้าเปรียบแบบบ้านเราคือต้องเป็นศิษย์ในค่ายมวย แต่ละค่ายอาจมีกฎเกณฑ์รับสมัครต่างกัน แต่ส่วนมากจะรับสมัครอายุไม่เกิน 23-25 ปี ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 165-167 เซนติเมตร น้ำหนัก 65-67 กิโลกรัมขึ้นไป (ค่อยไปขุนน้ำหนักทีหลังได้) และเป็นเพศชายเท่านั้น นอกจากการฝึกทักษะการปล้ำมวยแล้วพวกเขายังต้องเข้าห้องเรียนวิชาการเป็นเวลา 6 เดือน เช่นการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ซูโม่ การเขียนพู่กัน หรือสังคมศาสตร์ก็ต้องเรียนเหมือนกัน

โดยตารางชีวิตของซูโม่ฝึกหัดนั้นเข้มงวดไม่เบา เพราะถูกกำหนดไว้หมดแล้วโดยเริ่มตั้งแต่ตื่นนอน 6 โมงเช้า / 6 โมงครึ่งฝึกซ้อม / 11 โมงเช้าอาบน้ำ / เที่ยงทานอาหารกลางวัน / บ่ายสองนอนหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย / 4 โมงเย็น ทำความสะอาดและฝึกซ้อม / 6 โมงเย็น ทานอาหารเย็น /สามทุ่มครึ่ง เข้านอน (เฮยะจะปิดประตู ปิดไฟหมด เป็นการบังคับให้นอน) เป็นต้น

กว่าจะประสบความสำเร็จเป็นแถวหน้าในวงการนั้นไม่ง่าย ใช้ทั้งเวลาและความอดทนไม่น้อย ลำดับขั้นของซูโม่มีทั้งหมด 6 ขั้น จะได้เลื่อนขั้นหรือถูกลดขั้นไปลำดับไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับผลงานว่าแพ้หรือชนะมากเท่าไร โดยขั้นต่ำสุด คือ Jonokuchi ซึ่งถือว่าเป็นขั้นแรกสุดและลำบากสุดก็ว่าได้ เพราะไหนจะต้องฝึกซ้อมแล้วยังต้องช่วยงานในเฮยะ เช่นทำความสะอาด หุงอาหาร และปรนนิบัติรุ่นพี่ (ป้าว่าอารมณ์เป็นรุ่นน้องต้องโดนรับน้องนิดนึง) ไล่ไปจนถึงขั้นสูงที่เรียกว่า Makuuchi โดยตำแหน่งแชมเปี้ยนที่เรียกว่า Yokozuna เป็นตำแหน่งสูงสุดที่นักซูโม่ทุกคนใฝ่ฝัน~

บอกเลยว่าถ้าผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงและชนะติดต่อกันจนได้เลื่อนขั้นมาถึงตำแหน่ง Yokozuna ก็สบายแล้วเพราะรายได้นี่ไม่ธรรมดา โดยจะได้ค่าเบี้ยเลี้ยง (แม้ไม่ใช่ฤดูกาลแข่งขั้น) เดือนละ 2.8 ล้านเยนต่อเดือน (ย้ำว่าต่อเดือน) ถือว่าเยอะมาก เพราะแม้แต่อาชีพหมอญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ทำงานโรงพยาบาลทั่วไป 3-4 ปีก็ยังแทบไม่ถึงล้านเยนต่อเดือน และเงินนี้ยังไม่รวมค่าสปอนเซอร์ ค่าออกทีวี (กรณีดังเป็นเซเลบริตี้) ฯลฯ ป้าไม่แปลกใจเลยว่านักซูโม่ดังๆของญี่ปุ่นมีแฟน/ภรรยาสวยๆระดับดาราหรือนางแบบแถวหน้าก็ไม่น้อย

ลักษณะ

คู่ปล้ำจะมีรูปร่างอ้วนใหญ่ และจะต้องมีน้ำหนักตัวจะต้องไม่ต่ำกว่า 75 กก.ทั้งสองฝ่ายต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายหนึ่งล้ม ทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายนอกเหนือจากฝ่าเท้าแตะกับพื้น หรือดันคู่ต่อสู้ให้ออกจากวงกลมขนาดเล็ก การต่อสู้ใช้เวลาไม่นานและเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมซึ่งรวมถึงการโปรยเกลือบนพื้นในกรอบวงกลม เป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ เนื่องจากซูโม่เป็นกีฬาที่มีเกียรติ ผู้ที่ก้าวไปถึงตำแหน่ง “โยโกสุนะ” ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของซูโม่ถือว่าเป็นผู้พิชิตอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ฤดูกาลแข่งขันซูโม่ของนักซูโม่อาชีพ เปิดการแข่งขันปีละ 6 ครั้ง คือในเดือนมกราคม มีนาคม พฤษภาคม กรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน โดยแต่ละครั้งใช้เวลานาน 15 วัน

กติกาการเล่นซูโม่

กติกาการเล่นจริงๆแล้วแสนง่ายดาย ฝ่ายไหนจับอีกฝ่ายออกจากเชือกวงกลมหรือที่เรียกว่าโดเฮียว (ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.55 เมตร) ได้ก็ถือว่าชนะ ไม่มีอะไรซับซ้อน ตัดสินแพ้ชนะได้ง่ายๆเลยในไม่กี่นาที แต่แตกต่างกับมวยหรือกีฬายกน้ำหนักที่ว่าจะไม่มีการแบ่งประเภทของนักแข่งตามน้ำหนักใดๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมซูโม่ยิ่งตัวใหญ่ยิ่งดี เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอคู่ต่อสู้ตัวใหญ่แค่ไหน (ส่วนใหญ่ที่ป้าเห็นก็จะน้ำหนักประมาณ 140 กว่ากิโล)

ใครที่เคยดูการแข่งซูโม่คงเคยเห็นว่านักกีฬาซูมีการทำพิธีกรรมและท่าทางต่างๆก่อนเริ่มเล่น โดยนักซูโม่จะโปรยเกลือลงบนสังเวียนเพื่อความบริสุทธิ์ และจะยกขากระทืบเท้าทั้งสองข้างนั้นเพื่อเป็นการไล่ภูติผีปีศาจ เวทีซูโม่และกีฬาซูโม่นั้นถือเป็นของศักดิ์สิทธิตามความเชื่อศาสนาชินโด ตามประเพณีแล้วผู้หญิงห้ามก้าวเข้าไปโดยเด็ดขาด ปี 2018 ที่ญี่ปุ่นออกข่าวกันครึกโครมเนื่องจากนายกเทศมนตรีเกิดหมดสติขณะพูดเปิดงานบนเวทีแข่งซูโม่แล้ว พยาบาลซึ่งเป็นผู้หญิงจึงรีบรุกไปช่วยแต่กลับมีประกาศออกไมค์ว่าให้นางพยาบาลออกไปจากสนามแข่งโดยด่วน เหตุการณ์นี้เรียกเสียงวิพากวิจารณ์กันใหญ่เพราะศตวรรษที่ 21 แล้ว และเกิดเหตุฉุกเฉินขนาดนี้ยังจะยึดประเพณีนี้อีกหรือ

อาหารซูโม่

กว่าจะขุนน้ำหนักเด็กหนุ่มผอมแห้งให้อ้วนท้วนได้ขนาดนั้น เรื่องกินถือเป็นเรื่องใหญ่และต้องมีวินัยไม่น้อย โดยทุกวันต้องกินให้ได้ประมาณ 20,000 แคลอรี (คนปกติกินประมาณ 2,500 แคลอรี มากกว่าเกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว) ที่น่าสนใจคือวิธีการกินเพราะซูโม่ที่เห็นตัวใหญ่ๆนั้นเขาไม่กินอาหารเช้ากันนะ เมื่อตื่นเช้ามาก็จะฝึกซ้อมอย่างหนักให้หิวจนสามารถกินได้เยอะๆในมื้อกลางวัน

อาหารหลักของซูโม่คือ ‘Chanko-Nabe’ หรือหม้อไฟที่หลักๆแล้วประกอบด้วยเนื้อ ปลา ผัก เต้าหู้ เน้นโปรตีนเป็นสำคัญ เสริมด้วยข้าวสวยที่จะทานกันเป็นสิบชามหรือบางครั้งก็จะตบท้ายด้วยการเทเส้นอุด้งลงในน้ำซุปที่เหลืออีก และปิดท้ายด้วยเบียร์ เอาให้อิ่มหนำสำราญ ส่วนอาหารเย็นก็ยืนพื้นด้วยเมนูนี้เช่นกัน เมื่อท้องตึงแล้วก็ได้เวลานอนและต้องนอนตอนอิ่มเท่านั้นเพื่อจะได้ลดการเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นจากตารางชีวิตประจำวันจะสังเกตได้ว่าซูโม่จะนอนหลังกินอาหารเที่ยงอิ่มๆเกือบสี่ชั่วโมงเลยทีเดียว (เอาเป็นว่าใครจะไดเอทกรุณาทำตรงกันข้ามกับการกินนี้~)

ใครอยากลิ้มลองว่าอาหารซูโม่เป็นอย่างไรให้ไปที่ย่าน Ryogoku ที่โตเกียวได้เลย ซึ่งย่านนี้ถือเป็นย่านซูโม่จึงมีร้านอาหารที่ขาย Chanko-Nabe เยอะมาก หลายร้านเขาก็ปรับให้คนธรรมดาอย่างเราๆทานได้ ปริมาณไม่ได้มโหฬารอย่างนักซูโม่เขา นอกจากนี้มาทานอาหารในย่านนี้อาจได้เห็นซูโม่ตัวเป็นๆเดินผ่านไปมาหรือนั่งอยู่ในร้านอาหารข้างๆเราก็เป็นได้นะ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับซูโม่

หลายคนคงสะดุดตากับทรงผมของนักซูโม่กันใช่ไหมเอ่ย ป้าเองก็คนนึง นึกสงสัยว่าทำไมต้องทำผมทรงนี้หรือคนญี่ปุ่นเขาว่าหล่อสไตล์ดั้งเดิมกัน?? (ความหล่อที่ป้าเข้าไม่ถึง) ป้าเลยลองหาข้อมูลดู ทรงผมนี้มีชื่อว่าทรง ‘ชนมาเกะ’ ซึ่งเป็นทรงเดียวกันกับซามูไร แต่นักซูโม่นั้นต่างกับซามูไรตรงที่จะไม่มีการโกนผมตรงกลางออกแต่จะไว้ผมยาวแล้วมัดผมรวมตรงกลางเป็นดังโงะ ทรงนี้เอาไว้ให้ซูโม่เด็กๆทำหรือเอาไว้ให้ซูโม่ไม่ว่าจะระดับไหนทำในวันหยุด ส่วนซูโม่ที่ชั้นสูงขึ้นหรือเวลาออกงานจะทำทรง ‘ไดกินนัน’ ซึ่งเป็นการมัดจุกเช่นกันแต่จะมีลักษณะบานออกจนเหมือนใบแปะก๊วยซึ่งนี่เองก็เป็นที่มาของชื่อทรงผมนี้ ทรงผมทั้งสองแบบเป็นทรงผมที่มาตั้งแต่ก่อนสมัยเมจิและยังสืบทอดกันถึงปัจจุบัน ซูโม่น้องใหม่ไม่ได้จะทำทรงชนมาเกะนี้ได้ทันที แต่จะอนุญาตให้ทำได้เมื่อฝึกซูโม่ครบ 1 ปีแล้ว โดยที่เฮยะจะมีช่างทำผมคอยดูแล ทาน้ำมันและมัดจัดแจงให้สวย เมื่อปลดเกษียณซูโม่ก็จะตัดจุกดังโงะนี้ออกหรือไป

 

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo