จุดดำมืดที่สุดของโอลิมปิกและชีวิตแลกชีวิตที่ไม่รู้จบ

จุดดำมืดที่สุดของโอลิมปิกและชีวิตแลกชีวิตที่ไม่รู้จบ

จุดดำมืดที่สุดของโอลิมปิกและชีวิตแลกชีวิตที่ไม่รู้จบ

จุดดำมืดที่สุดของโอลิมปิกและชีวิตแลกชีวิตที่ไม่รู้จบ

จุดดำมืดที่สุดของโอลิมปิกและชีวิตแลกชีวิตที่ไม่รู้จบ

กีฬาคือพื้นที่ของความสงบสุขและความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลก แต่บางครั้งสิ่งต่าง ๆ ก็ผันแปรไปตามสถานการณ์ของโลก โดยเฉพาะเมื่อมี 2 ประเทศที่เกลียดกันเข้ากระดูกดำ และมีใครสักคนที่อยากเริ่มเรื่องด้วยความรุนแรง

นี่คือเรื่องราวในโอลิมมปิกปี 1972 ที่นครมิวนิค ประเทศเยอรมัน การ แข่งขัน ที่เริ่มต้นดั่งวันฟ้าใส แต่จบลงด้วยเหตุการณ์ที่ทำให้ฟ้ามืดที่สุดตลอดกาล … และน่าเศร้าที่ทุกวันนี้ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้

เยอรมัน … วันใหม่ 

กีฬาโอลิมปิก ถือว่าเป็นมหกรรมที่สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับประเทศเจ้าภาพได้เป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ความสำเร็จและความเป็นเลิศด้านกีฬาเท่านั้น แต่การจัดโอลิมปิกสะท้อนได้ถึงวิถีชีวิต การเมือง คุณภาพ และทุก ๆ อย่างที่คุณพอจะนึกออก มันทำให้พอจะสำรวจได้ด้วยสายตาและความรู้สึกได้ว่า “ประเทศนี้เป็นประเทศที่ดีหรือแย่” 

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมใคร ๆ ก็อยากจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เพราะถึงแม้อาจจะขาดทุนในแง่ของรายรับที่เป็นเงิน แต่หากวางแผนดี ๆ งบประมาณดังกล่าวก็สามารถเอามาพัฒนาประเทศในภาคส่วนต่าง ๆ สร้างเป็นมรดกในระยะยาวได้ บางประเทศสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่มีต่อสายตาชาวโลกได้เลย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมในนครมิวนิค ประเทศเยอรมัน (เยอรมันตะวันตก ณ เวลานั้น) จึงหมายมั่นปั้นมือกับการแข่งขันโอลิมปิกปี 1972 เป็นอย่างมาก

ก่อนหน้าโอลิมปิกครั้งดังกล่าว ประเทศเยอรมันถูกมองในแง่ลบเนื่องจากเคยถูกปกครองโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ชายผู้สั่นสะเทือนทั้งโลก และมีความสำคัญในเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และแนวคิดอารยัน ที่สร้างความเกลียดชังแบบสุดโต่ง จนกลุ่มประเทศสัมพันธมิตร ผู้ชนะสงคราม ต้องแบ่งประเทศออกเป็นสองฟาก เยอรมันตะวันตก ดูแลโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ กับ เยอรมันตะวันออก ที่ดูแลโดยสหภาพโซเวียต หลังจากแดนอินทรีเหล็กพ่ายแพ้สงครามในปี 1945

นอกจากนี้ ภาพจำในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกของเยอรมันก็ไม่ดีนัก จากโอลิมปิกที่กรุงเบอร์ลิน ในปี 1936 ซึ่ง ฮิตเลอร์ ใช้เป็นเวทีประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของนาซีเยอรมัน ด้วยการโกงการแข่งขัน และปฏิบัติต่อนักกีฬาต่างสีผิวและไม่ใช่ชาวอารยันอย่างไม่เท่าเทียม ตลอดจนการใช้อิทธิพลนอกสนามแทรกแซงการแข่งขัน รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อแบบเล่นใหญ่

เมื่อเยอรมันได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีกครั้งในปี 1972 ที่นครมิวนิค พวกเขาจึงมีความต้องการจะลบความเชื่อเหล่านั้นทิ้ง และบอกให้โลกรู้ว่า ประเทศแห่งนี้เปิดต้อนรับทุกคนทุกเชื้อชาติมากแค่ไหน และมีความตั้งใจจะทำให้ทุกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคนาซี ถูกลบทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง

นี่คือเยอรมันยุคใหม่ ยุคที่ทุกความแตกต่างจะอยู่ร่วมกันได้โดยไร้ความเกลียดชัง พวกเขาคิดเช่นนั้น แต่โชคร้ายที่บริบททางการเมืองไม่ได้ช่วยให้มันง่ายขึ้นเลย เพราะ 2 ประเทศที่ตีกันมาหลายชั่วอายุคน กำลังพัฒนาความเคียดแค้นมาถึงจุดพีคพอดิบพอดี … อิสราเอล และ ปาเลสไตน์ ไม้เบื่อไม้เมาที่ตีกันแทบทุกเรื่อง ศาสนา, พรมแดน, การกดขี่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นคือ โอลิมปิกคือมหกรรมกีฬาที่นักกีฬาจากทุกชาติต้องมารวมตัวกัน กิน อยู่ แข่งขัน และใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน … ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ ทางเดียวที่จะมั่นใจได้คือการล้อมคอกไว้ก่อนวัวหาย ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไว้ที่หมู่บ้านนักกีฬาเพื่อคอยควบคุมสถานการณ์ให้เรียบร้อย

ทุกอย่างดูจะเป็นไปด้วยดี เมื่อพิธีเปิดจบลงและการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น เสียงชื่นชมในการจัดงานเริ่มเป็นในทิศทางในแง่บวก อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งมั่นใจอะไรก่อนที่ทุกอย่างจะสำเร็จครบ 100% ดีกว่า เพราะในระหว่างนั้น คนบางกลุ่มกำลังเฝ้ารอจังหวะที่มาตรการต่าง ๆ กำลังตายใจจากคำชมเหล่านั้น จนค่อย ๆ คลายความระมัดระวังออก ไม่เข้มงวดเหมือนเก่า พวกเขารออยู่ 2 สัปดาห์ และสบโอกาสสำคัญจนได้

กลุ่ม Black September ได้เวลาออกโรงแล้ว…

เปิดตัว Black September 

อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้น ความสงบนำมาซึ่งความสบาย และความสบายนำมาซึ่งการคลายความเข้มข้นของการทำงาน … เรื่องนี้ทำให้ใครบางคนกำลังกังวล เขาคนนั้นคือ ชมูเอล ลัลกิน (Shmuel Lalkin) หัวหน้าคณะนักกีฬาของประเทศอิสราเอลในเวลานั้น ที่คิดว่าการมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความสะดวกสบายและความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วงคือ สัดส่วนของการ์ดที่ติดอาวุธนั้นมีน้อยมาก

เยอรมัน อาจจะเชื่อว่าหากจัดการได้ดี ความรุนแรงก็ไม่จำเป็น เพราะพวกเขากำลังแสดงตัวในฐานะเจ้าภาพที่เตรียมการมาดี ที่กำลังสร้างภาพลักษณ์ที่สะท้อนภาพเยอรมันยุคใหม่ … แต่สำหรับอิสราเอล พวกเขาคิดว่าเจ้าหน้าที่ติดอาวุธคือสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงแบบนี้

ทำไมพวกเขาต้องกังวลขนาดนั้นล่ะ มาแข่งกีฬาไม่ใช่หรือ ทำไมต้องอยากให้มีคนถือปืนเดินป้วนเปี้ยนในหมู่บ้านนักกีฬาด้วย ?

คำตอบคือ อิสราเอลไม่สามารถวางใจได้เลย เพราะความบาดหมางระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ กำลังดำเนินไปอย่างร้อนแรง ก่อน โอลิมปิก ปี 1972 จะเริ่ม ปาเลสไตน์พยายามกดดันรัฐบาลอิสราเอลให้ปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวน 234 คน ที่ถูกจับขังอยู่ในกรุงเยรูซาเลม เมืองหลวงของอิสราเอล อันเป็นดินแดนที่ปาเลสไตน์ก็อ้างสิทธิ์ถือครองเช่นกัน ซึ่งทางอิสราเอลก็ปฏิเสธการปล่อยตัว และยืนกรานอย่างแข็งขันแม้จะมีคำขู่มากมาย

อิสราเอลไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ปาเลสไตน์จะทำอะไรตอนไหน ตามที่พวกเขาได้ขู่ว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามเรียกร้องมาตรการความปลอดภัยมาตั้งแต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นแล้ว ยิ่งเมื่อเห็นทำเลที่พักของทีมนักกีฬาอิสราเอลแล้ว เขายิ่งกังวลมากขึ้น เพราะเป็นที่พักที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวแยกตัวออกมาจากทีมอื่น ๆ

ฝ่ายจัดการแข่งขันพยายามสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่าย ด้วยการวางกำลังไว้ที่นี่มากกว่าที่อื่น นอกจากนี้ยังมีการจำลองเหตุการณ์ก่อการร้ายมากถึง 26 สถานการณ์ … พวกเขาคาดว่าทุกอย่างคงอยู่ในระดับที่รับมือไหวแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แต่แล้วสถานการณ์ที่ 21 ก็เกิดขึ้นจริง ๆ แบบไม่ใช่การซ้อม

สถานการณ์ที่ 21 คืออะไร ? … การบุกเข้าหมู่บ้านนักกีฬาและจับคนในนั้นเป็นตัวประกันยังไงล่ะ

ตี 4 ของวันที่ 5 กันยายน ขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อน กลุ่มผู้ก่อการร้ายก็เริ่มปฏิบัติการ และพวกเขาเอาจริง ไม่เกี่ยงที่จะต้องใช้ความรุนแรง ด้วยเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ อิสราเอลจะต้องปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่พวกเขาจับเอาไว้ทั้งหมด … ไม้แข็งได้เริ่มต้นขึ้นแล้วโดยกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ กลุ่ม Black September ที่กำลังสร้างชื่อในโลกใต้ดินหลังจากเข้าสู่ยุค 1970s

Black September ก่อตั้งในปี 1970 เพื่อจุดประสงค์ในการก่อการร้ายโดยเฉพาะ พวกเขาเคยทำเรื่องนี้สำเร็จมาแล้ว กับการสังหารนายกรัฐมนตรี วาสฟี ทัล ของจอร์แดนในปี 1971 เพื่อตอบโต้การที่จอร์แดนตัดหางกลุ่มนักรบเฟดายีน ที่องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ให้การสนับสนุน เช่นเดียวกับการจี้เครื่องบิน และวางระเบิดอีกหลายครั้ง

นอกจากนี้เป้าหมายที่ชัดเจนอีกอย่างของพวกเขาคืออิสราเอล เนื่องจากปมขัดแย้งกันมานานนม พวกเขาส่งจดหมายขู่วางระเบิดไปยังสถานทูตอิสราเอลทั่วโลก และยังเคยสังหารนักการทูตมาแล้วด้วย

สิ่งเดียวที่กลุ่ม Black September ต้องการจากการแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้ คือการบุกเข้าไปยังบ้านพักนักกีฬาของทีมชาติอิสราเอล จับตัวพวกเขาเหล่านั้นเป็นตัวประกัน เล่นเกม “ชีวิตและชีวิต” กับนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ถูกจับในอิสราเอล

และเหตุการณ์นี้ ใครยอม = แพ้ ดังนั้นมันจึงไม่จบลงง่าย ๆ และโอลิมปิก 1972 ก็กลายเป็นสังเวียนเลือดเพราะเหตุการณ์นี้

จบด้วยชีวิต 

แม้เป้าหมายจะมาเพื่อจับคนเป็นตัวประกัน แต่การบุกเข้าไปนั้นเกิดการต่อสู้ และทำให้เกิดการเสียชีวิตของฝั่งนักกีฬาอิสราเอล

กลุ่ม Black September มากัน 8 คน สวมหมวกไอ้โม่งคลุมหน้า พกอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม AKM นอกจากนี้ยังมีปืนพก Tokarev และระเบิดครบมือ … การยิง โมเซ เวียนเบิร์ก โค้ชของทีมมวยปล้ำ และ ยูสเซฟ โรมาโน่ นักยกน้ำหนัก ที่ต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายจนเสียชีวิตทั้งคู่ เป็นการส่งสัญญาณว่าใครไม่ฟังพวกเขาจะมีอันตรายถึงชีวิตแน่นอน

นักกีฬาชาวอิสราเอลต่างเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น บางคนหนีรอด บางคนสู้ และโชคร้ายที่มี 9 คนโดนจับเป็นตัวประกัน กลุ่มก่อการร้ายยืนยันว่าต้องใช้ 9 แลก 234 คน และฝั่งอิสราเอลก็ไม่ยอมง่าย ๆ

โกลดา เมียร์ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในเวลานั้น แถลงการณ์และร้องขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่น ๆ โดยบอกถึงเหตุผลที่พวกเขาจะไม่แลกตัวประกันว่า “ถ้าเรายอมแพ้ จะไม่มีชาวอิสราเอลคนไหนในโลกที่จะรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาปลอดภัยอีกเลย นี่คือการขู่และเล่นสกปรกที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” 

การไม่ยอมเจรจานำมาซึ่งความชุลมุน เพราะนอกจากอิสราเอลจะแข็งข้อแล้ว พวกเขายังพร้อมรุกกลับด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ฝีมือดีของตัวเองเข้ามาจัดการเรื่องนี้ ทว่ารัฐบาลเยอรมันไม่ยอมให้กลุ่มทหารของอิสราเอลเข้ามาในประเทศ เพราะพวกเขาจะจัดการเอง และไม่ต้องการให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก … การปฏิเสธนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่กับแค่ปาเลสไตน์และอิสราเอลเท่านั้น ฝ่ายเยอรมันเองก็ถูกมองในแง่ลบเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เพราะพวกเขาไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการรับมือการก่อการร้าย ทำให้จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ดีพอ

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo