จากดาวรุ่ง สู้ไร้ทีมเล่น แจ็ค วิลเชียร์

จากดาวรุ่ง สู้ไร้ทีมเล่น แจ็ค วิลเชียร์

จากดาวรุ่ง สู้ไร้ทีมเล่น แจ็ค วิลเชียร์

จากดาวรุ่ง สู้ไร้ทีมเล่น แจ็ค วิลเชียร์

จากดาวรุ่ง สู้ไร้ทีมเล่น แจ็ค วิลเชียร์

“ทำไมถึงไม่มีสโมสรไหนอยากเซ็นสัญญากับคุณ ?” เป็นคำถามของ เดวิด ออร์นสตีน เหยี่ยวข่าวเบอร์ 1 ของสาย อาร์เซน่อล แห่ง The Athletic ที่ถามกับหนึ่งใน นักเตะ อังกฤษที่ดีที่สุด … ในอดีต “แจ็ค วิลเชียร์”

และเขากำลังจะตอบว่า “ทำไม ?” 

นี่คือเรื่องราวตั้งแต่วันเริ่มต้นของแข้งเยาวชนผู้ไม่เคยกลัวใคร สู่วันที่เขาอายุย่าง 30 และไม่มีทีมไหนสนใจและกล้ามอบสัญญาให้อีกแล้ว จนแม้แต่ลูกของเขายังถามว่า “ทำไมถึงไม่มีทีมไหนอยากได้พ่อ ?”

Back To The Future

“ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาอยู่ในจุดนี้ได้เลย ทุกครั้งที่คุยกับคนอื่น ๆ ผมบอกพวกเขาเสมอว่า ช่วงเวลาที่ตัวเองอายุ 28-29 ปี มันจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตนักฟุตบอลของผม เป็นแนวหน้าของทีมชาติอังกฤษและเล่นกับสโมสรระดับหัวแถว นั่นคือทางของผมเสมอมา” 

แจ็ค วิลเชียร์ ในวัย 29 ปี ตอบเช่นนั้น และภาพในอดีตก็ย้อนเข้ามาในหัวทันที เรื่องราวของ “ซูเปอร์แจ็ค” นักเตะวันเดอร์คิดผู้ถูกเรียกว่าจะเป็น อันเดรส อิเนียสต้า แห่งเกาะอังกฤษ ที่ปัจจุบันไม่มีสโมสรอยู่ มันชัดเจนว่าทำไมเขาเองจึงไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะต้องมาลงเอยกับเส้นทางชีวิตค้าแข้งแบบนี้ เพราะใครก็ตามที่เคยเห็น วิลเชียร์ ในสมัยวัยรุ่นเล่นอยู่คงรู้ดีว่า นี่คือนักเตะดาวรุ่งที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่ง

“เขาได้แสดงระดับความสามารถอย่างสูงส่ง ลงเล่นอย่างสงบ และพร้อมรับการท้าทายอย่างเหลือเชื่อ ในวัยหนุ่มขนาดนั้น เราคงไม่กล้าสงสัยอะไรในความสามารถของเขาอีก” มาร์ติน ไทเลอร์ ผู้บรรยายจาก Sky Sports กล่าวถึง วิลเชียร์ ตอนอายุ 18 ปี

วิลเชียร์ โตมากับระบบอคาเดมีของ อาร์เซน่อล เขาเก่งเกินเด็กมาตั้งรุ่นอายุ 14 ปี ก่อนจะได้รับการโปรโมตจาก อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือของทีมชุดใหญ่ในเวลานั้น

ส่งลงสนามในเกมลีกคัพตั้งแต่อายุ 16 ปี เมื่อทุกคนได้เห็นเขา ก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้สามารถแบกอายุได้แน่นอน มันทำให้แฟนอาร์เซน่อลเห็นภาพของ เชส ฟาเบรกาส ที่โดน อาร์แซน เวนเกอร์ ใช้งานตั้งแต่รุ่นราวคราวเดียวกัน ก่อนเติบโตเป็นกองกลางระดับโลกในเวลาต่อมา

เวนเกอร์ ค่อย ๆ ใส่เกมระดับสูงให้กับ วิลเชียร์ ทีละนิด ๆ เขาลงเล่นไป 8 นัดในซีซั่นแรก ฤดูกาล 2008-09 และมากกว่านั้นอีกนิดในซีซั่นต่อมา ฤดูกาล 2009-10 จนกระทั่งเขาอายุ 18 ปี เป็นหนุ่มเต็มตัว วิลเชียร์ ก็ถูกส่งไปอยู่กับ โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมระดับกลางค่อนล่างของพรีเมียร์ลีกในช่วงตลาดฤดูหนาว และนั่นคือการย้ายทีมที่พิสูจน์ให้ เวนเกอร์ เห็นว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการประคบประหงมอีกแล้ว เพราะนอกจากทักษะในการเล่น เขายังมีแนวคิด หัวจิตหัวใจ และความเข้าใจเกมในระดับสูงมาตั้งแต่ตอนนั้น

วิลเชียร์ ลงเล่นให้กับ โบลตัน แบบยืมตัวไปแค่ 14 เกมในพรีเมียร์ลีก และนั่นคือฟอร์มที่แฟน ๆ ของ โบลตัน ไม่มีวันลืม ถ้าเป็นเรื่องของการยิงประตูอาจจะยังไม่เห็นภาพนัก แต่ถ้าใครได้เห็นการปรับตัวของนักเตะอายุ 18 ปี กับทีมที่เล่นฟุตบอลต่างกันไปแบบสิ้นเชิงกับ อาร์เซน่อล คุณจะเข้าใจได้ว่า วิลเชียร์ เป็นเด็กที่ซึมซับอะไรได้ดีแค่ไหน

เมื่อต้องเล่นเป็นกองกลางให้กับ โบลตัน เขาจะต้องวิ่งไล่บอลเยอะมาก กว่าได้ครอบครองบอล เขาจะต้องเล่นลูกกลางอากาศได้ และต้องมีความห้าวในการไล่บดกับกองกลางเบอร์ใหญ่กว่าของสโมสรอื่น ๆ ซึ่ง วิลเชียร์ ก็ทำได้ทุกอย่าง … เขาคือกองกลางตำแหน่งหมายเลข 10 ที่วิ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของทีม 1 ประตูกับ โบลตัน ที่เขายิงได้คือการทำประตูด้วยลูกโหม่ง และคุณจะเอาอะไรมากไปกว่านั้นได้อีก เมื่อเขาพา โบลตัน ไปอยู่ครึ่งบนของตารางได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

ฝั่ง อาร์เซน่อล ก็เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องที่ควร วิลเชียร์ ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปรับกระดูกบอล และนั่นทำให้เกิดการถกเถียงกันเล็กน้อย เมื่อ โอเว่น คอยล์ กุนซือของ โบลตัน ในเวลานั้น พยายามจะบอกกับ เวนเกอร์ ว่า หากให้เวลา วิลเชียร์ อีก 6 เดือนหรือ 1 ปีที่ โบลตัน เขาจะสมบูรณ์แบบและพร้อมใช้งานได้มากยิ่งกว่าที่ เวนเกอร์ คิด แต่คำตอบของ เวนเกอร์ ชัดเจน ทีมของเขาต้องการนักเตะแดนกลางมาหมุนเวียน ดังนั้น วิลเชียร์ จึงกลับมาที่ อาร์เซน่อล หลังสิ้นสุดสัญญายืมตัว

ทว่าก่อนที่เขาจะกลับ โอเว่น คอยล์ ทิ้ง 1 ประโยคสำคัญที่ ณ ตอนนั้นอาจจะยังไม่มีใครสนใจว่า “การย้ายกลับ อาร์เซน่อล จะเป็นความคิดที่ผิดพลาดของทั้ง วิลเชียร์ และ อาร์เซน่อล … เขารู้ดีว่ามันจะดีกับเขาแน่นอนหากเขาได้เล่นกับเราอีกสัก 6 เดือนหรือ 1 ซีซั่น ถึงตอนนั้นเขาจะกลับไปที่นั่นแบบยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นอีก”

“ที่ผมจะบอกคือ หาก อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่คิดว่าจะใช้งานเขาในฐานะนักเตะตัวหลักที่ได้ออกสตาร์ตในทุกสัปดาห์ เขาควรให้เวลาผมกับวิลเชียร์อีกสัก 6 เดือน ผมขอถึงเดือนมกราคมก็พอ และเมื่อถึงเวลาที่ผมคืนตัวเขากลับ ทุกคนจะได้เห็นว่าเขาเก่งขึ้นขนาดไหน” คอยล์ กล่าวเช่นนั้นแต่มันก็ไม่เปลี่ยนอะไร แจ็ค วิลเชียร์ กลับไปเป็นนักเตะของ อาร์เซน่อล แล้ว และการเดินทางอันยาวไกลก็เริ่มขึ้น พร้อม ๆ กับสิ่งที่เรียกว่า “คำสาปของวันเดอร์คิด”

คำสาป “วันเดอร์คิด” 

การกลับมา อาร์เซน่อล รอบนี้ วิลเชียร์ สวมเสื้อหมายเลข 19 และยึดตัวหลักของทีมได้ในทันที ซีซั่น 2010-11 วิลเชียร์ ได้ลงเล่นเกมลีกไปทั้งหมด 35 นัด นาทีนั้นมันชัดเจนแล้วว่า อาร์เซน่อล กำลังจะได้กัปตันทีมคนใหม่ที่เป็นลูกหม้อของสโมสรในรอบหลายปี ทว่าใครจะรู้ว่า นั่นคือปีที่ดีที่สุดของเขาในชีวิตการค้าแข้ง

“เขาแตกต่างกับนักเตะที่ผมเคยร่วมงานด้วย เลี้ยงบอลเก่งกว่า เชส ฟาเบรกาส ส่วนในเรื่องของการจ่ายบอลก็แตกต่าง แจ็ค ชอบจ่ายบอลแบบไดเรกต์และเปลี่ยนเกมได้หลากหลายทิศทาง ขณะที่ เชส แม่นยำและช่ำชองเรื่องนี้โดยเฉพาะ หากพวกเขาได้เล่นด้วยกัน มันคงเป็นอะไรที่เหนือจินตนาการ”

“เด็กคนนี้ไม่กลัวความท้าทาย เขามีคาแร็กเตอร์ที่ชอบเล่นเกมหนัก ๆ เขาปรับตัวได้เก่งไม่ว่าจะเล่นที่ไหนและกับใคร เขาเล่นได้ทั้ง 3 ตัวหลังกองหน้า หรือจะเป็นกองกลางก็ได้ทั้งนั้น” นี่คือคำพูดของ เวนเกอร์

วิลเชียร์ เป็นนักเตะที่ เวนเกอร์ ให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังจากจบฤดูกาล 2010-11 เขายิ่งดูนิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นทั้ง ๆ ที่อายุแค่ 19 ปีเท่านั้น เวนเกอร์ วาดภาพไปไกลตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่เรื่องจริงนั้นทุกคนจะรู้ดี … น่าเสียดายที่ซีซั่นที่ดีที่สุดมันเกิดขึ้นตอนที่เขาอายุ 19 ปี ไม่ใช่ 29-30 ปี เหมือนกับนักเตะคนอื่น ๆ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo