คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

มี 4 ชนิด กีฬา ใหม่ที่เพิ่งถูกจัดให้มีการแข่งขันใน  โอลิมปิกเกมส์  โตเกียว 2020 เป็นครั้งแรก โดย 3 ใน 4 ได้แก่ สเกตบอร์ด, โต้คลื่น และ ปีนเขา ล้วนผ่านตาแฟนกีฬาทั่วโลกกันไปแล้ว เหลือก็แต่ คาราเต้ ซึ่งจะมีการแข่งขันกันวันแรกในวันนี้ (5 สิงหาคม) โดยจะมีการชิงชัยกันทั้งสิ้น 8 เหรียญทอง

คาราเต้ เป็นกีฬาอีกชนิดที่ถูกจับตามองโดยแฟนกีฬาเจ้าภาพ เนื่องจากเป็นกีฬาที่ถูกคิดค้นขึ้นในญี่ปุ่น ผ่านศิลปะป้องกันตัวและสืบทอดกันมากกว่า 100 ปี นั่นทำให้การชิงชัยเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬาครั้งนี้ของคาราเต้เป็นที่น่าสนใจ และนี่คือสิ่งที่น่ารู้ก่อนไปดูคาราเต้กันในวันนี้ ที่ THE STANDARD เอามาฝากกัน

กีฬาที่มีประวัติศาสตร์

หากนับประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการแล้ว คาราเต้คือศิลปะการป้องกันตัวที่มีอายุไม่ยาวนานนัก เพราะหากนับตั้งแต่มีการจดบันทึกและมีหลักฐานอย่างชัดเจน คาราเต้เพิ่งมามีชื่ออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในช่วงร้อยกว่าปีก่อนนี้เอง และอย่างมากก็ไม่มีทางที่จะมีอายุถึง 200 ปีไปได้

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานอย่างไม่เป็นทางการหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้มีอายุนับพันปี รากของมันสามารถสืบย้อนไปถึงอินเดียโบราณ จีน และหมู่เกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่มีใครสามารถมั่นใจว่าคาราเต้ถูกฝึกครั้งแรกเมื่อใด แต่หลักฐานต่างๆ ก็ทำให้เชื่อกันว่าศิลปะชนิดนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศิลปะการป้องกันตัวแบบจีนโบราณอย่างแน่นอน

โด่งดังไปทั่วโลก

เมื่อออกจากเกาะฤดูร้อนอย่างโอกินาวา คาราเต้ก็เป็นที่โด่งดังถึงขีดสุดจากการไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องในฮอลลีวูด และบางเรื่องก็มีคำว่า ‘คาราเต้’ อยู่ในชื่อเรื่องด้วยซ้ำอย่าง ‘The Karate Kid’ และอีกหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วนที่มีศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้เป็นส่วนหนึ่งในฉากแอ็กชัน

นั่นเองที่ทำให้คาราเต้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่หากพูดถึงในแง่ของกีฬา คาราเต้ถือเป็นกีฬาที่ไม่ได้มีคนเล่นมากมายนักถ้าเทียบกับกีฬาชนิดอื่น และเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทศิลปะการต่อสู้เหมือนกัน ชื่อชั้นของคาราเต้อาจจะยังเป็นรองเทควันโดอยู่เล็กน้อยในแง่การถูกยอมรับให้แข่งขันกันในสากล ซึ่งในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้นี่เองที่ญี่ปุ่นจะใช้เป็นโอกาสในการผลักดันคาราเต้ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น

3 หัวใจหลักรวมเป็น 1

คาราเต้ ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก 3 อย่างอย่าง คือ คิฮง (基本) คือท่าพื้นฐาน, คาตะ (型) ท่ารำ และ คุมิเตะ (組手) ท่าต่อสู้ โดยผู้ฝึกจะเริ่มทำการฝึกพื้นฐานตั้งแต่ท่ายืน, ท่าชก, ท่าปัดป้อง, ท่าเตะ และอื่นๆ ซึ่งท่าเหล่านี้คือ คิฮง และเมื่อนำท่าพื้นฐานมาเข้าคู่กันโดยให้มีฝ่ายที่รุก และฝ่ายที่รับก็จะกลายเป็นการต่อสู้เพื่อฝึกฝนทักษะคุมิเตะ ก่อนที่สุดท้ายจะการรวมท่าพื้นฐานต่างๆ มาร้อยเรียงเป็นเพลงมวยไว้รำเพื่อฝึกสมาธิกลายเป็น คาตะ

ทั้ง 3 องค์ประกอบที่ว่ามารวมเป็นหนึ่งจึงกายเป็นศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้ โดยที่ปัจจุบันการแข่งขันของคาราเต้ก็จะเป็นการแข่งขันจากทักษะ 2 ใน 3 หัวใจหลักที่ว่ามาอย่างการแข่งขันที่มาต่อสู้กันอย่าง คุมิเตะ และการแข่งขันรายรำอย่าง คาตะ

การแข่งทั้ง 2 รูปแบบ

การแข่งขันคาราเต้ในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทเช่นกัน คือแบบ คุมิเตะ เป็นการจับคู่สู้โดยแบ่งรุ่นจากเพศและน้ำหนัก ซึ่งฝ่ายชายจะมี 3 รุ่น ได้แก่ ไม่เกิน 67 กิโลกรัม, ไม่เกิน 75 กิโลกรัม และ 75 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีรุ่น ไม่เกิน 55 กิโลกรัม, ไม่เกิน 61 กิโลกรัม และ 61 กิโลกรัมขึ้นไป

ซึ่งการแข่งขันก็คล้ายๆ เทควันโด ที่จะแข่งขันในพื้นที่จำกัด และแข่งขันกันทำคะแนน โดยคาราเต้ จะแข่งขันกันในพื้นที่ 8 x 8 เมตร เป็นระยะเวลา 3 นาที ใครทำได้ถึง 8 คะแนนก่อนจะชนะไป โดยเกณฑ์การทำคะแนนจะมี 3 ระดับคือ อิปปง (เตะใบหน้า, ศีรษะ, ช่วงบอล หรือซ้ำคู่แข่งที่ล้ม) ได้ 3 คะแนน, วาซาอาริ (เตะลำตัวคู่ต่อสู้) ได้ 2 คะแนน และ ยูโกะ (ต่อยหัวหรือลำตัว) ได้ 1 คะแนน

ขณะที่การแข่งขันอีกประเภทคือแบบ คาตะ โดยนักกีฬาจะร่ายรำเพลงมวยโดยลำพัง แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเชิงรุกและการป้องกัน โดยเลือกจาก 102 คาตะ หรือเทคนิคที่ผ่านการรับรองจากสหพันธ์คาราเต้โลก โดยผู้ตัดสินทั้ง 7 คนจะให้คะแนน 70 เปอร์เซ็นต์จากความสามารถทางเทคนิค ซึ่งรวมถึงสมาธิ การหายใจ จังหวะ และความถูกต้องของท่าท่าง ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักกีฬาในแง่ของความแข็งแกร่งและความเร็ว

ความภาคภูมิใจแห่งญี่ปุ่น

เรียว คิยูนะ แชมป์โลก 3 สมัยจากโอกินาวา จะแข่งขันในส่วนของคาตะชายในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ซึ่งเขาอาจจะกลายเป็นชาวโอกินาวาคนแรกที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ซึ่งแน่นอนว่ากีฬาดังกล่าวจะได้รับความสนใจอย่างมากในโตเกียวในสัปดาห์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย

นี่เป็นครั้งแรกที่คาราเต้จะได้มีการชิงชัยเหรียญทองโอลิมปิกกัน แม้ว่าจะมีการผลักดันกีฬาชนิดนี้กันมาอย่างยาวนาน โดยคาราเต้ชิงแชมป์โลก ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกที่โตเกียวในปี 1970 ปัจจุบันการชิงแชมป์โลกจะถูกจัดทุก 2 ปี แน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผลงานดีที่สุดในการแข่งขันรายการดังกล่าว และพวกเขาก็คงรอไม่ไหวแล้วที่จะประกาศศักดาเหนือกีฬาชนิดนี้ในโอลิมปิกครั้งนี้

กีฬาคาราเต้ หรือคาราเต้โด เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีต้นกำเนิดมาจากหมู่เกาะโอกินาวะ และพัฒนาต่อมาจนเป็นคาราเต้ ซึ่งเน้นการป้องกันตัวและต่อสู้ด้วยมือเปล่า

หลังจากที่โอกินาวะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น กีฬาคาราเต้ก็เริ่มแพร่หลายในสังคมญี่ปุ่นทันที โดยคำว่าคาราเต้ มีที่มาจากคำ คารา ที่แปลว่า “ความว่างเปล่า” และเต้ ที่แปลว่ามือ

คาราเต้เป็นกีฬาที่ช่วยในการปรับสภาพร่างกาย ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะด้านความเร็วและความอดทนเช่นเดียวกับความสมดุลของร่างกาย, ประสาทสัมผัสและความยืดหยุ่น

ในด้านของกีฬา คาราเต้ถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในกีฬาของเอเชียนเกมส์ครั้งแรกในเอเชี่ยนเกมส์ปี 1994 ที่เมืองฮิโรชิม่า ซึ่งกีฬาคาราเต้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ “คาตะ” และ “คูมิเต้” โดยคาตะนั้นเป็นแข่งขันด้วยท่ารำ ซึ่งตัดสินผลจากความสวยงามและความถูกต้องตามหลักของคาราเต้ ส่วนคูมิเต้ “ท่าต่อสู้” หรือเรียกกันว่า “Free sparing” เป็นการต่อสู้โดยใช้ท่าต่างๆ เช่นการต่อย, การเตะ, การฟาด, การทุ่มล้มหรือทำให้คู่ต่อสู้เสียหลัก เป็นตัวทำคะแนน

โดยวิธีการให้คะแนนในการแข่งแบบ “คูมิเต้” หรือ “การต่อสู้” จะมีด้วยกัน 3 ระดับด้วยกันคือ

  • อิปปอน (Ippon) = 3 คะแนน จากการเตะเข้าที่หน้าใบหน้า, ศีรษะ, เตะช่วงบน หรือการซ้ำคู่ต่อสู้ที่ล้มลง
  • วาซา-อาริ (Waza-Ari) = 2 คะแนน จากการเตะลำตัวคู่ต่อสู้
  • ยูโกะ (Yuko) = 1 คะแนน จากการต่อยระดับหัวหรือลำตัว

ส่วนของร่างกายที่สามารถจู่โจมได้คือ ศีรษะ, ใบหน้า, คอ, ลำตัว, หน้าอก, หลัง และด้านข้างลำตัว โดยนักกีฬาคนใดก็ตามที่สามารถทำแต้มได้ถึง 8 คะแนนได้ก่อน หรือทำแต้มได้มากกว่าคู่ต่อสู้หลังหมดเวลาแล้วจะเป็นผู้ชนะ

ส่วนเกณฑ์การให้คะแนนในการแข่งแบบ “คาตะ” หรือท่ารำมีดังนี้

  • ความถูกต้องของท่ายืน
  • มีความเข้าใจในเทคนิคที่นำมาใช้หรือไม่
  • การกำหนดลมหายใจระหว่างรำ
  • ความยากของท่ารำ
  • ความแข็งแกร่ง, พละกำลัง, ความเร็ว, ความสมดุล และจังหวะ

การกระทำที่ถือว่าผิดกติกาของคาตะได้แก่

  • ท่ารำไม่ตรงกับท่ารำที่นักกีฬาแจ้ง
  • ลืมโค้งคำนับก่อนเริ่มรำและหลังรำจบ
  • นักกีฬาหยุดชะงักในระหว่างการแข่งขัน
  • แทรกแซงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน
  • สายคาดเอวหลุดระหว่างการแข่งขัน
  • ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำตัดสินของกรรมการ หรือกระทำความผิดอื่นใด

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo